มะเร็งปอดชนิดปฐมภูมิ (Primary bronchogenic carcinoma) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า มะเร็งปอด เป็นหนึ่งในมะเร็งที่มีอุบัติการณ์และอัตราการเสียชีวิตสูงทั่วโลก ในประเทศจีน มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในปี พ.ศ. 2565 โดยคิดเป็น 18.06% ของผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ทั้งหมด และยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งอันดับหนึ่ง คิดเป็น 23.9% ของการเสียชีวิตจากมะเร็งทั้งหมด
มะเร็งปอดก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากทั้งต่อสุขภาพของผู้ป่วยและต่อภาระทางสังคม ดังนั้น การควบคุมการดำเนินของโรคและการยืดระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วยผ่านการปรับปรุงกลยุทธ์การรักษา โดยเฉพาะ การรักษาเสริมหลังการผ่าตัด (postoperative adjuvant therapy) จึงเป็นประเด็นสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจและมีการศึกษาอย่างต่อเนื่องในทางคลินิก
นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งปอด เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการประยุกต์ใช้ในการรักษาทางคลินิก
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยหญิง อายุ 68 ปี
- ตรวจพบเงาก้อนที่ปอดซ้าย จากการตรวจสุขภาพเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2022
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- 18 กุมภาพันธ์ 2022 ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อตรวจเพิ่มเติมด้วย PET-CT พบว่า กลีบบนปอดซ้ายบริเวณส่วนยอดด้านหลัง มีก้อนเนื้อเยื่ออ่อนขนาด 58 × 26.5 มม. ก้อนดังกล่าวมีการเผาผลาญ FDG สูงผิดปกติ เมื่อพิจารณาร่วมกับประวัติแล้ว สงสัยรอยโรคชนิดร้าย แนะนำให้ตรวจยืนยันทางพยาธิวิทยา
- บริเวณรอบก้อนพบการอักเสบแบบอุดกั้น (obstructive inflammation)
- พบก้อนขนาดเล็กมากหลายตำแหน่งในปอดทั้งสองข้าง บางส่วนมีลักษณะคล้าย ground-glass ก้อนเล็กที่พบมีขนาดใหญ่สุดประมาณ 3 มม. ก้อนเล็กเหล่านี้ไม่พบการเผาผลาญ FDG สูง จึงแนะนำให้ติดตามด้วย CT
- ผลตรวจ PET-CT ของอวัยวะส่วนอื่นรวมถึงสมอง ไม่พบตำแหน่งที่มีการเผาผลาญ FDG สูงผิดปกติ พบการอักเสบเล็กน้อยที่กลีบบนปอดซ้ายส่วนลิ้นปอด (lingular segment) และกลีบล่างปอดซ้าย และต่อมน้ำเหลืองขนาดเล็กในช่องกลางทรวงอก (mediastinum) ที่มีการเผาผลาญ FDG สูงเล็กน้อย จึงแนะนำให้ติดตาม
- หลังจากประเมินแล้ว ไม่พบข้อห้ามในการผ่าตัด
- จึงตัดสินใจทำการผ่าตัดแบบส่องกล้องทรวงอก (VATS) ได้แก่
- ผ่าตัดรักษากลีบบนปอดซ้ายแบบถอนราก (radical resection)
- การเลาะต่อมน้ำเหลือง
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
จากการตรวจเพิ่มเติมพบความผิดปกติร่วม ได้แก่
- ไขมันพอกตับเล็กน้อย
- นิ่วในถุงน้ำดีหลายก้อน
- ถุงน้ำที่ไตขวา (renal cyst)
- นิ่วไส้ติ่งร่วมกับการอักเสบเล็กน้อยเฉพาะที่
- กระดูกสันหลังเสื่อม
- การเปลี่ยนแปลงอักเสบบริเวณ ขอบกระดูกสันหลังระดับ L4–L5
- รอยโรคช่องว่างเล็ก ๆ (lacunar lesions) ที่ basal ganglia ทั้งสองข้าง
แผนการรักษาและการประเมินผล (Treatment Plan and Evaluation)
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
มีการติดตามตัวชี้วัดมะเร็ง CEA อย่างต่อเนื่องหลังการรักษาและตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา พบว่าสามารถควบคุมให้อยู่ในช่วงปกติได้อย่างต่อเนื่อง
2. การตรวจ PET-CT
- พบก้อนเนื้อเยื่ออ่อนที่กลีบบนปอดซ้ายส่วนยอดด้านหลัง ขนาด 58 × 26.5 มม. ร่วมกับการเผาผลาญ FDG สูงผิดปกติ ซึ่งเข้าได้กับรอยโรคชนิดร้าย
- พบการอักเสบแบบอุดกั้นบริเวณรอบ ๆ ก้อน และก้อนเล็ก ๆ หลายตำแหน่งในปอดทั้งสองข้าง บางส่วนมีลักษณะ ground-glass opacity แต่ไม่พบการเผาผลาญ FDG สูง และพบต่อมน้ำเหลืองขนาดเล็กในช่องกลางทรวงอกที่มีการเผาผลาญ FDG สูงเล็กน้อย จึงแนะนำให้ติดตามต่อเนื่อง
3. ผลพยาธิวิทยาหลังผ่าตัด
ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2022 ภายใต้การดมยาสลบ โดยทำ VATS ผ่าตัดกลีบบนของปอดซ้ายแบบถอนรากร่วมกับการเลาะต่อมน้ำเหลืองและการจี้ทำลายเยื่อหุ้มปอด ผลพยาธิวิทยาหลังผ่าตัดพบว่า ขอบตัดของหลอดลมกลีบบนปอดซ้าย ไม่พบมะเร็งลุกลามถึงขอบตัดและชิ้นเนื้อจากกลีบบนปอดซ้ายเป็น มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมาแบบลุกลาม (invasive adenocarcinoma) นอกจากนี้ยังพบการกระจายของมะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ 5, 7, 11 และ 12 ส่วนต่อมน้ำเหลืองกลุ่มที่ 10 ไม่พบการกระจายของมะเร็งและหลายตำแหน่งพบการสะสมของ anthracotic pigment
4. การตรวจยีน
พบการกลายพันธุ์ EGFR L858R เป็นบวก


การวินิจฉัย (Diagnosis)
- มะเร็งปอดชนิดอะดีโนคาร์ซิโนมาแบบลุกลามของกลีบบนปอดซ้าย
- พบการกระจายของโรคไปยังต่อมน้ำเหลืองหลายกลุ่มและพบการกลายพันธุ์ของยีน EGFR L858R
แผนการรักษาและการประเมินผล (Treatment Plan and Evaluation)
ผู้ป่วยได้รับการรักษาดังนี้
- หลังผ่าตัด ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบมุ่งเป้าด้วย Osimertinib
- ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
- ติดตามผลด้วย CT ทรวงอกและตัวชี้วัดมะเร็ง ทุก ๆ 2 เดือน เพื่อประเมินการดำเนินของโรคอย่างต่อเนื่อง
ผลการติดตามหลังรักษา
- ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา ค่า CEA ของผู้ป่วยถูกควบคุมให้อยู่ในช่วงปกติอย่างต่อเนื่อง และจากการติดตามด้วย CT ทรวงอก พบว่า ขนาดและรูปร่างของก้อนหรือปุ่มในปอดที่เหลือ ไม่พบการลุกลามหรือพัฒนาเพิ่มขึ้น
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยในกรณีศึกษานี้ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดชนิด adenocarcinoma และได้รับการรักษาหลักด้วยการผ่าตัดแบบส่องกล้องทรวงอก ร่วมกับการรักษาแบบมุ่งเป้าตามผลตรวจการกลายพันธุ์ของยีน EGFR ภายหลังการผ่าตัด ในระหว่างการรักษาต่อเนื่อง ผู้ป่วยได้รับตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม พร้อมติดตามค่า CEA และผล CT ทรวงอก อย่างสม่ำเสมอ โดยพบว่า ค่า CEA ถูกควบคุมให้อยู่ในช่วงปกติ และรอยโรคที่เหลืออยู่ในปอดไม่พบการลุกลามเพิ่มเติม
ตำรับยาสมุนไพรจีนประกอบด้วยสมุนไพรจีน 16 ชนิด โดยเน้นทั้งการบำรุงร่างกายและต้านมะเร็งในเวลาเดียวกัน ตำรับยานี้มีฤทธิ์สลายก้อน (消积) เปิดทางลมปราณ (通络) เสริมม้ามและไต ต้านมะเร็งและขับพิษ ในระดับโมเลกุล มีหลักฐานว่าสามารถยับยั้ง growth factor/receptor signaling pathways ยับยั้ง FAK pathway ลดการยึดเกาะและการเคลื่อนที่ของเซลล์มะเร็ง ส่งผลให้ลดการสร้างหลอดเลือดใหม่ของเนื้องอก (anti-angiogenesis) และยับยั้งการแพร่กระจาย นอกจากนี้ งานวิจัยทางคลินิกก่อนหน้าในผู้ป่วยมะเร็งปอดระยะลุกลามพบว่า การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับเคมีบำบัดเป็นเวลา 3 เดือน สามารถเพิ่มความอยากอาหาร เพิ่มน้ำหนักตัว ปรับปรุงคุณภาพชีวิต และเพิ่มอัตราประโยชน์ทางคลินิก
กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมร่วมกับ targeted therapy ในผู้ป่วยมะเร็งปอดหลังผ่าตัด สามารถช่วยควบคุมตัวชี้วัดของโรค (CEA และ imaging) ปรับปรุงสภาพร่างกาย และอาจมีบทบาทในการป้องกันการลุกลามของโรค
Source
Department of Thoracic Surgery, Longhua Hospital Affiliated to Shanghai University of Traditional Chinese Medicine, China
แหล่งข้อมูล
แผนกศัลยกรรมทรวงอก โรงพยาบาลหลงหัว ในเครือมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย







