หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ท้องเสียจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?

ท้องเสียจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?

ท้องเสียจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?

ท้องเสียส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ เพราะอาจเกิดจากไวรัส อาหาร ยา หรือสาเหตุอื่นที่ยาปฏิชีวนะรักษาไม่ได้ แม้เกิดจากแบคทีเรีย ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับยาปฏิชีวนะ เพราะบางกรณีสามารถหายได้เอง และเชื้อบางชนิดมีข้อควรระวังในการใช้ยา ดังนั้นเมื่อท้องเสีย สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ป้องกันภาวะขาดน้ำ สังเกตอาการ และพิจารณาว่ามีเหตุผลที่ต้องตรวจหาสาเหตุเพิ่มเติมหรือไม่

ทำไมท้องเสียไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ?

ท้องเสียเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • ไวรัส เช่น Norovirus
  • แบคทีเรีย เช่น Salmonella, Campylobacter, Shigella หรือ E. coli บางสายพันธุ์
  • ปรสิต
  • อาหารหรือสารพิษที่ปนเปื้อน
  • ผลข้างเคียงจากยา
  • การย่อยอาหารบางชนิดไม่ได้
  • โรคของระบบทางเดินอาหาร

ยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิด แต่ไม่สามารถรักษาไวรัสได้ เช่น หากท้องเสียเกิดจาก viral gastroenteritis หรือกระเพาะและลำไส้อักเสบจากไวรัส การกินยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วยกำจัดไวรัสหรือทำให้อาการหายจากสาเหตุนั้น

อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียเกิดจากอะไร? ไวรัส แบคทีเรีย หรืออาหาร

ถ่ายเป็นน้ำ ต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?

ไม่จำเป็น การถ่ายเป็นน้ำไม่ได้บอกว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย เพราะทั้งไวรัส แบคทีเรีย อาหาร ยา และสาเหตุอื่นสามารถทำให้ถ่ายเป็นน้ำได้ Infectious Diseases Society of America (IDSA) ระบุว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีท้องเสียเฉียบพลันเป็นน้ำและไม่มีประวัติเดินทางต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้ ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมเชื้อตั้งแต่แรกเป็นประจำ

ทำไมไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง?

นอกจากอาจใช้ยาไม่ตรงกับสาเหตุแล้ว การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นยังมีข้อเสียหลายอย่าง

  1. ไม่ช่วยถ้าสาเหตุไม่ใช่แบคทีเรีย  หากเกิดจากไวรัสหรือสารพิษจากอาหาร ยาปฏิชีวนะไม่ได้รักษาต้นเหตุ
  2. ยาปฏิชีวนะเองก็ทำให้ท้องเสียได้ ยาปฏิชีวนะสามารถรบกวนสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ และท้องเสียเป็นผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้ ในบางราย การใช้ยาปฏิชีวนะยังสัมพันธ์กับการติดเชื้อ Clostridioides difficile ซึ่งสามารถทำให้เกิดท้องเสียและลำไส้อักเสบได้
  3. อาจเกิดผลข้างเคียงหรือแพ้ยา ตั้งแต่อาการไม่รุนแรง เช่น คลื่นไส้ ผื่น หรือท้องเสีย ไปจนถึงอาการแพ้ยารุนแรงในบางคน
  4. เพิ่มปัญหาเชื้อดื้อยา เมื่อใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น แบคทีเรียมีโอกาสถูกคัดเลือกให้ดื้อต่อยามากขึ้น ทำให้การติดเชื้อในอนาคตรักษาได้ยากขึ้น
  5. บางการติดเชื้อไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะ ตัวอย่างเช่น เชื้อ E. coli บางสายพันธุ์ที่สร้างสารพิษ Shiga toxin (STEC) ซึ่งอาจทำให้มีอาการปวดท้องรุนแรงและถ่ายเป็นเลือด ในการติดเชื้อชนิดนี้ การใช้ยาปฏิชีวนะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย เกล็ดเลือดลดลง และไตทำงานผิดปกติหรือเกิดไตวายเฉียบพลันได้ ภาวะนี้เรียกว่า Hemolytic Uremic Syndrome (HUS)

เมื่อมีอาการท้องเสียควรทำอย่างไร? 

สำหรับท้องเสียเฉียบพลันที่อาการไม่รุนแรง การดูแลหลักคือ ป้องกันการขาดน้ำ 

  • ดื่ม ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่เมื่อมีการสูญเสียจากการถ่าย
  • หากคลื่นไส้ ให้จิบทีละน้อยแต่บ่อย
  • รับประทานอาหารเมื่อกินไหว
  • สังเกตจำนวนครั้งและลักษณะการถ่าย
  • สังเกตปริมาณปัสสาวะ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • เฝ้าดูว่าอาการกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง

อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียทำอย่างไร? วิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้องและปลอดภัย

บทบาทของยาสมุนไพรจีนดูแลอาการท้องเสีย

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการถ่ายเหลวอาจเกิดได้จากหลายรูปแบบ จึงไม่ได้มองว่าท้องเสียทุกคนมีสาเหตุเหมือนกัน หนึ่งในรูปแบบที่พบในตำราแพทย์จีนคือ ความชื้น รบกวนการทำงานของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยและการลำเลียงสารอาหารเสียสมดุล การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Guanghuoxiang, Zisuye, Houpo, Chenpi, Fuling ฯลฯ ที่มีสรรพคุณขับความชื้น กระจายลมเย็น ปรับการไหลเวียนของพลังชี่ และปรับสมดุลการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร จึงเหมาะกับกลุ่มอาการที่มีลักษณะของความชื้นรบกวนระบบทางเดินอาหาร

สรุป

ท้องเสียไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้ง เพราะท้องเสียมีหลายสาเหตุ และยาปฏิชีวนะออกฤทธิ์ต่อแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้น แม้สงสัยติดเชื้อแบคทีเรียก็ไม่ได้หมายความว่าทุกกรณีต้องใช้ยา ที่สำคัญ เชื้อ E. coli บางสายพันธุ์ที่สร้าง Shiga toxin เป็นตัวอย่างที่ต้องระวัง เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่กระทบต่อเม็ดเลือดและไต การดูแลเบื้องต้นจึงควรเน้นการทดแทนน้ำและเกลือแร่และสังเกตอาการ หากถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง ปวดท้องรุนแรง หรือมีภาวะขาดน้ำ ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุก่อนเลือกใช้ยา

คำถามที่พบบ่อย

Q: ท้องเสียกินยาปฏิชีวนะแล้วจะหายเร็วขึ้นไหม?

A: ไม่เสมอไป หากท้องเสียเกิดจากไวรัสหรือสาเหตุที่ยาปฏิชีวนะไม่สามารถรักษาได้ การกินยาก็ไม่ได้ช่วยแก้ต้นเหตุ แนวทาง IDSA ไม่แนะนำการใช้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมเชื้อเป็นประจำในผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีท้องเสียเฉียบพลันเป็นน้ำและไม่มีประวัติเดินทางต่างประเทศเมื่อไม่นานมานี้

Q: ถ่ายเป็นน้ำหลายครั้งควรกินยาปฏิชีวนะไหม?

A: ไม่ควร จำนวนครั้งและลักษณะเป็นน้ำอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดจากแบคทีเรีย จึงไม่ควรใช้เป็นเหตุผลในการซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง สิ่งสำคัญคือทดแทนน้ำและเกลือแร่และดูอาการร่วม

Q: ถ่ายเป็นเลือดต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?

A: ไม่ควรตัดสินใจใช้ยาเอง เพราะถ่ายเป็นเลือดเกิดได้จากหลายสาเหตุ และเชื้อ E. coli บางสายพันธุ์ที่สร้าง Shiga toxin เป็นตัวอย่างสำคัญที่การใช้ยาปฏิชีวนะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายและไตทำงานผิดปกติได้ 

Q: ถ้าแพทย์ให้ยาปฏิชีวนะ ควรกินอย่างไร?

A: ควรใช้ตามชนิด ขนาด ความถี่ และระยะเวลาที่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์กำหนด ไม่ควรนำยาที่เหลือจากครั้งก่อนมาใช้เองหรือแบ่งยาให้ผู้อื่น

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top