มะเร็งปอดเป็นเนื้องอกร้ายที่มีอัตราการเกิดโรคและอัตราการเสียชีวิตสูงเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปอดมะเร็งระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการชัดเจน และในทางคลินิกผู้ป่วยส่วนใหญ่มาพบแพทย์เมื่อมีอาการ ซึ่งมักอยู่ในระยะลุกลามแล้ว
แม้ว่าผู้ป่วยมะเร็งปอดจำนวนมากจะถูกตรวจพบเมื่อเข้าสู่ระยะท้าย แต่ด้วยการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของยาใหม่ วิธีการรักษาใหม่ และการจำแนกชนิดโรคอย่างแม่นยำ ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะท้ายมีโอกาสมีชีวิตยืนยาวมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ “มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้น” การทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น หรือ “มีชีวิตอยู่ได้ดีกว่าเดิม” ก็ได้กลายเป็นประเด็นสำคัญที่แพทย์ให้ความสนใจมากขึ้น
กรณีศึกษานี้ได้นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะท้าย เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงให้แก่แพทย์ในการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
ผู้ป่วยชาย อายุ 76 ปี
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- กุมภาพันธ์ 2021 ตรวจ CT ทรวงอกที่โรงพยาบาลท้องถิ่น พบ ก้อนที่ปอดกลีบล่างขวา สงสัยมะเร็งปอด
- ต่อมา ส่งต่อไปยังโรงพยาบาลโรคปอดเซี่ยงไฮ้ เพื่อทำการเจาะชิ้นเนื้อ ผลพยาธิวิทยาพบมะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา
- ตรวจเพิ่มเติมพบว่า มีการแพร่กระจายไปยังตับ ซึ่งไม่เหมาะสมต่อการผ่าตัด
- ผลตรวจยีนพบการกลายพันธุ์ EGFR L858R ผู้ป่วยจึงได้รับการรักษาด้วย Osimertinib ขนาด 80 มก. วันละครั้ง (qd)
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
CEA = 9.67 ng/mL
2. การตรวจ CT ทรวงอกเพื่อติดตาม
- ยังคงพบก้อนที่ปอดกลีบล่างขวา
- พบเงาความหนาแน่นต่ำใต้เยื่อหุ้มตับ
- พบก้อนใต้เยื่อหุ้มตับ (segment IV)
3. การตรวจชิ้นเนื้อครั้งที่ 2
- ผลพยาธิวิทยายืนยันมะเร็งว่าเป็นมะเร็งชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา
- ผลตรวจยีนเพิ่มเติมพบ MET amplification (จำนวนสำเนายีน MET เพิ่ม)


การวินิจฉัย (Diagnosis)
มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมา (adenocarcinoma) ระยะ IV
แผนการรักษา (Treatment Plan)
- การรักษาเฉพาะที่ โดย Radiofrequency ablation (RFA) เพื่อจี้ทำลายก้อนมะเร็งปอด
- การรักษาแบบมุ่งเป้าร่วม (Targeted combination) โดย
- Osimertinib 80 mg วันละครั้ง (qd)
- Savolitinib 400 mg วันละครั้ง (qd)
- ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา (Efficacy Evaluation)
- จากการติดตามโดยตรวจ CT ทรวงอกเป็นระยะ พบว่า ไม่พบสัญญาณของโรคลุกลามชัดเจน รอยโรคอยู่ในระดับ SD (Stable Disease) และมีแนวโน้มมีขนาดเล็กลง
- พบเพียง Creatinine สูงเล็กน้อย แต่ไม่พบความผิดปกติอื่น ๆ ที่สำคัญ


สรุปกรณีศึกษา
ในทางคลินิก ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่ได้รับการรักษาด้วย EGFR-TKI อาจเกิดภาวะ ดื้อยา (drug resistance) ได้ ในกรณีนี้ ผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะลุกลามและภายหลังเกิดภาวะดื้อยา จึงได้มีการเจาะชิ้นเนื้อซ้ำร่วมกับการตรวจพันธุกรรม ซึ่งยืนยันการเกิด MET amplification แบบทุติยภูมิ หลังได้รับการรักษาด้วยการจี้ทำลายก้อนเฉพาะที่ (radiofrequency ablation) ร่วมกับการรักษาแบบ targeted therapy ชนิดผสมผสาน (EGFR-TKI + MET-TKI) และเสริมด้วยตำรับยาสมุนไพรจีน พบว่าผู้ป่วยมีระยะเวลาควบคุมโรค (progression-free survival; PFS) อย่างน้อย 2 ปี ซึ่งสะท้อนถึงผลลัพธ์ทางคลินิกที่น่าพึงพอใจ
สำหรับผู้ป่วยที่เกิด MET amplification หรือมีการแสดงออกของโปรตีน MET เพิ่มขึ้น ภายหลังการรักษาด้วย EGFR-TKI การใช้ MET inhibitor ร่วมกับ EGFR-TKI ถือเป็นแนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพ การระบุ กลไกการดื้อยาอย่างชัดเจน และการเลือกใช้การรักษาแบบจำเพาะรายบุคคล (personalized treatment) มีบทบาทสำคัญในการเอาชนะภาวะดื้อยา ยืดระยะเวลาการรอดชีวิต และสนับสนุนแนวคิดการเปลี่ยนมะเร็งให้เป็นโรคเรื้อรังที่ควบคุมได้
นอกจากนี้ ตำรับยาสมุนไพรจีนยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการรักษาเสริมในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลาม โดยมีบทบาทในการ เพิ่มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียงของการรักษาต้านมะเร็ง ซึ่งประกอบด้วยสมุนไพร เช่น Huangqi, Nüzhenzi, Renshen และ Ezhu สามารถช่วยเสริมฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดความเป็นพิษจากการรักษา และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
จากกรณีศึกษานี้ แสดงให้เห็นว่าการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาต้านมะเร็ง สามารถให้ผลลัพธ์ทางคลินิกที่ดี อย่างไรก็ตาม ยังมีความจำเป็นต้องมี การศึกษาทางคลินิกเชิงหลักฐาน (evidence-based) ที่มีคุณภาพสูงเพิ่มเติม เพื่อยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของการรักษานี้ในอนาคต
Source
Jiaxing Second Hospital, China
แหล่งข้อมูล
โรงพยาบาลที่สอง เมืองเจียซิง ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย






