เมื่อผู้ป่วยมีอาการหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด มองเห็นผิดปกติ หรือเดินเซอย่างเฉียบพลัน แพทย์จะสงสัยโรคหลอดเลือดสมองหรือ Stroke แต่ไม่สามารถยืนยันจากอาการเพียงอย่างเดียวได้ เพราะอาการคล้ายกันอาจเกิดจากภาวะอื่น เช่น น้ำตาลในเลือดต่ำ ชัก ไมเกรนบางชนิด หรือความผิดปกติของระบบประสาท การตรวจ Stroke จึงต้องอาศัยทั้งการซักประวัติ ตรวจระบบประสาท ตรวจเลือด และตรวจภาพสมอง โดยเป้าหมายสำคัญที่สุดในระยะแรกคือ แยกให้ได้ว่าผู้ป่วยมีหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือมีเลือดออกในสมอง เนื่องจากทั้งสองภาวะมีแนวทางรักษาแตกต่างกันอย่างชัดเจน
เมื่อถึงโรงพยาบาล แพทย์ตรวจ Stroke อย่างไร?
1. ซักประวัติและระบุเวลาเริ่มอาการ ข้อมูลสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งคือ เวลาที่ผู้ป่วยเริ่มมีอาการ หรือเวลาสุดท้ายที่มีคนเห็นว่ายังเป็นปกติ เพราะแพทย์ต้องใช้ข้อมูลนี้ประกอบการพิจารณาทางเลือกในการรักษา
2. ตรวจร่างกายและระบบประสาท แพทย์จะตรวจระดับความรู้สึกตัว การเคลื่อนไหว การรับความรู้สึก การพูด การมองเห็น และการทรงตัว เพื่อประเมินว่าสมองส่วนใดอาจได้รับผลกระทบ อาจใช้แบบประเมินมาตรฐาน เช่น NIH Stroke Scale เพื่อประเมินความรุนแรงของความผิดปกติทางระบบประสาท ขณะที่ FAST เหมาะสำหรับการคัดกรองอาการเบื้องต้นนอกโรงพยาบาล
3. ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือดต่ำอาจทำให้มีอาการอ่อนแรง สับสน หรือพูดผิดปกติคล้าย Stroke ได้ จึงต้องตรวจระดับน้ำตาลอย่างรวดเร็วเพื่อแยกภาวะดังกล่าว
4. ตรวจภาพสมอง การตรวจภาพสมองเป็นขั้นตอนสำคัญในการแยกหลอดเลือดสมองตีบออกจากเลือดออกในสมอง โดยวิธีที่ใช้บ่อยที่สุดคือ CT Scan และ MRI
CT Brain คืออะไร?
CT Brain หรือ CT Scan สมอง ใช้รังสีเอกซเรย์สร้างภาพตัดขวางของสมอง การตรวจใช้เวลาไม่นานและมีให้บริการในโรงพยาบาลจำนวนมาก จึงมักเป็นการตรวจภาพสมองเบื้องต้นในผู้ป่วยฉุกเฉิน จุดประสงค์หลักของ CT Brain ระยะแรก ได้แก่
- ตรวจหาว่ามีเลือดออกในสมองหรือไม่
- ประเมินภาวะสมองบวม
- ตรวจหาก้อนหรือความผิดปกติอื่นที่อาจเลียนแบบ Stroke
- ใช้ประกอบการตัดสินใจรักษาอย่างเร่งด่วน
MRI Brain คืออะไร?
MRI Brain ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุสร้างภาพสมองโดยไม่ใช้รังสีเอกซเรย์ สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อสมองได้สูง และมีความไวต่อรอยสมองขาดเลือดขนาดเล็กหรือระยะเริ่มต้นมากกว่า CT ในหลายกรณี MRI มีประโยชน์เมื่อ
- อาการบ่งชี้ Stroke แต่ CT ยังไม่พบความผิดปกติ
- สงสัยรอยสมองขาดเลือดขนาดเล็ก
- สงสัย Stroke บริเวณก้านสมองหรือสมองส่วนหลัง
- ต้องการประเมินอายุและขอบเขตของเนื้อสมองที่เสียหาย
- ต้องการแยก Stroke ออกจากโรคอื่น
CT Scan กับ MRI ต่างกันอย่างไร?
| CT Brain | MRI Brain | |
|---|---|---|
| หลักการตรวจ | ใช้รังสีเอกซเรย์ | ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุ |
| ความรวดเร็ว | ตรวจได้รวดเร็ว | ใช้เวลานานกว่า |
| ตรวจเลือดออกเฉียบพลัน | เหมาะสำหรับการตรวจเบื้องต้น | ตรวจพบได้เช่นกัน |
| ตรวจสมองขาดเลือดระยะแรก | บางรายอาจยังเห็นไม่ชัด | มีความไวสูงกว่าในหลายกรณี |
| ความพร้อมใช้งาน | มีแพร่หลายกว่า | อาจไม่มีตลอดเวลาในบางโรงพยาบาล |
| ข้อจำกัด | มีการได้รับรังสี | มีข้อจำกัดในผู้มีโลหะหรืออุปกรณ์บางชนิด |
| การใช้ในห้องฉุกเฉิน | มักเป็นการตรวจแรก | ใช้ตามข้อบ่งชี้หรือเป็นการตรวจเพิ่มเติม |
จึงไม่สามารถสรุปว่า MRI “ดีกว่า” CT ในทุกกรณี เพราะในภาวะฉุกเฉิน ความรวดเร็วและการแยกเลือดออกในสมองมีความสำคัญมาก CT จึงมักเหมาะกับการตรวจเบื้องต้น ส่วน MRI ให้รายละเอียดเนื้อสมองมากกว่าและช่วยตอบคำถามเพิ่มเติมในผู้ป่วยบางราย
หาก CT ปกติ แปลว่าไม่ได้เป็น Stroke ใช่หรือไม่?
ไม่เสมอไป โดยเฉพาะในหลอดเลือดสมองตีบระยะแรก รอยผิดปกติอาจยังไม่ชัดบน CT แพทย์จึงต้องพิจารณาอาการ ผลตรวจระบบประสาท และอาจตรวจ MRI หรือภาพหลอดเลือดเพิ่มเติม
สรุป
การตรวจโรคหลอดเลือดสมองประกอบด้วยการซักประวัติ ระบุเวลาเริ่มอาการ ตรวจระบบประสาท ตรวจน้ำตาลในเลือด และตรวจภาพสมอง โดย CT Brain มักเป็นการตรวจเบื้องต้นในห้องฉุกเฉิน เนื่องจากทำได้รวดเร็วและช่วยตรวจหาเลือดออกในสมองได้ดี ส่วน MRI Brain ให้รายละเอียดของเนื้อสมองมากกว่าและตรวจพบสมองขาดเลือดระยะแรกหรือรอยโรคขนาดเล็กได้ดีในหลายกรณี ผู้ป่วยที่มีอาการสงสัย Stroke ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าสู่กระบวนการประเมินและรักษาให้เร็ว
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









