หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  อาหารเป็นพิษแบบไหนควรไปโรงพยาบาล? 5 อาการที่ไม่ควรรอดูเอง

อาหารเป็นพิษแบบไหนควรไปโรงพยาบาล? 5 อาการที่ไม่ควรรอดูเอง

อาหารเป็นพิษแบบไหนควรไปโรงพยาบาล? 5 อาการที่ไม่ควรรอดูเอง

อาหารเป็นพิษส่วนใหญ่อาจมีอาการไม่รุนแรงและค่อย ๆ ดีขึ้นได้ แต่ถ้ามีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ มีอาการขาดน้ำ หรือท้องเสียนานเกิน 3 วัน ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจบ่งบอกว่าโรครุนแรงกว่าการท้องเสียทั่วไป หรือร่างกายกำลังสูญเสียน้ำมากเกินไป อาการอาหารเป็นพิษที่พบบ่อย ได้แก่ ท้องเสีย ปวดหรือบิดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ ความรุนแรงและระยะเวลาของอาการแตกต่างกันตามเชื้อหรือสาเหตุที่ได้รับเข้าไป

1. ถ่ายเป็นเลือด

หากอาหารเป็นพิษแล้วมีเลือดปนในอุจจาระ ไม่ควรมองว่าเป็นท้องเสียธรรมดา อาการนี้อาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อในลำไส้บางชนิด เช่น

  • Campylobacter
  • Shigella
  • Salmonella บางกรณี
  • E. coli บางสายพันธุ์

โดยเฉพาะ E. coli บางสายพันธุ์ที่สร้าง Shiga toxin อาจทำให้ปวดท้องรุนแรงและถ่ายเป็นเลือด และในผู้ป่วยบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ส่งผลต่อเม็ดเลือดและไตได้ ดังนั้น ถ่ายเป็นเลือดไม่ใช่อาการที่ควรซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะมาลองกินเอง แต่ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ

อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียจำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะทุกครั้งหรือไม่?

2. ไข้สูง

อาหารเป็นพิษบางชนิดอาจมีไข้ร่วมด้วย แต่หากไข้สูงมากควรเพิ่มความระมัดระวัง ไข้สูงกว่า 38.9°C เป็นหนึ่งในอาการของอาหารเป็นพิษรุนแรงที่ควรพบแพทย์ โดยเฉพาะหากมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น

  • หนาวสั่น
  • ถ่ายบ่อย
  • ถ่ายเป็นเลือด
  • ปวดท้องมาก
  • อ่อนเพลียมากผิดปกติ

3. อาเจียนบ่อยจนดื่มน้ำไม่ได้

อาการคลื่นไส้และอาเจียนพบได้ในอาหารเป็นพิษ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำพร้อมกันสองทาง คือ เสียน้ำทางอุจจาระและทางอาเจียน อีกทั้งยังดื่มทดแทนกลับเข้าไปไม่ได้ หากยังจิบได้ อาจลองจิบ ORS ครั้งละน้อยแต่บ่อย แต่หากดื่มแล้วอาเจียนออกตลอด ไม่ควรพยายามดูแลตัวเองที่บ้านต่อเป็นเวลานาน

4. เริ่มมีอาการขาดน้ำ

ภาวะขาดน้ำเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนสำคัญของอาหารเป็นพิษ โดยเฉพาะเมื่อมีทั้งท้องเสียและอาเจียน สังเกตได้จาก

  • กระหายน้ำมาก
  • ปากและคอแห้ง
  • ปัสสาวะน้อยลง
  • ปัสสาวะสีเข้ม
  • อ่อนเพลียมาก
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด โดยเฉพาะเวลาลุกขึ้นยืน

หากยังดื่มได้ ควรทดแทนน้ำและเกลือแร่ด้วย ORS แต่ถ้าเริ่มดื่มไม่ได้ ปัสสาวะน้อยมาก หน้ามืดมาก ซึม หรือสับสน อาจหมายถึงภาวะขาดน้ำที่รุนแรงขึ้นและต้องได้รับการประเมินโดยเร็ว

อ่านเพิ่มเติม: ภาวะขาดน้ำจากท้องเสีย สังเกตอย่างไร?

5. ท้องเสียนานเกิน 3 วัน

อาหารเป็นพิษแต่ละชนิดมีระยะเวลาของอาการไม่เท่ากัน บางชนิดเกิดอาการเพียงประมาณ 1 วัน ขณะที่บางชนิดอาจนานหลายวัน ยิ่งถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการอื่นเพิ่มขึ้น เช่น

  • ไข้
  • ถ่ายเป็นเลือด
  • ปวดท้องมากขึ้น
  • อาเจียนต่อเนื่อง
  • กินหรือดื่มได้น้อยลง
  • น้ำหนักลดหรืออ่อนเพลียมาก

ใครบ้างที่ควรระวังเป็นพิเศษ?

4 กลุ่มที่มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงจากโรคที่มากับอาหารมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่

  • ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
  • หญิงตั้งครรภ์
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแออาจรวมถึงผู้ที่มีโรคบางชนิดหรือได้รับการรักษาที่กดภูมิคุ้มกัน สำหรับหญิงตั้งครรภ์ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื้อบางชนิด เช่น Listeria สามารถส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้ แม้อาการทางเดินอาหารของมารดาอาจไม่ได้รุนแรงมากก็ตาม

อาหารเป็นพิษแต่ยังไม่รุนแรง ดูแลอย่างไร?

หากมีเพียงถ่ายเหลว ปวดบิดเล็กน้อยหรือคลื่นไส้ แต่ยังดื่มได้ ไม่มีเลือดในอุจจาระ ไม่มีไข้สูง และไม่มีอาการขาดน้ำ ส่วนใหญ่สามารถเริ่มดูแลเบื้องต้นได้ สิ่งสำคัญคือ

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • ใช้ ORS เมื่อมีการสูญเสียน้ำจากการถ่าย
  • กินอาหารเมื่อกินไหว
  • พักผ่อน
  • ล้างมือให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ
  • สังเกตว่าอาการกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง

ไม่จำเป็นต้องรีบใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้ง เพราะอาหารเป็นพิษเกิดได้จากทั้งแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต และสารพิษจากเชื้อ และการรักษาแตกต่างกันตามสาเหตุ

สรุป

อาหารเป็นพิษแบบไหนควรไปโรงพยาบาล อาการสำคัญที่ไม่ควรรอดูเอง ได้แก่ ถ่ายเป็นเลือด ไข้สูงกว่า 38.9°C อาเจียนจนดื่มไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ หรือท้องเสียนานเกิน 3 วัน หากปวดท้องรุนแรง ซึม สับสน หรืออาการแย่ลงก็ควรได้รับการประเมินเช่นกัน เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรระวังมากกว่าคนทั่วไป ระหว่างที่ยังดื่มได้ควรทดแทนน้ำและเกลือแร่ แต่ไม่ควรใช้การดื่ม ORS เป็นเหตุให้ชะลอการรักษาเมื่อมีอาการรุนแรง

คำถามที่พบบ่อย

Q: อาหารเป็นพิษต้องไปโรงพยาบาลทุกคนไหม?

A: ไม่จำเป็น หากอาการไม่รุนแรง ยังดื่มได้ ไม่มีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง หรือภาวะขาดน้ำ สามารถเริ่มดูแลและติดตามอาการได้ แต่ถ้ามีอาการรุนแรงหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรได้รับการประเมินเร็วขึ้น

Q: อาหารเป็นพิษอาเจียนกี่ครั้งถึงควรไปโรงพยาบาล?

A: ไม่ควรตัดสินจากจำนวนครั้งเพียงอย่างเดียว จุดสำคัญคือ อาเจียนจนไม่สามารถเก็บน้ำหรือ ORS ไว้ได้หรือไม่ หากดื่มแล้วอาเจียนออกตลอด ความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำจะสูงขึ้น

Q: อาหารเป็นพิษถ่ายเป็นเลือดอันตรายไหม?

A: เป็นอาการที่ควรได้รับการประเมิน เพราะอาจสัมพันธ์กับการติดเชื้อบางชนิด และไม่ควรซื้อยาหยุดถ่ายหรือยาปฏิชีวนะกินเองเพียงเพราะต้องการให้หยุดถ่าย

Q: อาหารเป็นพิษกี่วันควรไปโรงพยาบาล?

A: ท้องเสียนานเกิน 3 วัน เป็นหนึ่งในอาการรุนแรงที่ควรพบแพทย์ แต่หากมีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ หรือมีภาวะขาดน้ำ ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบ 3 วัน

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top