มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในเนื้องอกร้ายที่มีอัตราการเกิดและอัตราการเสียชีวิตสูงทั่วโลก มะเร็งปอดระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน ในทางคลินิกผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมีอาการแล้วมาพบแพทย์ มักอยู่ในระยะท้ายแล้ว โดยผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะท้ายมีอัตราการรอดชีวิตรวม 5 ปีอยู่ที่ประมาณ 20%
ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะท้ายมักสูญเสียโอกาสในการผ่าตัดไปแล้ว ดังนั้นการปรับกลยุทธ์การรักษาให้เหมาะสม การใช้เคมีบำบัดและรังสีรักษาอย่างสมเหตุสมผล การรักษาแบบมุ่งเป้า การรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน รวมถึงการใช้การแพทย์จีนช่วยเสริม เพื่อบรรเทาอาการของผู้ป่วย ควบคุมการดำเนินโรค และยืดอายุผู้ป่วย จึงเป็นประเด็นที่วงการแพทย์กำลังสำรวจและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
กรณีศึกษานี้ได้นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะท้าย เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงด้านการวินิจฉัยและการใช้ยาช่วยเสริมด้วยการแพทย์จีนสำหรับแพทย์คลินิกโดยทั่วไป
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชายสูงอายุ
- มาพบแพทย์ด้วยโรคมะเร็งปอดอะดีโนคาร์ซิโนมา ได้รับเคมีบำบัดมาแล้วมากกว่า 1 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- 29 ธันวาคม 2023 ตรวจ PET-CT พบก้อนเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณด้านหลังของกลีบล่างปอดซ้าย ขนาดประมาณ 2.8 × 2.9 × 3.3 ซม. มีการเผาผลาญ FDG สูง พบต่อมน้ำเหลืองโตหลายตำแหน่ง ได้แก่ เหนือไหปลาร้าขวา ช่องกลางทรวงอก (mediastinum) ขั้วปอดซ้าย รอบส่วนบนหรือส่วนหัวของตับอ่อน และมีการเผาผลาญ FDG สูง พิจารณาได้ว่าเป็นมะเร็งปอดร่วมกับการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองหลายแห่ง
- CT แบบฉีดสารทึบรังสี พบก้อนที่ด้านหลังของกลีบล่างปอดซ้าย ลักษณะเข้าได้กับรอยโรคเนื้องอก แนะนำให้วินิจฉัยร่วมกับอาการทางคลินิกและผลตรวจชิ้นเนื้อ พบต่อมน้ำเหลืองโตหลายแห่ง ได้แก่ เหนือไหปลาร้าขวา ช่องกลางทรวงอก พิจารณาเป็นการแพร่กระจายของมะเร็ง
- MRI สมอง พบ lacunar infarction อยู่บริเวณ basal ganglia ด้านซ้าย
- การตรวจชิ้นเนื้อ ทำการเจาะชิ้นเนื้อปอดผ่านผิวหนัง พบ Low-differentiated adenocarcinoma
- การตรวจยีนและภูมิคุ้มกัน ไม่พบการกลายพันธุ์ของยีนที่มีนัยสำคัญและ PD-L1 TPS = 20%
- ได้รับการรักษาครั้งแรก 15 มกราคม 2024 ด้วยเคมีบำบัดสูตร AP (systemic chemotherapy) จำนวน 1 คอร์ส พบการติดเชื้อในปอด เป็นภาวะแทรกซ้อนหลังเคมีบำบัด
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
มีประวัติความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง รับประทานยา Amlodipine, Irbesartan และ Fenofibrate โดยความดันและไขมันควบคุมได้พอใช้
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. CT ช่องอก–ท้อง–เชิงกราน
- พบก้อนมะเร็งที่กลีบล่างปอดซ้าย ขนาด 3.6 × 2.8 ซม. ลุกลามถึงเยื่อหุ้มปอดใกล้เคียง
- พบการแพร่กระจายต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่ง ได้แก่
- ช่องกลางทรวงอก
- เหนือไหปลาร้าขวา
- ขั้วปอดทั้งสองข้าง
- ด้านขวาข้างศีรษะตับอ่อน
- หลอดเลือดแดงปอดซ้ายถูกก้อนโอบรัดทำให้ตีบแคบ
- พบน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardial effusion)
- พบความผิดปกติอื่นร่วม ได้แก่
- พังผืดหลายจุดในปอดซ้าย
- จุดแคลเซียม
- กลีบบนปอดขวาอาจมี มูกอุดตันในหลอดลม
- มีการอักเสบรอบ ๆ

การวินิจฉัย (Diagnosis)
- มะเร็งปอดข้างซ้ายชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) cT2N3M0 ระยะ IIIB, PD-L1 TPS = 20%, PS 2 คะแนน
- มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหนือกระดูกไหปลาร้าขวา
- ภาวะกดการทำงานของไขกระดูกภายหลังเคมีบำบัด
- ภาวะทุพโภชนาการ
- วัณโรคปอด
- ความดันโลหิตสูง
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
แผนการรักษาและการประเมินผล (Treatment Plan and Evaluation)
การรักษาลำดับที่ 2
- เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อเคมีบำบัดได้ จึงปรับปรุงความอยากอาหารด้วย Megestrol acetate และการรักษาประคับประคองตามอาการ
- ให้เคมีบำบัดแบบระบบด้วย albumin-bound paclitaxel ร่วมกับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดด้วย sintilimab
ผลการติดตามหลังรักษา
- 20 มีนาคม 2024 ผล CT ทรวงอก–ช่องท้อง–เชิงกราน พบว่า ก้อนมะเร็งที่ปอดล่างซ้าย มีขนาดใกล้เคียงเดิม ยังมีการลุกลามไปเยื่อหุ้มปอด และมีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่ง ได้แก่ mediastinum, supraclavicular, hilum และ retroperitoneal และยังพบว่าต่อมน้ำเหลืองมีขนาดเพิ่มขึ้น
- พบน้ำในเยื่อหุ้มหัวใจเพิ่มขึ้น น้ำในเยื่อหุ้มปอดสองข้าง และปอดล่างทั้งสองข้างขยายตัวไม่สมบูรณ์
- ระหว่างการรักษาผู้ป่วยมีอาการไอและปวดศีรษะ วันที่ 27 มี.ค. 2024 จึงได้มีการ MRI สมอง พบก้อนบริเวณข้างโพรงสมองด้านซ้าย เมื่อพิจารณาร่วมกับประวัติ โรคมีความเป็นไปได้ว่าแพร่กระจาย การประเมินผลการรักษาเป็น PD (โรคลุกลาม)

การรักษาลำดับที่ 3
- หลังจากได้รับภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับเคมีบำบัดแบบระบบในการรักษาครั้งที่ 2 ก้อนยังคงลุกลามและมีการแพร่กระจายไปสมอง จึงให้การรักษาประคับประคอง โดย
- ให้อัลบูมินเสริม
- ยาขับปัสสาวะ furosemide ร่วมกับ spironolactone
- ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
- ให้ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วย sintilimab ร่วมกับการรักษาแบบมุ่งเป้าด้วย bevacizumab
ผลการติดตามหลังรักษา
- การตรวจ CT ทรวงอก ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 พบว่า ก้อนในส่วน posterior segment ของปอดกลีบล่างซ้าย ขนาดประมาณ 2.0 × 1.9 ซม. มีการลุกลามไปยังเยื่อหุ้มปอดใกล้เคียง
- พบการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายตำแหน่ง ได้แก่ mediastinum, supraclavicular, hilum และ retroperitoneal เมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจครั้งก่อน พบว่า ขนาดต่อมน้ำเหลืองส่วนใหญ่ลดลง
- การตีบแคบของหลอดเลือดแดงปอดซ้ายและแขนงของหลอดเลือดแดงปอดกลีบล่างซ้ายที่เกิดจากการถูกก้อนเนื้องอกล้อมรอบดีขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนหน้า
- น้ำในเยื่อหุ้มหัวใจ (pericardial effusion) ลดลง
- พบน้ำในเยื่อหุ้มปอดทั้งสองข้างร่วมกับภาวะปอดแฟบบางส่วน (atelectasis) แต่มีแนวโน้ม ดีขึ้นจากการขยายตัวของปอด

สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (lung adenocarcinoma) ผลตรวจยีน ไม่พบการกลายพันธุ์ที่มีนัยสำคัญ และ TPS แสดงผลเป็นบวก การให้เคมีบำบัดแบบระบบเป็น แนวทางการรักษาลำดับแรก (first-line) ผู้ป่วยไม่สามารถทนต่อการรักษาได้ หลังจากได้รับการรักษาลำดับที่สอง (second-line) ซึ่งเป็น ภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับเคมีบำบัดแบบยาเดี่ยว พบว่าเนื้องอกยังคงดำเนินโรคต่อไป ต่อมาจึงให้การรักษาลำดับที่สาม (third-line) ด้วยการรักษาแบบมุ่งเป้าและภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกัน และให้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม เพื่อช่วยบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะทุพโภชนาการเรื้อรัง เช่น ท้องอืด เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และสภาพร่างกายโดยรวมลดลง หลังการรักษาพบว่า อาการของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างชัดเจน และการประเมินผลการรักษาอยู่ในระดับ Partial Response (PR)
การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับเคมีบำบัดสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิผลทางคลินิกของการรักษามะเร็งปอด และช่วยปรับปรุงสภาพทั่วไปของผู้ป่วยหลังเคมีบำบัด รวมทั้งคะแนนการประเมินตามหลักการแพทย์แผนจีน ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะท้ายรายนี้ได้รับผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดีจากการรักษาเสริมด้วยยาดังกล่าว และคาดหวังว่าในอนาคตจะมีงานวิจัยทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ยาจีนเป็นการรักษาเสริมในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งต่อไป
Source
Hubei Cancer Hospital, China
แหล่งข้อมูล
โรงพยาบาลมะเร็งมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย







