โรคหลอดเลือดหัวใจเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตทั่วโลก แต่ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยกลับไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังมีความผิดปกติ เนื่องจากในระยะแรกโรคอาจไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อยจนคิดว่าเป็นอาการเหนื่อยจากการทำงานหรือกรดไหลย้อนความจริงแล้ว เมื่อหลอดเลือดหัวใจตีบมากขึ้น เลือดและออกซิเจนจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะขณะออกแรงหรือมีความเครียด ทำให้เกิดอาการที่เป็นสัญญาณเตือนของโรค หากสามารถสังเกตอาการและเข้ารับการตรวจได้ตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน (Heart Attack) ได้
อ่านเพิ่มเติม: โรคหลอดเลือดหัวใจคืออะไร? อาการ สาเหตุ การรักษา และแนวทางดูแลแบบองค์รวม
ทำไมโรคหลอดเลือดหัวใจจึงทำให้เกิดอาการ?
หัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องการออกซิเจนตลอดเวลา เมื่อหลอดเลือดโคโรนารีตีบจากการสะสมของคราบไขมัน เลือดจะไหลผ่านได้น้อยลง ในช่วงที่หัวใจต้องทำงานหนัก เช่น
- เดินเร็ว
- ขึ้นบันได
- ออกกำลังกาย
- เครียดหรือโกรธ
- อยู่ในอากาศหนาว
หัวใจจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น แต่หลอดเลือดที่ตีบไม่สามารถส่งเลือดได้เพียงพอ จึงเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Myocardial Ischemia) และทำให้เกิดอาการต่าง ๆ
10 อาการโรคหลอดเลือดหัวใจที่พบบ่อย
- เจ็บหรือแน่นกลางหน้าอก
- เจ็บร้าวไปส่วนอื่นของร่างกาย
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- หายใจไม่อิ่มหรือหอบเหนื่อย
- ใจสั่น
- เหงื่อออกมากผิดปกติ
- เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
- คลื่นไส้หรืออาเจียน
- อ่อนเพลียผิดปกติ
- ไม่มีอาการเลย
อาการแบบไหนที่ควรรีบไปโรงพยาบาล?
- เจ็บหรือแน่นหน้าอกนานเกิน 15–20 นาที
- เจ็บหน้าอกขณะพัก
- เจ็บร้าวไปแขน คอ กราม หรือหลัง
- หายใจลำบากมาก
- เหงื่อออกมากผิดปกติ
- หน้ามืดหรือหมดสติ
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด
เมื่อมีอาการ ควรตรวจอะไรบ้าง?
แพทย์จะพิจารณาการตรวจตามอาการและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน เช่น
- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG)
- ตรวจเลือดเพื่อดูค่าบ่งชี้กล้ามเนื้อหัวใจ
- Echocardiogram
- Exercise Stress Test
- CT Coronary Angiography
- การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ
อ่านเพิ่มเติม: โรคหลอดเลือดหัวใจตรวจอย่างไร? ต้องฉีดสีหรือไม่
สรุป
อาการของโรคหลอดเลือดหัวใจไม่ได้มีเพียงอาการเจ็บหน้าอกเท่านั้น แต่ยังอาจแสดงออกเป็นอาการเหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม ใจสั่น เหงื่อออกมาก เวียนศีรษะ หรือแม้แต่ไม่มีอาการเลย โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและผู้สูงอายุ หากมีอาการผิดปกติร่วมกับปัจจัยเสี่ยง เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือสูบบุหรี่ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะการพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









