ภาวะ ไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia) เป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งพบได้บ่อยในคนไทยจำนวนมาก แม้ว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่มีอาการผิดปกติ แต่เมื่อปล่อยไว้เป็นเวลานาน ไขมันสามารถสะสมในผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิด หลอดเลือดตีบ หัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ได้ การเข้าใจว่าไขมันในเลือดสูงคืออะไร เกิดจากอะไร และควรดูแลอย่างไร จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงในอนาคตได้
ไขมันในเลือดสูงคืออะไร
ไขมันในเลือดสูง หมายถึง ภาวะที่ระดับไขมันชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิดในเลือดสูงกว่าค่าปกติ ได้แก่
- LDL Cholesterol (ไขมันเลว)
- HDL Cholesterol (ไขมันดี)
- Triglyceride (ไตรกลีเซอไรด์)
- Total Cholesterol
โดยเฉพาะ LDL ที่สูง และ HDL ที่ต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองอย่างมีนัยสำคัญ
ไขมันในเลือดสูงเกิดขึ้นได้อย่างไร
เมื่อร่างกายได้รับพลังงานหรือไขมันมากกว่าที่ใช้ ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานส่วนเกินเป็นไขมันและสะสมไว้ หากมี LDL ในกระแสเลือดมากเกินไป LDL สามารถแทรกซึมเข้าไปในผนังหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบและเกิดคราบไขมัน (Atherosclerotic plaque)
เมื่อเวลาผ่านไป คราบไขมันจะหนาตัวขึ้น ทำให้หลอดเลือดตีบ แข็ง และเสี่ยงต่อการอุดตัน ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง
สาเหตุของไขมันในเลือดสูง
- รับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง
- รับประทานอาหารแปรรูปหรือของทอดเป็นประจำ
- ออกกำลังกายน้อย
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- เบาหวาน
- ความดันโลหิตสูง
- สูบบุหรี่
- ดื่มแอลกอฮอล์มาก
- พันธุกรรม
- อายุที่มากขึ้น
หลายคนมีปัจจัยเสี่ยงมากกว่าหนึ่งข้อ จึงควรตรวจสุขภาพเป็นประจำแม้ไม่มีอาการ

ไขมันในเลือดสูงมีอาการหรือไม่
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ จึงทำให้โรคนี้ถูกเรียกว่า “ภัยเงียบ” บางรายอาจพบอาการเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว เช่น
- เจ็บหน้าอก
- เหนื่อยง่าย
- ชาปลายแขนขา
- พูดไม่ชัด
- หน้าเบี้ยว
- แขนขาอ่อนแรง
อาการเหล่านี้มักเกิดจากโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมอง ไม่ใช่เกิดจากไขมันสูงโดยตรง
อ่านเพิ่มเติม: ไขมันในเลือดสูงมีอาการหรือไม่?
ไขมันในเลือดสูงในทัศนะการแพทย์แผนจีน
การแพทย์แผนจีนมองว่า ภาวะไขมันในเลือดสูงไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว แต่สัมพันธ์กับความไม่สมดุลของอวัยวะภายในและการไหลเวียนของพลังชี่และเลือด ภาวะที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ม้ามพร่อง ทำให้การลำเลียงและเปลี่ยนแปลงสารอาหารผิดปกติ จนเกิด “เสมหะชื้น” สะสม
- ตับชี่ติดขัด ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือด
- ไตพร่อง ทำให้การเผาผลาญของร่างกายลดลง
- เลือดคั่ง ทำให้การไหลเวียนไม่ดีและเกิดการอุดกั้นของหลอดเลือด
เมื่อเสมหะชื้นและเลือดคั่งสะสมเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้
การดูแลตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
ในทัศนะการแพทย์แผนจีน การรักษาจะพิจารณาตามกลุ่มอาการของผู้ป่วยแต่ละราย โดยใช้ยาสมุนไพรจีนเพื่อช่วยปรับสมดุลของร่างกาย ส่งเสริมการไหลเวียนของชี่และเลือด ลดภาวะเลือดคั่ง และช่วยลดการสะสมของเสมหะชื้น ที่ประกอบด้วยสมุนไพรจีนหลายชนิด เช่น Huangqi, Danshen, Chishao, Danggui, Dilong ฯลฯ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงพลังชี่ เสริมการทำงานของม้าม ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดภาวะเลือดคั่ง และลดการอักเสบ งานวิจัยพบว่ายาสมุนไพรจีนออกฤทธิ์ผ่านหลายกลไก ได้แก่
- ลดการอักเสบของผนังหลอดเลือด โดยลดการแสดงออกของสารก่อการอักเสบ เช่น TNF-α, IL-6 และลดการกระตุ้นเส้นทาง NF-κB ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง
- ลดภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ (Oxidative stress) ปกป้องเซลล์เยื่อบุหลอดเลือดจากความเสียหายที่เกิดจาก oxidized LDL ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเริ่มต้นการเกิดคราบไขมันในหลอดเลือด
- ช่วยชะลอการเกิดคราบไขมัน (Atherosclerotic plaque) โดยลดการสะสมของ macrophage และ foam cell ภายในผนังหลอดเลือด พร้อมทั้งช่วยเพิ่มความเสถียรของคราบไขมัน ซึ่งอาจลดความเสี่ยงที่คราบไขมันจะแตกและเกิดลิ่มเลือด
- ช่วยปรับสมดุลการเผาผลาญไขมัน งานวิจัยบางส่วนพบว่าตำรับอาจมีผลต่อการลดการสร้างไตรกลีเซอไรด์ในตับ กระตุ้นการสลายไขมัน และปรับการเผาผลาญไขมัน
- ปกป้องการทำงานของเยื่อบุหลอดเลือด (Endothelial function) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว
ป้องกันไขมันในเลือดสูงอย่างไร
- รับประทานผักและผลไม้ให้เพียงพอ
- เลือกโปรตีนไขมันต่ำ
- ลดอาหารทอด อาหารแปรรูป และไขมันอิ่มตัว
- ออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- ควบคุมน้ำหนัก
- งดสูบบุหรี่
- จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
- ตรวจสุขภาพและตรวจระดับไขมันตามคำแนะนำของแพทย์
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









