ท้องเสียแล้วสิ่งแรกที่ควรทำคือทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสีย โดยเฉพาะหากถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง ควรใช้สารละลายเกลือแร่ ORS และจิบอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร และไม่ควรรีบซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะมากินเองทุกครั้ง เพราะยาบางชนิดไม่เหมาะกับท้องเสียบางสาเหตุ ท้องเสียเฉียบพลันส่วนใหญ่สามารถดูแลเบื้องต้นที่บ้านได้ หากยังดื่มน้ำได้ ไม่มีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรืออาการขาดน้ำ
5 ข้อที่ควรทำเมื่อท้องเสีย
1. ดื่ม ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ เวลาท้องเสีย ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ หากเสียมากกว่าที่ได้รับกลับเข้าไปจะเกิดภาวะขาดน้ำได้ ควรดื่ม ORS (Oral Rehydration Solution) เป็นการรักษาลำดับแรก เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ ป้องกันอันตรายจากภาวะขาดน้ำ วิธีง่าย ๆ คือ
- ผสม ORS ตามสัดส่วนที่ระบุบนฉลาก ไม่ผสมเข้มหรือเจือจางเอง
- จิบทีละน้อยแต่บ่อย โดยเฉพาะหากมีคลื่นไส้
- หากยังถ่ายหรืออาเจียน ควรทดแทนของเหลวที่สูญเสียต่อไป
- สังเกตปริมาณปัสสาวะร่วมด้วย
2. ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เมื่อได้รับน้ำเพียงพอและเริ่มรับประทานได้ สามารถกลับไปรับประทานอาหารตามปกติที่ร่างกายรับไหวได้ ช่วงที่ยังมีอาการ อาจเลือกอาหารที่กินง่าย เช่น
- ข้าวหรืออาหารที่ไม่มันมาก
- ไข่หรือโปรตีนที่ปรุงสุก
- ซุปหรือน้ำแกงที่ไม่มันและไม่เผ็ด
- กล้วยหรืออาหารที่รับประทานแล้วไม่กระตุ้นอาการ
อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียกินอะไรดี? อาหารที่ช่วยให้ลำไส้ฟื้นตัว
3. เลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจทำให้ถ่ายมากขึ้น ระหว่างที่ลำไส้ยังไม่ฟื้น ควรลดสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการ เช่น
- อาหารทอดหรือมีไขมันสูง
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- เครื่องดื่มหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูงมาก
- ผลิตภัณฑ์ที่มี Sugar alcohol เช่น sorbitol
- นมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีแลคโตส หากกินแล้วทำให้อาการมากขึ้น
หลังท้องเสียเฉียบพลัน บางคนอาจย่อย Lactose หรือน้ำตาลในนมได้ไม่ดีชั่วคราว ทำให้ดื่มนมแล้วท้องอืด มีแก๊ส หรือถ่ายมากขึ้นได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องงดนมเหมือนกันทั้งหมด
อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียห้ามกินอะไร? อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
4. อย่ารีบกินยาหยุดถ่ายทุกครั้ง ยาหยุดถ่ายไม่ได้จำเป็นสำหรับผู้ที่ท้องเสียทุกคน และไม่ควรใช้แทนการทดแทนน้ำและเกลือแร่ ดังนั้นก่อนใช้ยา ควรดูว่า
- มีไข้หรือไม่
- มีเลือดปนในอุจจาระหรือไม่
- ปวดท้องรุนแรงหรือไม่
- เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่
- มีโรคประจำตัวหรือใช้ยาอื่นอยู่หรือไม่
อ่านเพิ่มเติม: ยาแก้ท้องเสียมีกี่ประเภท? ควรใช้เมื่อไร
5. ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง ท้องเสียไม่ได้เกิดจากแบคทีเรียทุกครั้ง สาเหตุที่พบบ่อยยังรวมถึงไวรัส อาหาร ยา และความผิดปกติอื่นของระบบทางเดินอาหาร ดังนั้นการถ่ายเป็นน้ำ ไม่ได้แปลว่าต้องกินยาปฏิชีวนะ และแม้ท้องเสียจะเกิดจากแบคทีเรีย ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะแนวทางรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ความรุนแรง และปัจจัยของผู้ป่วย จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเองเพียงเพราะต้องการให้ท้องเสียหายเร็วขึ้น
อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งหรือไม่?

อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?
- ถ่ายเป็นเลือด หรืออุจจาระดำผิดปกติ
- ไข้สูง
- ปวดท้องรุนแรง
- อาเจียนบ่อยจนดื่มไม่ได้
- ปัสสาวะน้อยลงมาก
- มีอาการขาดน้ำ
- เวียนศีรษะหรือหน้ามืดมาก
- ซึม สับสน หรืออ่อนเพลียผิดปกติ
- อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงต่อเนื่อง
อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียอันตรายไหม? 7 อาการที่ไม่ควรรอดูเอง
สรุป
เมื่อมีอาการท้องเสีย สิ่งสำคัญอันดับแรกคือป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการทดแทนน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะ ORS เมื่อมีการสูญเสียจากการถ่าย ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร เมื่อกินไหวสามารถกลับมารับประทานอาหารที่เหมาะสมได้ ไม่ควรรีบใช้ยาหยุดถ่ายหรือซื้อยาปฏิชีวนะกินเองทุกครั้ง ระหว่างดูแลตัวเองควรสังเกตการถ่าย ปริมาณปัสสาวะ ความสามารถในการดื่ม และอาการโดยรวม หากมีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ หรือมีอาการขาดน้ำ ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
Q: ท้องเสียควรดื่มอะไรดีที่สุด?
A: หากมีการสูญเสียน้ำจากการถ่าย ORS เป็นตัวเลือกสำคัญ เพราะช่วยทดแทนทั้งน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะเมื่อถ่ายเป็นน้ำหลายครั้ง
Q: ท้องเสียต้องอดอาหารไหม?
A: ไม่จำเป็น เมื่อได้รับน้ำเพียงพอและเริ่มกินไหว สามารถกลับไปรับประทานอาหารตามปกติที่ร่างกายรับได้ ไม่แนะนำให้อดอาหารโดยไม่มีเหตุผล
Q: ท้องเสียต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?
A: ไม่จำเป็น เพราะท้องเสียจำนวนมากไม่ได้เกิดจากแบคทีเรีย และการใช้ยาปฏิชีวนะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของโรค ไม่ควรซื้อรับประทานเอง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









