มะเร็งปอดชนิดปฐมภูมิ (Primary bronchogenic carcinoma) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า มะเร็งปอด เป็นหนึ่งในเนื้องอกร้ายที่มีอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตสูงทั่วโลก โดยในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการที่ชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการวินิจฉัยเมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ซึ่งมีอัตราการรอดชีวิตโดยรวม 5 ปีเพียงประมาณ 20%
มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (lung adenocarcinoma) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยในทางคลินิก โดยแนวทางการรักษาที่ใช้ทั่วไป ได้แก่ การฉายรังสี เคมีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการรักษาเหล่านี้จะช่วยควบคุมโรคได้ แต่ก็อาจก่อให้เกิด ผลข้างเคียง เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซึ่งส่งผลกระทบต่อ คุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
กรณีศึกษานี้ได้นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับแพทย์ในการใช้การแพทย์แผนจีนเป็นการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งปอด
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 59 ปี
- มาพบแพทย์ด้วยอาการไอเรื้อรังร่วมกับแน่นหน้าอกเป็นเวลา 2 เดือน
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- 2 เดือนก่อน ผู้ป่วยติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา (COVID-19) หลังจากนั้นมีอาการไอเรื้อรัง (ไม่มีเสมหะ) แน่นหน้าอก หอบเหนื่อยเพิ่มขึ้นตามลำดับ ผู้ป่วยไม่ได้เข้ารับการรักษาในช่วงแรก
- ต่อมา ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลภายนอก พบค่า CEA = 57.25 ng/mL (สูงผิดปกติ)
- ตรวจ CT ทรวงอก พบก้อน/ปมที่ปอดกลีบล่างขวา สงสัยมะเร็งปอด และพบต่อมน้ำเหลืองบริเวณ hilum ปอดขวาและ mediastinum โต ปัจจุบันผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและรักษาเพิ่มเติม
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
เคยผ่าตัดต่อมไทรอยด์กลีบซ้าย (left thyroid lobectomy) และปัจจุบันรับประทานยา levothyroxine (Euthyrox) ขนาด 0.5 เม็ดต่อวัน เพื่อทดแทนฮอร์โมนไทรอยด์อย่างต่อเนื่อง
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. การตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers)
- CEA = 57.25 ng/mL
- CA125 = 457 U/mL
2. การส่องกล้องหลอดลมร่วมกับอัลตราซาวด์ (Endobronchial ultrasound; EBUS)
การเจาะชิ้นเนื้อต่อมน้ำเหลือง 7 กลุ่ม พบ กลุ่มเซลล์ผิดปกติ (atypical cell nests) จำนวนมากกระจายอยู่ เมื่อพิจารณาร่วมกับผลพยาธิวิทยา เข้าได้กับการแพร่กระจายของมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมาไปยังต่อมน้ำเหลือง (lymph node metastasis from lung adenocarcinoma)
3. การตรวจสแกนกระดูกทั้งร่างกาย (Whole-body bone scintigraphy)
- พบการสะสมสารเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่กระดูกสันหลังส่วนเอวระดับ L1 และ กระดูกซี่โครงขวาซี่ที่ 7 ด้านหน้า ซึ่งอาจบ่งชี้ถึงภาวะกระดูกมีการเปลี่ยนแปลงหรืออาจสงสัยการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังกระดูก
- นอกจากนี้พบ ต่อมน้ำเหลืองผิดปกติหลายตำแหน่งบริเวณคอด้านขวาและเหนือกระดูกไหปลาร้า (supraclavicular region) สงสัยการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง (lymph node metastasis)
4. การตรวจพันธุกรรม (Genetic testing)
ไม่พบการกลายพันธุ์ของยีนมะเร็ง

การวินิจฉัย (Diagnosis)
- มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา ระยะ IIIb (T1bN3M0)
- ไม่พบ driver gene mutation
- PD-L1: TPS (22C3) <1%
แผนการรักษา (Treatment Plan)
1. การรักษาแบบนีโอแอดจูแวนท์ (Neoadjuvant Immunotherapy + Chemotherapy)
- ภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับเคมีบำบัด ได้แก่ Durvalumab 500 มก. ร่วมกับ Pemetrexed และ Cisplatin (ให้ทุก 21 วัน) ผู้ป่วยได้รับการรักษา 2 รอบ โดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนสำคัญ
- หลังจากนั้นได้รับการฉายรังสี (IMRT) ขนาดรังสี 6000 cGy/30 fractions ครอบคลุมบริเวณรอยโรคในปอดขวาและต่อมน้ำเหลืองใน mediastinum
- จากนั้นให้การรักษาต่อเนื่องด้วย Durvalumab + Pemetrexed + Cisplatin รวม 6 รอบ ผลการประเมินพบว่า โรคอยู่ในภาวะคงที่ (Stable Disease; SD)
2. การรักษาด้วย ADC ร่วมกับตำรับยาสมุนไพรจีน
- ภายหลังการรักษา ผู้ป่วยมีอาการแน่นหน้าอกเพิ่มขึ้น ผล CT พบเงาปื้นในปอดขวา สงสัยการติดเชื้อ จึงให้ยาปฏิชีวนะ แต่อาการไม่ดีขึ้น ตรวจเพิ่มเติมด้วย Bronchoscopy แต่ไม่พบความผิดปกติในหลอดลม และ NGS จากน้ำล้างหลอดลม ไม่พบเชื้อ แต่พบเซลล์มะเร็ง CT ซ้ำพบว่า รอยโรคในปอดขวาล่างเพิ่มขึ้น จึงทำการเจาะชิ้นเนื้อปอด (percutaneous biopsy) ผลพยาธิวิทยายืนยันว่าเป็น adenocarcinoma และผลตรวจพันธุกรรมพบ HER2 (ERBB2) exon 20 insertion mutation (Y772-A775dup) ความถี่การกลายพันธุ์ 66.80%
- ให้การรักษาด้วย Trastuzumab deruxtecan (ADC) ขนาด 200 มก. ภายหลังให้ยา ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร จึงให้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา (Efficacy Evaluation)
- อาการดีขึ้นอย่างชัดเจน (โดยเฉพาะเบื่ออาหารและสภาพร่างกาย)
- CT ทรวงอกติดตามผล พบว่า รอยโรคในปอดขวาล่างลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดขวาลดลงอย่างชัดเจน


สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา ระยะ IIIb ภายหลังได้รับการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด รังสีรักษา และเคมีบำบัด พบว่าโรคอยู่ในภาวะคงที่ในช่วงแรก แต่ต่อมามีการดำเนินของโรค (progression) อีกครั้ง จึงได้ให้การรักษาด้วย antibody-drug conjugate (ADC) หลังได้รับยา ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร เมื่อพิจารณาถึงสภาพร่างกายที่ค่อนข้างอ่อนแอ จึงได้เพิ่มตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม หลังได้รับตำรับยาสมุนไพรจีน อาการของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอาการอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร ปัจจุบันผู้ป่วยยังคงรับประทานยาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง
ตำรับยาสมุนไพรจีนช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกาย (strengthening the body’s resistance) ช่วยปรับสภาพร่างกายของผู้ป่วยมะเร็ง เพิ่มความอยากอาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน และเพิ่มความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกาย จากกลไกดังกล่าว ตำรับยานี้จึงสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเบื่ออาหาร ลดอาการอ่อนเพลีย และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ
จากกรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนปัจจุบัน มีประสิทธิผลในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งปอด โดยตำรับยาสมุนไพรจีนในฐานะการรักษาเสริม สามารถช่วยบรรเทาอาการสำคัญของผู้ป่วย เช่น อ่อนเพลียและเบื่ออาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของการใช้ตำรับยานี้ในระยะยาว และเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษาเสริมด้วยการแพทย์แผนจีนในอนาคต
Source
Department of Respiratory and Critical Care Medicine, Suzhou Municipal Hospital (East Campus), Affiliated to Nanjing Medical University, China
แหล่งข้อมูล
แผนกระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต โรงพยาบาลเทศบาลซูโจว (เขตตะวันออก) ในเครือมหาวิทยาลัยแพทย์หนานจิง ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย






