Stroke สามารถป้องกันได้ หากควบคุมปัจจัยเสี่ยงและปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างเหมาะสม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ และโรคหัวใจ ล้วนเป็นสิ่งที่สามารถตรวจพบและจัดการได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การป้องกันจึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนควรเริ่มตั้งแต่วันนี้
อ่านเพิ่มเติม: โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้
1. ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของทั้งหลอดเลือดสมองตีบและหลอดเลือดสมองแตก แม้ไม่มีอาการ ก็ไม่ควรละเลยการตรวจ
- ควรวัดความดันโลหิตเป็นประจำ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- ลดอาหารเค็ม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ไม่หยุดยาลดความดันเอง
อ่านเพิ่มเติม: ความดันโลหิตสูงเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร
2. ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงเกิด Stroke สูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจากระดับน้ำตาลที่สูงเป็นเวลานานทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมและเร่งการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
- ตรวจระดับน้ำตาลตามนัด
- รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง
- ควบคุมอาหาร
- ออกกำลังกาย
- ควบคุมน้ำหนัก
3. ลดไขมันในเลือด ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะ LDL มีส่วนทำให้เกิดคราบไขมันสะสมในผนังหลอดเลือด เพิ่มความเสี่ยงของหลอดเลือดสมองตีบ
- ลดไขมันอิ่มตัว
- หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์
- รับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
- รับประทานยาลดไขมันตามแพทย์สั่งเมื่อมีข้อบ่งชี้
อ่านเพิ่มเติม: ไขมันในเลือดสูงเกิดจากอะไร?
4. งดสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงควันบุหรี่ การสูบบุหรี่ทำให้หลอดเลือดอักเสบ เลือดแข็งตัวง่าย และเร่งการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ประโยชน์ของการเลิกบุหรี่ ได้แก่
- ลดความเสี่ยง Stroke
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
- ช่วยให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น
- ลดความเสี่ยงโรคปอด
5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ควรมีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ พร้อมฝึกเสริมสร้างกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ หากมีโรคประจำตัวควรเลือกชนิดและความหนักของการออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์
6. รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด การใช้หลัก Healthy Plate หรือรูปแบบการรับประทานอาหาร เช่น DASH Diet และ Mediterranean Diet ช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองได้
- เพิ่มผักและผลไม้
- เลือกธัญพืชไม่ขัดสี
- รับประทานปลาและโปรตีนไขมันต่ำ
- ลดอาหารแปรรูป
- ลดโซเดียม
- ลดน้ำตาล
- จำกัดอาหารทอดและไขมันอิ่มตัว
อ่านเพิ่มเติม: ผู้ป่วย Stroke กินอะไรดี?
7. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึง Stroke ภาวะน้ำหนักเกินสัมพันธ์กับ
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
8. ดูแลโรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง โรคหัวใจบางชนิด โดยเฉพาะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) สามารถทำให้เกิดลิ่มเลือดและเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยควร
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- ไม่หยุดยาต้านการแข็งตัวของเลือดเอง
- พบแพทย์ตามนัด
- แจ้งแพทย์หากมีอาการผิดปกติ
9. นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด การนอนหลับไม่เพียงพอและความเครียดเรื้อรังอาจส่งผลต่อความดันโลหิต ระดับน้ำตาลในเลือด และพฤติกรรมการใช้ชีวิต แนวทางที่ช่วยได้ เช่น
- นอนให้เป็นเวลา
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ฝึกผ่อนคลาย
- ลดเวลาหน้าจอก่อนนอน
- ขอคำปรึกษาจากแพทย์หากมีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรัง
10. ตรวจสุขภาพและพบแพทย์ตามนัด หลายปัจจัยเสี่ยงของ Stroke ไม่มีอาการในระยะแรก เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน การตรวจสุขภาพเป็นประจำช่วยให้
- พบปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- เริ่มการรักษาได้เร็ว
- ลดโอกาสเกิด Stroke และโรคหัวใจในอนาคต
ใครบ้างที่ควรให้ความสำคัญกับการป้องกัน Stroke เป็นพิเศษ?
- ผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง
- ผู้ป่วยเบาหวาน
- ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง
- ผู้ป่วยโรคหัวใจ
- ผู้สูบบุหรี่
- ผู้ที่เคยเป็น TIA หรือ Stroke
- ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดสมอง
หากอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและวางแผนการป้องกันที่เหมาะสม
สรุป
การป้องกันโรคหลอดเลือดสมองเริ่มต้นจากการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมความดันโลหิต ระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด การรับประทานอาหารที่เหมาะสม การออกกำลังกาย การเลิกสูบบุหรี่ และการรักษาโรคประจำตัวอย่างต่อเนื่อง การจัดการปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจังสามารถลดโอกาสเกิดโรคได้อย่างมาก รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดอื่น ๆ ในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









