มะเร็งตับปฐมภูมิเป็นหนึ่งในโรคร้ายแรงที่คุกคามต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนในประเทศจีนอย่างมาก โดยมีอัตราการเกิดโรคอยู่ในอันดับที่ 5 ของมะเร็งทั้งหมดและมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับที่ 2 ลักษณะเด่นของการรักษามะเร็งตับคือการต้องอาศัยหลายสาขาวิชาร่วมกัน และมีวิธีการรักษาหลากหลายที่สามารถใช้ร่วมกันได้ โดยแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อจำกัดเฉพาะตัว ปัจจุบัน การผสานการรักษาด้วยแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตกเข้าด้วยกัน และทำงานร่วมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่อย่างเกื้อหนุนกัน มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดผลร่วมกันในการต้านมะเร็ง เพิ่มความทนต่อการรักษา ลดภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ป้องกันการกลับเป็นซ้ำและการแพร่กระจาย ลดอาการไม่พึงประสงค์ และยืดระยะเวลาการอยู่รอด ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่แพทย์ให้ความสนใจ
กรณีศึกษานี้นำเสนอการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานในผู้ป่วยมะเร็งตับ เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงให้แพทย์ในการใช้ยาจีนแบบเสริมช่วยในการวินิจฉัยและรักษา
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชาย อายุ 64 ปี
- ตรวจพบ AFP สูงจากการตรวจสุขภาพเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และพบก้อนในตับมา 4 วัน จึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- ก่อนเข้ารับการรักษาในครั้งนี้ ผู้ป่วยได้ไปตรวจที่โรงพยาบาลอื่นเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2023 พบว่า ค่า AFP สูงกว่า 1000 ng/mL
- วันที่ 20 พฤษภาคม 2023 ไปตรวจอัลตราซาวด์ที่โรงพยาบาลในเครือมหาวิทยาลัยแพทย์หนานจิง พบว่า ตับแข็งบริเวณตับมีก้อนสะท้อนเสียงค่อนข้างสูงเล็กน้อย และพบว่า ค่า AFP สูงกว่า 12100 ng/mL ตรวจ CT ช่องท้องส่วนบนแบบฉีดสีและไม่ฉีดสีพบว่า ตับแข็ง ม้ามโตเล็กน้อย พบเงาความหนาแน่นต่ำเป็นแผ่นในตับขวา สงสัยมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma จากนั้นจึงรับไว้รักษาในแผนกด้วยการวินิจฉัยเบื้องต้นว่า พบรอยโรคชนิดก้อนในตับ
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
- มีประวัติไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังนานกว่า 40 ปี รับประทานยา entecavir มานานกว่า 10 ปี และเมื่อ 1 ปีก่อนเปลี่ยนเป็นยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่ง
- มีประวัติความดันโลหิตสูงมานาน 6 ปี เคยสูงสุด 160/100 mmHg รับประทานยา amlodipine besylate และ losartan potassium เพื่อควบคุมอาการ และโดยรวมสามารถควบคุมได้ดี
การตรวจร่างกาย (Physical Examination)
- อุณหภูมิ 36.6°C
- ชีพจร 66 ครั้ง/นาที
- หายใจ 20 ครั้ง/นาที
- ความดัน 150/90 mmHg
- ตรวจหัวใจ ปอด และช่องท้องไม่พบความผิดปกติเด่นชัด
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
ค่า AFP เท่ากับ 19257 ng/mL
2. การตรวจ CT ช่องท้องส่วนบนแบบไม่ฉีดและฉีดสารทึบรังสี
- พบตับแข็งและม้ามโตเล็กน้อย
- พบรอยโรคลักษณะความหนาแน่นต่ำ (low-density lesion) ในตับกลีบขวา พิจารณาเข้าได้กับมะเร็งตับชนิด hepatocellular carcinoma (HCC)
3. การตรวจ MRI ช่องท้องส่วนบนแบบไม่ฉีดและฉีดสารทึบรังสี
พบก้อนในตับกลีบขวา โดยขนาดหน้าตัดใหญ่ที่สุดประมาณ 6.2 × 4.6 × 4.4 ซม. ร่วมกับลิ่มมะเร็งในหลอดเลือดดำตับขวา (right hepatic vein tumor thrombus) และลิ่มมะเร็งในแขนงด้านขวาของหลอดเลือดดำพอร์ทัล (right portal vein branch tumor thrombus)


การวินิจฉัย (Diagnosis)
- มะเร็งตับปฐมภูมิร่วมกับลิ่มมะเร็งในหลอดเลือดดำตับขวาและในแขนงด้านขวาของหลอดเลือดดำพอร์ทัล
- ระยะ BCLC C (CNLC IIIa ระยะ VP3)
- Child-Pugh A (5 คะแนน)
- ECOG 0 คะแนน
- ตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
- ตับแข็งและม้ามโต
แผนการรักษา (Treatment Plan)
- Transarterial Chemoembolization (TACE)
- Camrelizumab ขนาด 200 มก. ทางหลอดเลือดดำ
- Apatinib mesylate ขนาด 250 มก. รับประทานวันเว้นวัน
- ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา (Efficacy Evaluation)
- หลังได้รับการรักษาด้วย TACE ร่วมกับ camrelizumab และ apatinib mesylate ผลการรักษาพบว่าระดับ AFP ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ช่วงต้นปี 2024 ตรวจพบเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอดเกิดการอักเสบหรือพังผืดระดับเล็กน้อย ซึ่งมีแนวโน้มแย่ลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- พฤษภาคม 2024 ผู้ป่วยเริ่มมีอาการอ่อนเพลียและสภาพร่างกายโดยรวมไม่ดี จึงพิจารณาหยุดยา camrelizumab และเริ่มให้ตำรับยาสมุนไพรจีน ขณะเดียวกันยังคงให้ apatinib mesylate ขนาด 250 มก. รับประทานวันเว้นวันต่อไป


- 24 ธันวาคม 2023 ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอด
- 30 กุมภาพันธ์ 2024 มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอดเล็กน้อย
- 8 มีนาคม 2024 มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอดเล็กน้อย
- 1 พฤษภาคม 2024 มีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอดขึ้น
- 13 มิถุนายน 2024 การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอดทุเลาลง

สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยมะเร็งตับรายนี้ มีโรคอยู่ในระยะลุกลามร่วมกับการมีลิ่มมะเร็งในหลอดเลือด การรักษาแบบผสมผสานระหว่าง TACE, Camrelizumab, Apatinib mesylate พบว่าตัวชี้วัดสำคัญดีขึ้นอย่างชัดเจน ระหว่างการรักษามีภาวะเนื้อเยื่อระหว่างถุงลมในปอดเกิดการอักเสบหรือพังผืด ร่วมกับอาการเหนื่อยล้าและสภาพจิตใจไม่ดี เมื่อใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม พบว่าอาการที่เกี่ยวข้องดีขึ้นอย่างเด่นชัดและได้ผลการรักษาที่ดี
ตามแนวทางการวินิจฉัยและรักษามะเร็งตับปฐมภูมิ ฉบับปี 2024 ในประเทศจีนได้ระบุว่า การแพทย์แผนจีนสามารถนำมาใช้ร่วมในการดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับในระยะต่าง ๆ ของโรค เช่น ช่วงก่อนและหลังการผ่าตัด ระยะการรักษาเสริมหลังผ่าตัด ระยะติดตามฟื้นฟู และระยะประคับประคอง โดยมีบทบาทในการควบคุมอาการของผู้ป่วย ลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของโรค รวมถึงช่วยยืดระยะเวลาการรอดชีวิตของผู้ป่วย
การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษาแบบแทรกแซงในผู้ป่วยมะเร็งตับปฐมภูมิ สามารถช่วยเพิ่มอัตราการตอบสนองต่อการรักษาโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังช่วย ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยหลังการรักษาต้านมะเร็ง โดยเฉพาะอาการที่พบบ่อย เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาการไม่สบายในระบบทางเดินอาหาร
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แพทย์แผนจีนมีบทบาทในการเสริมฤทธิ์และเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการรักษามะเร็งตับแบบองค์รวม หวังว่าผู้ป่วยจะได้รับประโยชน์ต่อเนื่องภายใต้การดูแลแบบรวมหลายวิธี และหวังว่าการวิจัยในอนาคตจะช่วยยืนยันประสิทธิผลและความปลอดภัยของแพทย์แผนจีนในการรักษาเสริมมะเร็งได้มากขึ้น
Source
Department of Interventional Radiology, Zhongda Hospital, Southeast University, China
แหล่งข้อมูล
แผนกรังสีร่วมรักษา โรงพยาบาลจงต้า มหาวิทยาลัยตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย






