โรคหลอดเลือดสมองหรือ Stroke รักษาได้หลายวิธี แต่ไม่มีแนวทางใดใช้ได้กับผู้ป่วยทุกคน เพราะการรักษาขึ้นอยู่กับว่าเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก รวมถึงตำแหน่งของรอยโรค ความรุนแรง ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มมีอาการ และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย
อ่านเพิ่มเติม: อาการเตือนโรคหลอดเลือดสมองที่ไม่ควรมองข้าม
ก่อนรักษา Stroke ต้องแยกชนิดของโรคก่อน
อาการของหลอดเลือดสมองตีบและหลอดเลือดสมองแตกอาจคล้ายกัน จึงไม่สามารถแยกชนิดจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ แพทย์ต้องตรวจภาพสมอง เช่น CT Brain หรือ MRI Brain เพื่อดูว่ามีหลอดเลือดอุดตันหรือมีเลือดออกในสมอง การแยกชนิดมีความสำคัญมาก เพราะยาที่ช่วยสลายลิ่มเลือดในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบอาจทำให้เลือดออกเพิ่มขึ้น หากนำไปใช้กับผู้ป่วยหลอดเลือดสมองแตก
อ่านเพิ่มเติม: โรคหลอดเลือดสมองตรวจอย่างไร? CT Scan และ MRI ต่างกันอย่างไร
การรักษาหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
เป้าหมายหลักคือทำให้เลือดกลับไปเลี้ยงสมองโดยเร็ว และป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดเกิดซ้ำ
- ยาละลายลิ่มเลือด ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับยาละลายลิ่มเลือดทางหลอดเลือดดำ หากมาถึงโรงพยาบาลภายในช่วงเวลาที่เหมาะสมและไม่มีข้อห้าม
- การนำลิ่มเลือดออกด้วยสายสวน หากลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดสมองขนาดใหญ่ แพทย์อาจพิจารณาการนำลิ่มเลือดออกด้วยสายสวน
- ยาป้องกันการเกิดลิ่มเลือดซ้ำ หลังผ่านระยะฉุกเฉิน แพทย์อาจให้ยาเพื่อป้องกัน Stroke เป็นซ้ำตามสาเหตุ เช่น ยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาลดไขมัน ยาควบคุมความดันโลหิต หรือยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
การรักษาหลอดเลือดสมองแตก
เป้าหมายของการรักษาคือควบคุมเลือดออก ลดแรงกดต่อสมอง ป้องกันเลือดออกเพิ่ม และรักษาสาเหตุของหลอดเลือดแตก
- ควบคุมความดันโลหิต แนวทาง AHA/ASA แนะนำให้ควบคุมความดันอย่างต่อเนื่องและหลีกเลี่ยงการแกว่งของความดัน โดยกำหนดเป้าหมายตามความรุนแรงและสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย
- แก้ฤทธิ์ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หากผู้ป่วยใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด แพทย์อาจให้ยาหรือผลิตภัณฑ์เลือดเพื่อแก้ฤทธิ์ยาและช่วยหยุดเลือดโดยเร็ว
- การผ่าตัดหรือหัตถการ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องได้รับการผ่าตัดหรือหัตถการ เช่น ระบายเลือดที่กดเบียดสมอง ใส่สายระบายน้ำในโพรงสมองเมื่อเกิดภาวะน้ำคั่ง หนีบหลอดเลือดโป่งพองด้วยคลิป หรือวิธีอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและขนาดของเลือดออก ระดับความรู้สึกตัว ภาวะสมองบวม และสาเหตุของหลอดเลือดแตก ผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย
บทบาทของการแพทย์จีนหลังผ่านระยะฉุกเฉิน
ในทัศนะการแพทย์จีน ผู้ป่วยหลังโรคหลอดเลือดสมองอาจมีพยาธิสภาพเกี่ยวข้องกับ พลังชี่พร่องร่วมกับเลือดคั่ง ทำให้การไหลเวียนของพลังชี่และเลือดไปตามเส้นลมปราณไม่คล่อง จึงดูแลด้วยตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรจีนหลายชนิด เช่น Huangqi, Danshen, Chuanxiong, Chishao Honghua ฯลฯ ซึ่งมีสรรพคุณตามศาสตร์การแพทย์จีนในการบำรุงพลังชี่ กระตุ้นเลือด สลายเลือดคั่ง และช่วยให้เส้นลมปราณไหลเวียน
หมายเหตุ: ยาสมุนไพรจีนไม่ใช่ยาละลายลิ่มเลือดและไม่สามารถใช้รักษา Stroke ระยะฉุกเฉินได้
เมื่อสงสัย Stroke ห้ามทำอะไร?
- ห้ามรอดูว่าอาการจะหายเองหรือไม่
- ห้ามให้ผู้ป่วยขับรถไปโรงพยาบาลเอง
- ห้ามให้แอสไพรินหรือยาต้านเกล็ดเลือดเอง
- ห้ามให้ยาลดความดันเพิ่มเติมโดยไม่ได้รับคำสั่ง
- ห้ามให้อาหารหรือน้ำ หากยังไม่ประเมินการกลืน
- ห้ามนวด เจาะปลายนิ้ว หรือใช้สมุนไพรแทนการรักษาฉุกเฉิน
เหตุผลสำคัญคือยังไม่ทราบว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก การให้ยาผิดชนิดอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
สรุป
การรักษา Stroke ต้องเริ่มจากการตรวจแยกชนิดของโรคโดยเร็ว หลอดเลือดสมองตีบอาจรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือดหรือการนำลิ่มเลือดออกในผู้ที่เข้าเกณฑ์ ส่วนหลอดเลือดสมองแตกต้องมุ่งควบคุมเลือดออก ความดันในกะโหลก และพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสม หลังอาการคงที่ ผู้ป่วยต้องได้รับการป้องกันโรคซ้ำและการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









