มะเร็งตับปฐมภูมิ คือ มะเร็งที่เกิดขึ้นจากเซลล์ตับโดยตรง ซึ่งพบได้บ่อยในทางคลินิก ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งตับ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ภาวะตับแข็ง การดื่มแอลกอฮอล์มาก สารพิษอะฟลาทอกซิน และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ โดยข้อมูลรายงานล่าสุดในจีนระบุว่า มะเร็งตับที่เกี่ยวข้องกับไวรัสตับอักเสบบีมีสัดส่วนสูงมาก
ผู้ป่วยจำนวนมากมักตรวจพบโรคใน “ระยะกลางถึงระยะท้าย” ทำให้ไม่สามารถผ่าตัดได้ จึงต้องใช้การรักษาแบบหัตถการแทรกแซง เช่น การอุดหลอดเลือดร่วมกับเคมีบำบัดผ่านหลอดเลือดแดง; TACE) และการรักษาแบบผสมผสานร่วมกัน ปัจจุบันได้มีการนำตำรับยาสมุนไพรจีนมาใช้เสริมการรักษา เพื่อช่วยบรรเทาภาวะแทรกซ้อน เสริมผลการรักษา และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
กรณีศึกษานี้นำเสนอผู้ป่วยมะเร็งตับ 1 ราย ที่ได้รับการรักษาแบบหัตถการแทรกแซงหลายครั้งและใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนอย่างต่อเนื่องเพื่อสังเกตผลในระยะยาว
ข้อมูลพื้นฐานผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชาย อายุ 67 ปี
- ตรวจพบก้อนในตับมา 5 วัน ก่อนมารับการรักษา
ประวัติการรักษาก่อนหน้า (Prior Treatment History)
- ปี 1996 ตรวจสุขภาพพบตัวบ่งชี้ไวรัสตับอักเสบบีเป็นบวก รับประทานยา 1 ปี หลังจากนั้นตรวจติดตามและเข้าใจว่าไวรัสหายแล้ว จึงไม่ได้ติดตามต่อ
- ธันวาคม 2018 ตรวจสุขภาพตามปกติ CT Scan พบก้อนในตับ แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma และได้รับการรักษาในโรงพยาบาล
- 7 มีนาคม 2019 ทำหัตถการแทรกแซงครั้งที่ 2
- 4 พฤศจิกายน 2019 ทำหัตถการแทรกแซงครั้งที่ 3
- 15 กันยายน 2021 อัลตราซาวด์ติดตามผล พบก้อนบริเวณตับกลีบซ้ายขนาด 3.3 × 2.8 ซม. และไม่พบสัญญาณการเลือดไหลเวียนชัดเจน
- 23 มีนาคม 2022 CT Scan ติดตามผล พบ ภาวะตับแข็งและไม่พบการเสริมความเข้มผิดปกติชัดเจน
- 15 มิถุนายน 2022 อัลตราซาวด์ติดตามผล พบลักษณะเนื้อตับหยาบขึ้น ก้อนบริเวณตับกลีบซ้ายเล็กลง และพบถุงน้ำในตับและนิ่วในถุงน้ำดี
- ธันวาคม 2023 ได้ทำหัตถการแทรกแซงอีกครั้ง
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (Past Medical History)
- มีประวัติความดันโลหิตสูงมากกว่า 10 ปี ใช้ยา nifedipine ชนิดออกฤทธิ์นาน
- ปี 2004 เคยเป็นวัณโรคปอดชนิดมีโพรง ปัจจุบันมีพังผืด/หินปูน (ผู้ป่วยให้ประวัติว่าติดตามแล้วดีขึ้น)
- ปี 2013 ผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง
- เมื่อประมาณ 3 ปีก่อน ประสบอุบัติเหตุหกล้มทำให้กระดูกหักหลายตำแหน่ง (เชิงกราน/สะบ้า/หน้าอก/ซี่โครง/หน้าแข้ง/น่อง) ได้รับการผ่าตัดและเคยถ่ายเลือด (ไม่ทราบรายละเอียด)
- 16 กันยายน 2020 ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี
การตรวจเพิ่มเติม (Additional Investigations)
1. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Laboratory Tests)
พบสารบ่งชี้มะเร็งที่สำคัญดังนี้
- CEA 6.57 ng/mL
- AFP 312 ng/mL
2. CT Scan ช่องท้องส่วนบนแบบฉีดสารทึบรังสี (8 มีนาคม 2019)
- ตับรูปร่างปกติ
- พบก้อนความหนาแน่นต่ำที่กลีบขวาของตับ ขนาดประมาณ 3.9 × 3.2 ซม.
- ลักษณะการเสริมความเข้มของรอยโรคเข้าได้กับมะเร็งตับ
- พบรอยโรคกลม ๆ ความหนาแน่นต่ำหลายจุดที่ไม่เสริมความเข้ม (อาจเป็นถุงน้ำหรือรอยโรคชนิดไม่ร้าย)
- ในถุงน้ำดีพบความหนาแน่นผิดปกติ (สอดคล้องกับนิ่ว)
3. CT Scan ช่องท้องส่วนบนแบบฉีดสารทึบรังสี (16 มีนาคม 2023)
- ตับรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ผิวตับไม่เรียบ สอดคล้องกับ ตับแข็ง
- พบเงาลักษณะเป็นก้อนบริเวณกลีบซ้ายด้านใน ขนาดประมาณ 2.3 ซม.
- ในระยะหลอดเลือดแดงมีการเสริมความเข้มแบบไม่สม่ำเสมอ และค่อย ๆ ลดลงในระยะพอร์ทัล/หน่วงเวลา (เป็นลักษณะที่พบได้ในมะเร็งตับ)
- พบก้อนกลมความหนาแน่นต่ำหลายจุดที่ไม่เสริมความเข้มชัดเจน
- พบจุดความหนาแน่นสูงในถุงน้ำดี (นิ่ว)
- พบจุดความหนาแน่นสูงบางส่วนในต่อมหมวกไตซ้าย และรูปร่างไตขวาดูไม่เรียบ (แนะนำติดตามตามดุลยพินิจแพทย์)


การวินิจฉัย (Diagnosis)
- มะเร็งตับ
- ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง
แผนการรักษา (Treatment Plan)
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบแทรกแซงหลายครั้ง (interventional therapy) และได้รับตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมควบคู่กันตลอดระยะเวลาการรักษา
การประเมินผลการรักษา (Efficacy Evaluation)
- ปัจจุบันการทำงานของตับของผู้ป่วยอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- อาการแน่นท้อง อ่อนเพลีย และความอยากอาหารดีขึ้น
- ระดับตัวบ่งชี้มะเร็ง alpha-fetoprotein (AFP) อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยไม่พบแนวโน้มเพิ่มขึ้นของค่าดังกล่าว
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับ โดยมีปัจจัยพื้นฐานสำคัญคือการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังและในระหว่างการติดตามพบภาวะตับแข็งร่วมด้วย ตั้งแต่ปี 2019 ผู้ป่วยได้รับการรักษาแบบหัตถการแทรกแซงหลายครั้ง และใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมอย่างต่อเนื่อง ระหว่างการติดตามผลพบว่า อาการของผู้ป่วยดีขึ้นอย่างชัดเจน เช่น อาการแน่นท้อง อ่อนเพลีย และความอยากอาหารดีขึ้น นอกจากนี้ การติดตามค่าตัวบ่งชี้มะเร็ง AFP แสดงให้เห็นว่าการดำเนินของโรคสามารถควบคุมได้ในระดับหนึ่ง
งานวิจัยก่อนหน้าหลายการศึกษายังสนับสนุนว่า การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษาแบบหัตถการแทรกแซง เช่น การอุดหลอดเลือดร่วมกับเคมีบำบัดผ่านทางหลอดเลือดแดง (TACE) สามารถช่วยบรรเทาอาการต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยมะเร็ง เช่น เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย แน่นท้อง และอาการปวด รวมทั้งช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ ปัจจุบันแนวคิดการรักษามะเร็งไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการยืดอายุผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งกรณีศึกษานี้สะท้อนให้เห็นว่า การรักษาแบบผสมผสานระหว่างแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนตะวันตกอาจช่วยสนับสนุนทั้งประสิทธิผลของการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้ในระยะยาว
Source
Department of Infectious Diseases, The Second Affiliated Hospital of Xi’an Jiaotong University, China
แหล่งข้อมูล
แผนกโรคติดเชื้อ โรงพยาบาลในเครือแห่งที่สอง มหาวิทยาลัยซีอานเจียวทง ประเทศจีน
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและเป็นข้อมูลอ้างอิงเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้ดูแลได้ ผลการรักษาอาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย






