หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้ออย่างไร? ปรับพฤติกรรมให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

ป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้ออย่างไร? ปรับพฤติกรรมให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น

ป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้ออย่างไร? 7 วิธีลดอาการในชีวิตประจำวัน

การป้องกันท้องอืดไม่ได้หมายถึงการงดอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สทั้งหมด แต่ควรลดพฤติกรรมที่ทำให้กลืนอากาศมาก กินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม สังเกตอาหารที่กระตุ้นอาการ ดูแลการขับถ่าย และรักษาสาเหตุหากมีโรคทางเดินอาหารร่วมด้วย เพราะท้องอืดไม่ได้เกิดจากแก๊สมากเพียงอย่างเดียว 

1. กินอาหารให้ช้าลง 

การกินเร็วทำให้มีโอกาสกลืนอากาศเข้าไปพร้อมอาหารมากขึ้น อากาศเหล่านี้อาจทำให้เรอ แน่นท้อง หรือรู้สึกท้องอืดได้ ลองปรับง่าย ๆ เช่น

  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น 
  • นั่งกินอาหารให้เป็นเวลา 
  • ลดการพูดขณะเคี้ยวอาหาร 
  • ไม่รีบกินจนหมดมื้อในเวลาอันสั้น 

การกินช้าลงและหลีกเลี่ยงการพูดระหว่างกินหรือดื่ม เพื่อลดการกลืนอากาศและอาการที่เกี่ยวข้องกับแก๊ส

2. อย่ากินมื้อใหญ่เกินไป 

การกินอาหารปริมาณมากในครั้งเดียวทำให้กระเพาะต้องขยายตัวมากขึ้น จึงอาจกระตุ้นอาการแน่นหรือท้องอืดในบางคน หากสังเกตว่ามื้อใหญ่ทำให้มีอาการ ลอง

  • ลดปริมาณอาหารต่อมื้อ 
  • แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กลง 
  • หลีกเลี่ยงการกินมื้อหนักก่อนนอน 

3. ลดเครื่องดื่มอัดลมและพฤติกรรมที่ทำให้กลืนอากาศ

เครื่องดื่มอัดลมมีแก๊สอยู่แล้ว เมื่อดื่มเข้าไปจึงเพิ่มแก๊สในกระเพาะโดยตรง และอาจทำให้เรอหรือแน่นท้องมากขึ้น พฤติกรรมอื่นที่ควรลด ได้แก่

  • ดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มซ่าเป็นประจำ
  • เคี้ยวหมากฝรั่งบ่อย
  • อมลูกอมเป็นเวลานาน
  • ดื่มด้วยหลอดบ่อย
  • กินอาหารอย่างรีบเร่ง

ประโยชน์ของการลดพฤติกรรมเหล่านี้คือ ช่วยลดปริมาณอากาศที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร จึงอาจลดอาการเรอและท้องอืดที่เกี่ยวข้องกับการกลืนอากาศได้

4. สังเกตอาหารที่กระตุ้นอาการของตัวเอง

ไม่จำเป็นต้องงดถั่ว ผัก นม หรือผลไม้ทั้งหมดเพียงเพราะเคยได้ยินว่าเป็นอาหารที่ทำให้ท้องอืด อาหารกระตุ้นของแต่ละคนแตกต่างกัน เช่น

  • นมหรือผลิตภัณฑ์นม อาจทำให้มีอาการในผู้ที่ย่อย Lactose ได้ไม่ดี
  • ถั่วและผักบางชนิด คาร์โบไฮเดรตบางประเภทอาจถูกแบคทีเรียในลำไส้นำไปหมักและเกิดแก๊ส
  • อาหารหรือเครื่องดื่มที่มี Fructose สูง อาจกระตุ้นอาการในผู้ที่ดูดซึม Fructose ได้ไม่ดี
  • ผลิตภัณฑ์ Sugar-free บางชนิด สารให้ความหวาน เช่น Sorbitol, Mannitol หรือ Xylitol อาจเพิ่มแก๊สและอาการทางลำไส้ในบางคน
  • อาหารไขมันสูง อาจทำให้อาการแน่นหรือท้องอืดมากขึ้นในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มี Functional Dyspepsia

วิธีที่เหมาะกว่าการงดหลายอย่างพร้อมกัน คือ ปรับทีละชนิดและดูว่าอาการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม: ท้องอืดห้ามกินอะไร? 7 กลุ่มอาหารที่อาจกระตุ้นอาการ

5. จดบันทึกอาหารและอาการ ถ้าท้องอืดบ่อย

หากไม่แน่ใจว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น การทำ Food & Symptom Diary ช่วยให้มองเห็นรูปแบบได้ง่ายขึ้น ลองจดว่า

  • กินอาหารอะไร
  • กินปริมาณเท่าไร
  • เริ่มท้องอืดหลังอาหารนานแค่ไหน
  • มีเรอ ผายลม ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูกร่วมด้วยหรือไม่
  • อาหารชนิดเดิมทำให้เกิดอาการซ้ำหรือไม่

6. ดูแลท้องผูกให้ดี

ท้องผูกเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดท้องอืดได้ หากอุจจาระเคลื่อนผ่านลำไส้ช้า อาจทำให้รู้สึกแน่น เต็ม และท้องอืดมากขึ้นได้ ดังนั้น การป้องกันท้องอืดในคนที่มีท้องผูกร่วมด้วย ควรให้ความสำคัญกับการขับถ่ายที่สม่ำเสมอ การได้รับใยอาหารอย่างเหมาะสม และการดื่มน้ำตามความต้องการของร่างกาย 

7. เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำ

การเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบทางเดินอาหารโดยรวม สามารถเริ่มง่าย ๆ เช่น

  • เดินเป็นประจำ
  • ลดการนั่งนิ่งติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • เดินเบา ๆ หลังอาหารหากรู้สึกสบาย
  • ออกกำลังกายตามระดับที่เหมาะกับสุขภาพของตัวเอง

โดยเฉพาะผู้ที่มีท้องผูกร่วมด้วย การเคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำอาจเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลระบบขับถ่ายด้วย

แล้วความเครียดเกี่ยวกับท้องอืดหรือไม่?

สมองและระบบทางเดินอาหารมีการสื่อสารกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่ม Disorders of Gut-Brain Interaction เช่น IBS และ Functional Dyspepsia เมื่อมีความเครียดหรือวิตกกังวล อาการทางระบบทางเดินอาหารของบางคนอาจเด่นขึ้น เช่น 

  • รู้สึกแน่นหรือท้องอืดมากขึ้น
  • ปวดท้องชัดขึ้น
  • การขับถ่ายเปลี่ยนแปลง
  • รับรู้ความรู้สึกจากลำไส้ไวขึ้น

ดังนั้น หากพบว่าอาการท้องอืดชัดขึ้นในช่วงเครียด การดูแลความเครียดก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันอาการกลับมาเป็นซ้ำได้

ถ้าปรับพฤติกรรมแล้วยังท้องอืดบ่อย ต้องทำอย่างไร?

ถ้าท้องอืดเกิดแทบทุกวันหรือเป็นต่อเนื่อง แม้จะปรับอาหารและพฤติกรรมแล้ว ควรหาสาเหตุอื่นเพิ่มเติม อาจเกี่ยวข้องกับ

  • ท้องผูกเรื้อรัง
  • Lactose intolerance
  • Functional Dyspepsia
  • IBS
  • SIBO
  • ความผิดปกติของการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร
  • โรคหรือภาวะอื่นของระบบทางเดินอาหาร

ภาวะเหล่านี้สามารถสัมพันธ์กับอาการท้องอืดและแก๊สได้ และการรักษาควรเลือกตามโรคหรือภาวะที่เป็นต้นเหตุ ดังนั้น การป้องกันท้องอืดที่ดีที่สุดในคนที่มีโรคร่วมคือ รักษาต้นเหตุให้เหมาะสม 

ตำรับยาสมุนไพรจีนลดท้องอืด ท้องเฟ้อได้อย่างไร?

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการท้องอืด แน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือถ่ายเหลว สัมพันธ์กับภาวะที่มีความชื้นสะสม (湿) และการไหลเวียนของพลังชี่ (气) บริเวณม้ามและกระเพาะติดขัด การรักษาจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรจีนหลายชนิด เช่น Guanghuoxiang, Chenpi, Houpo, Fuling, Banxia ฯลฯ งานวิจัยทางเภสัชวิทยาพบกลไกที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารหลายด้าน ไม่ได้ออกฤทธิ์เพียงการ “ขับลม” อย่างเดียว โดยกลไกสำคัญที่มีการศึกษาประกอบด้วย

  • ช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ช่วยให้อาหารเคลื่อนผ่านทางเดินอาหารอย่างเหมาะสม ลดความรู้สึกอาหารค้าง แน่นท้อง หรืออิ่มเร็ว
  • ช่วยลดการอักเสบ ช่วยลดกระบวนการอักเสบและการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร
  • ช่วยรักษาความแข็งแรงของเยื่อบุลำไส้ ช่วยให้ “เกราะป้องกันของลำไส้” แข็งแรงและทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

สรุป

การป้องกันท้องอืดไม่ได้หมายถึงการงดอาหารหลายชนิด แต่ควรเริ่มจาก กินช้าลง ลดมื้อใหญ่ ลดน้ำอัดลม และสังเกตอาหารที่กระตุ้นอาการของตัวเอง หากมีท้องผูกควรดูแลการขับถ่ายร่วมด้วย และควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำเสมอ การจดอาหารและช่วงเวลาที่เกิดอาการจะช่วยหาสาเตุได้ชัดขึ้น หากปรับพฤติกรรมแล้วท้องอืดยังเกิดแทบทุกวันหรือรบกวนชีวิต ควรหาสาเหตุเพิ่มเติม เพราะการป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือการจัดการต้นเหตุของอาการให้เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

Q: กินช้า ๆ ช่วยป้องกันท้องอืดจริงไหม?

A: ช่วยได้ในผู้ที่มีอาการจากการกลืนอากาศ เพราะการกินช้าลงช่วยลดอากาศที่เข้าสู่ระบบทางเดินอาหาร และ NIDDK แนะนำวิธีนี้เพื่อช่วยลดอาการแก๊ส

Q: ต้องงดถั่วและผักเพื่อไม่ให้ท้องอืดไหม?

A: ไม่จำเป็นสำหรับทุกคน อาหารเหล่านี้อาจเพิ่มแก๊สในบางคน แต่ควรลดเฉพาะอาหารที่สัมพันธ์กับอาการของตัวเอง และไม่ควรงดอาหารหลายกลุ่มโดยไม่มีเหตุผล

Q: ดื่มน้ำมาก ๆ ป้องกันท้องอืดได้ไหม?

A: ไม่มีหลักว่าการดื่มน้ำมากกว่าความต้องการจะป้องกันท้องอืดโดยตรง แต่การได้รับน้ำอย่างเหมาะสมมีความสำคัญต่อสุขภาพและการขับถ่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีท้องผูกร่วมด้วย

Q: ความเครียดทำให้ท้องอืดกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?

A: ได้ เพราะสมองและลำไส้มีการสื่อสารกัน ความเครียดอาจทำให้อาการทางระบบย่อยอาหารเด่นขึ้น โดยเฉพาะในภาวะอย่าง IBS หรือ Functional Dyspepsia

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top