ข้อเข่าเสื่อมยังไม่สามารถรักษาให้โครงสร้างข้อกลับมาเหมือนเดิมได้ทั้งหมด เพราะกระดูกอ่อนและส่วนประกอบภายในข้อได้เกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะต้องปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือจำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน เป้าหมายของการดูแลคือ ลดอาการปวด เพิ่มความแข็งแรง ฟื้นความสามารถในการเดิน และช่วยให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ หลายคนสามารถควบคุมอาการได้ด้วยการออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และใช้การรักษาที่เหมาะสม โดยไม่ต้องผ่าตัด WHO ระบุว่าการฟื้นฟู การออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก และการรักษาอาการเป็นส่วนสำคัญของการดูแลโรคข้อเสื่อม
ทำไมเข่าเสื่อมจึงไม่หายขาดง่าย ๆ?
ข้อเข่าเสื่อมไม่ได้เกิดจากกระดูกอ่อนสึกเพียงส่วนเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของข้อทั้งระบบ ได้แก่
- กระดูกอ่อนผิวข้อบางและเสียความเรียบ
- กระดูกใต้ผิวข้อรับแรงมากขึ้น
- เยื่อบุข้ออาจเกิดการอักเสบ
- เกิดกระดูกงอกรอบข้อ
- กล้ามเนื้อรอบเข่าอ่อนแรง
- แนวข้ออาจเปลี่ยนหรือผิดรูป
ร่างกายสามารถซ่อมแซมความเสียหายบางส่วนได้ แต่กระดูกอ่อนผิวข้อมีความสามารถในการฟื้นตัวจำกัด จึงยังไม่มีวิธีมาตรฐานที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมกลับเป็นข้อปกติได้ทั้งหมด
อาการเข่าเสื่อมสามารถดีขึ้นได้หรือไม่?
“ดีขึ้นได้” โดยเฉพาะเมื่อแก้ปัจจัยที่ทำให้ข้อรับภาระมากเกินไปและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ สิ่งที่สามารถพัฒนาให้ดีขึ้นได้ ได้แก่
- อาการปวดขณะเดินหรือลุกนั่ง
- ข้อฝืดหลังตื่นนอน
- ความแข็งแรงของขา
- ระยะทางที่สามารถเดินได้
- การทรงตัวและความมั่นคง
- ความสามารถในการขึ้นบันได
- การนอนและคุณภาพชีวิต
เข่าเสื่อมจะรุนแรงขึ้นทุกคนหรือไม่?
ไม่เสมอไป การดำเนินของโรคแตกต่างกันในแต่ละคน บางรายมีอาการคงที่เป็นเวลานาน ขณะที่บางรายอาจทรุดเร็วขึ้นเมื่อมีปัจจัยร่วม เช่น
- น้ำหนักตัวเกิน
- กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
- เคยบาดเจ็บที่ข้อเข่า
- ใช้งานข้อหนักซ้ำ ๆ
- แนวขาผิดปกติ
- ไม่ออกกำลังกาย
- มีโรคข้ออักเสบอื่นร่วมด้วย
ทำอย่างไรจึงช่วยชะลอความเสื่อมและลดอาการ?
1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายเป็นแนวทางหลักของการดูแลข้อเข่าเสื่อม ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว กิจกรรมที่เหมาะสม ได้แก่
- ฝึกกล้ามเนื้อต้นขาและสะโพก
- เดินตามระดับที่ไม่กระตุ้นอาการมาก
- ปั่นจักรยานอยู่กับที่
- ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ
- ฝึกการทรงตัว
- ยืดกล้ามเนื้อรอบเข่า
2. ลดน้ำหนักเมื่อมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักช่วยลดแรงที่ข้อเข่าต้องรับ และช่วยให้อาการปวดกับการเคลื่อนไหวดีขึ้น ควรลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปควบคู่กับการรักษามวลกล้ามเนื้อ ไม่ควรงดอาหารอย่างรุนแรง
3. ปรับกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ
- ลดการนั่งยองหรือคุกเข่านาน
- หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดซ้ำ ๆ
- แบ่งงานหนักเป็นช่วงสั้น
- ใช้ราวจับหรือไม้เท้าเมื่อจำเป็น
- ไม่ฝืนออกกำลังกายขณะข้อบวมมาก
- ไม่หยุดเคลื่อนไหวเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น
4. ใช้ยาและการรักษาเพื่อช่วยให้เคลื่อนไหวได้ ยาแก้ปวด ยาทาต้านการอักเสบ การทำกายภาพ หรือการฉีดยาบางชนิดอาจช่วยควบคุมอาการ แต่ควรใช้ร่วมกับการออกกำลังกาย ไม่ใช่ใช้แทนการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ NICE แนะนำว่าการรักษาด้วยยาควรสนับสนุนให้ผู้ป่วยยังคงออกกำลังกายและดูแลตนเองได้
อ่านเพิ่มเติม: เข่าเสื่อมรักษาอย่างไร? แนวทางการรักษาในปัจจุบัน
เมื่อไรจึงควรพิจารณาผ่าตัด?
การผ่าตัดอาจช่วยลดปวดและฟื้นการใช้งานข้อในผู้ที่มีอาการรุนแรง แต่ไม่ได้พิจารณาจากระยะเอกซเรย์เพียงอย่างเดียว แพทย์อาจประเมินการผ่าตัดเมื่อ
- ปวดต่อเนื่องจนรบกวนชีวิต
- เดินหรือลุกนั่งได้ลำบากมาก
- ปวดขณะพักหรือรบกวนการนอน
- ข้อผิดรูปหรือเคลื่อนไหวจำกัด
- รักษาแบบไม่ผ่าตัดอย่างเหมาะสมแล้วไม่เพียงพอ
การรักษาเข่าเสื่อมในทางการแพทย์จีน
ในทัศนะการแพทย์จีนจัดอาการปวด ฝืด และเคลื่อนไหวข้อไม่สะดวกไว้ในกลุ่มปี้เจิ้ง (痹证) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัด เมื่อมีอาการเรื้อรังร่วมกับเอวเข่าอ่อนแรง อาจพิจารณาภาวะตับและไตพร่องตามทฤษฎีแพทย์จีน การรักษาจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณตามตำรับในการบำรุงเอวและไต เสริมเอ็นและกระดูก กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และบรรเทาอาการปวด
สรุป
ข้อเข่าเสื่อมยังไม่สามารถรักษาให้โครงสร้างข้อกลับมาเป็นปกติได้ทั้งหมด แต่อาการปวด ข้อฝืด และข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวสามารถดีขึ้นได้ ความเสื่อมไม่ได้รุนแรงขึ้นในอัตราเดียวกันทุกคน การออกกำลังกาย ควบคุมน้ำหนัก และเลือกการรักษาให้เหมาะกับอาการช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากใช้ชีวิตได้ดีโดยไม่ต้องผ่าตัด
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









