ผู้ที่เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ และการเคยมี Stroke หรือภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA) ถือเป็นปัจจัยที่ทำให้ความเสี่ยงในอนาคตสูงกว่าคนที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน American Stroke Association ระบุว่า Stroke ที่เกิดขึ้นในแต่ละปีประมาณ 23% เป็นเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำ และการป้องกันหลังเกิดโรคครั้งแรกจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการหาสาเหตุของ Stroke ให้ชัดเจนและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง
อ่านเพิ่มเติม: โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากอะไร? ปัจจัยเสี่ยงที่ควรรู้
ทำไม Stroke จึงกลับมาเป็นซ้ำได้?
Stroke เป็นผลจากความผิดปกติของหลอดเลือดหรือการเกิดลิ่มเลือด หากสาเหตุเดิมยังไม่ได้รับการแก้ไข ความเสี่ยงก็ยังคงอยู่ ตัวอย่างเช่น
- หลอดเลือดยังมีคราบไขมันสะสม
- ความดันโลหิตยังสูง
- เบาหวานควบคุมไม่ได้
- ไขมัน LDL ยังสูง
- มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว
- หลอดเลือดคอตีบ
- ยังคงสูบบุหรี่
- รับประทานยาป้องกันไม่สม่ำเสมอ
ดังนั้น สิ่งสำคัญหลังเกิด Stroke คือการค้นหาว่า “ครั้งแรกเกิดจากอะไร” เพราะวิธีป้องกันการเกิดซ้ำจะแตกต่างกันตามสาเหตุ
Stroke ชนิดไหนสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้?
ทั้งหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันและหลอดเลือดสมองแตก สามารถเกิดซ้ำได้ แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิดซ้ำอาจแตกต่างกัน
1. หลอดเลือดสมองตีบ มักสัมพันธ์กับ
- หลอดเลือดแดงแข็ง
- ลิ่มเลือดจากหัวใจ
- หลอดเลือดคอตีบ
- หลอดเลือดขนาดเล็กเสื่อม
- ความดัน เบาหวาน และไขมันในเลือดสูง
2. หลอดเลือดสมองแตก มักสัมพันธ์กับ
- ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดี
- หลอดเลือดสมองผิดปกติ
- หลอดเลือดโป่งพอง
- ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดบางชนิด
การป้องกันจึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคน
6 วิธีสำคัญในการป้องกัน Stroke เป็นซ้ำ
1. ควบคุมความดันโลหิต ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดของ Stroke ทั้งครั้งแรกและการเกิดซ้ำ แนวทาง AHA/ACC ปี 2025 ระบุว่า ในผู้ป่วยที่มีประวัติ Stroke หรือ TIA และมีอาการทางระบบประสาทคงที่ เป้าหมายความดันต่ำกว่า 130/80 mmHg เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่แพทย์อาจปรับเป้าหมายตามอายุ โรคร่วม และสภาพของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือ
- วัดความดันสม่ำเสมอ
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- ลดอาหารเค็ม
- ไม่หยุดยาเองเมื่อความดันกลับมาปกติ
อ่านเพิ่มเติม: ความดันโลหิตสูงเกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร?
2. ควบคุมไขมันในเลือด ผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดจากคราบไขมันต้องให้ความสำคัญกับระดับ LDL เพราะ LDL สูงสัมพันธ์กับการสะสมของคราบไขมันในหลอดเลือด แนวทาง NICE ที่อัปเดตในปี 2025 เน้นการลด LDL ในผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว โดยอาจใช้ยากลุ่ม statin ความเข้มข้นสูงหรือยาลดไขมันชนิดอื่นตามความเหมาะสม ไม่ควรหยุดยาลดไขมันเอง แม้ผลเลือดจะกลับมาอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะระดับที่ดีอาจเป็นผลจากยาที่กำลังใช้อยู่
3. รักษาโรคหัวใจ โดยเฉพาะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation) ทำให้เลือดไหลเวียนผิดปกติและอาจเกิดลิ่มเลือดภายในหัวใจ ก่อนลิ่มเลือดจะหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยบางรายจึงต้องได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด แทนยาต้านเกล็ดเลือด โดยแพทย์จะพิจารณาจากสาเหตุและความเสี่ยงเลือดออก WHO ระบุว่าการใช้ยาต้านเกล็ดเลือดหรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดตามข้อบ่งชี้เป็นส่วนหนึ่งของการป้องกัน Stroke ซ้ำ
4. รับประทานยาป้องกันอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบบางรายอาจได้รับ
- ยาต้านเกล็ดเลือด
- ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- ยาลดไขมัน
- ยาลดความดัน
- ยาควบคุมเบาหวาน
ยาทั้งหมดมีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน จึงไม่ควรเพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง การลืมรับประทานยาบ่อย ๆ หรือหยุดยาเมื่อรู้สึกว่าร่างกายปกติแล้ว อาจทำให้การควบคุมปัจจัยเสี่ยงลดลง
5. เลิกบุหรี่และปรับพฤติกรรม WHO ระบุว่า ปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้และเกี่ยวข้องกับ Stroke ได้แก่ ความดันสูง การสูบบุหรี่ LDL สูง เบาหวาน น้ำหนักเกิน การไม่ออกกำลังกาย อาหารโซเดียมสูง และการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เป็นอันตราย หลังเป็น Stroke ควร
- งดสูบบุหรี่
- จำกัดแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายตามระดับที่แพทย์และนักกายภาพแนะนำ
- รับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี
- ลดอาหารแปรรูปและโซเดียม
- ควบคุมน้ำหนัก
อ่านเพิ่มเติม: ผู้ป่วย Stroke กินอะไรดี? แนวทางโภชนาการเพื่อการฟื้นตัว
6. ติดตามรักษาและค้นหาสาเหตุให้ครบ ผู้ป่วยบางรายจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เช่น
- คลื่นไฟฟ้าหัวใจ
- ติดตามจังหวะหัวใจระยะยาว
- อัลตราซาวนด์หัวใจ
- ตรวจหลอดเลือดคอ
- CTA หรือ MRA
- ตรวจระดับไขมันและน้ำตาล
- ตรวจสาเหตุการแข็งตัวของเลือดในบางกรณี
American Stroke Association เน้นว่าการหาสาเหตุของ Stroke มีความสำคัญต่อการวางแผน secondary prevention เพราะผู้ป่วยที่เกิด Stroke จากลิ่มเลือดจากหัวใจ ย่อมต้องป้องกันแตกต่างจากผู้ที่เกิดจากหลอดเลือดแดงแข็ง
ยาสมุนไพรจีนมีบทบาทในการป้องกัน Stroke อย่างไร?
หลังผ่านระยะฉุกเฉิน ผู้ป่วยบางรายอาจสนใจการดูแลร่วมด้วยศาสตร์การแพทย์จีน ซึ่งมองภาวะหลัง Stroke ว่าอาจสัมพันธ์กับ ชี่พร่องและเลือดคั่ง ทำให้การไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัด ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วย Huangqi, Danshen, Chuanxiong, Chishao, Honghua จะช่วยบำรุงพลังชี่ ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดและพลังชี่ สลายเลือดคั่งตามศาสตร์การแพทย์จีน
หากมีอาการ Stroke อีกครั้ง ต้องทำอย่างไร?
แม้ผู้ป่วยจะเคยเป็น Stroke มาก่อน ก็ไม่ควรคิดว่าอาการใหม่เป็นเพียง “อาการเก่ากำเริบ” หากเกิดอาการเฉียบพลัน เช่น
- หน้าเบี้ยว
- แขนขาอ่อนแรงเพิ่มขึ้น
- พูดไม่ชัด
- มองเห็นผิดปกติ
- เดินเซหรือเสียการทรงตัว
ให้โทร 1669 ทันที และจดเวลาที่เริ่มมีอาการ ไม่ควรรับประทานแอสไพริน ยาสมุนไพร หรือยาชนิดอื่นเพิ่มด้วยตนเอง เพราะยังไม่ทราบว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก
สรุป
Stroke สามารถเกิดซ้ำได้ โดยเฉพาะในผู้ที่ยังมีปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หรือยังไม่ได้แก้ไขสาเหตุของ Stroke ครั้งแรก การป้องกันที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยทั้งการรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ควบคุมโรคประจำตัว ปรับพฤติกรรม และติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









