หลักสำคัญคือเลือกอาหารที่มีใยอาหารให้เพียงพอ เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี พร้อมกับได้รับน้ำอย่างเหมาะสม เพราะใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระและช่วยให้อุจจาระมีลักษณะที่ขับออกง่ายขึ้น แต่ไม่จำเป็นต้องพยายามกินไฟเบอร์จำนวนมากในครั้งเดียว เพราะการเพิ่มเร็วเกินไปอาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง หรือมีแก๊สมากขึ้นได้ ควรค่อย ๆ เพิ่มและสังเกตว่าร่างกายตอบสนองอย่างไร
1. เริ่มจากเพิ่มใยอาหารให้เพียงพอ
ใยอาหาร หรือ Dietary Fiber เป็นส่วนของพืชที่ร่างกายย่อยได้ไม่หมด เมื่อเข้าสู่ลำไส้จะมีส่วนช่วยเพิ่มปริมาตรของอุจจาระ และใยอาหารบางชนิดสามารถอุ้มน้ำ ทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น ผู้ใหญ่ควรได้รับใยอาหารประมาณ 22–34 กรัมต่อวัน โดยปริมาณที่เหมาะสมแตกต่างกันตามอายุและเพศ และควรเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป อาหารที่เป็นแหล่งใยอาหาร เช่น
- ผัก เช่น แครอท บรอกโคลี ถั่วลันเตา และผักใบต่าง ๆ
- ผลไม้ เช่น แอปเปิลพร้อมเปลือก ลูกแพร์ ส้ม และเบอร์รี
- ถั่ว เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วลูกไก่ และถั่วเลนทิล
- ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีต และธัญพืชเต็มเมล็ด
- ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์และถั่วลิสง
2. ผัก ช่วยเพิ่มกากอาหารในแต่ละมื้อ
หากปกติกินข้าวหรือเนื้อสัตว์เป็นหลัก วิธีง่ายที่สุดในการเพิ่มใยอาหารคือ เพิ่มผักเข้าไปในมื้อเดิม ตัวอย่างเช่น
- ข้าว + เนื้อสัตว์ + เพิ่มผักอีก 1–2 ส่วน
- ก๋วยเตี๋ยว + เพิ่มผัก
- ข้าวต้ม + เพิ่มผักและถั่ว
- สลัด + ธัญพืชหรือถั่ว
3. ผลไม้เป็นอีกตัวช่วย
ผลไม้เป็นแหล่งใยอาหารที่เพิ่มเข้าไปในชีวิตประจำวันได้ง่าย โดยเฉพาะการกินเป็นผลมากกว่าการดื่มเฉพาะน้ำผลไม้ เพราะยังได้รับใยอาหารจากเนื้อผลไม้ ตัวอย่างผลไม้ที่มีใยอาหาร เช่น
- แอปเปิลพร้อมเปลือก
- ลูกแพร์
- ส้ม
- เบอร์รี
- กีวี
- ลูกพรุน
กีวีและลูกพรุนมีงานวิจัยเกี่ยวกับอาการท้องผูกโดยตรง และแนวทาง British Dietetic Association ปี 2025 มีคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารทั้งสองชนิดสำหรับการจัดการ chronic constipation ในผู้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าต้องกินเฉพาะกีวีหรือลูกพรุนจึงจะถ่ายได้ ผลไม้หลายชนิดสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอได้
อ่านเพิ่มเติม: ผลไม้แก้ท้องผูก มีอะไรบ้าง?
4. ถั่วและธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยเพิ่มใยอาหารได้โดยไม่ต้องพึ่งผลไม้อย่างเดียว
หากต้องการเพิ่มใยอาหาร ไม่จำเป็นต้องกินแต่ผักหรือผลไม้ สามารถเพิ่มจาก
- ข้าวโอ๊ต
- ขนมปังโฮลวีต
- ถั่วแดง
- ถั่วดำ
- ถั่วลูกไก่
- ถั่วเลนทิล
- อัลมอนด์
- ธัญพืชเต็มเมล็ด
อาหารกลุ่มนี้ช่วยเพิ่มใยอาหารในแต่ละวันและทำให้อาหารมีความหลากหลายมากขึ้น NIDDK จัดทั้ง whole grains, legumes และ nuts เป็นแหล่งใยอาหารที่ดีสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูก
5. เพิ่มไฟเบอร์แล้ว อย่าลืมเรื่องน้ำ
หากเพิ่มใยอาหาร แต่ร่างกายได้รับของเหลวไม่เพียงพอ อุจจาระอาจยังแข็งและขับออกยากได้ น้ำช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้อุจจาระมีความนุ่มมากขึ้น จึงควรได้รับของเหลวอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่เพิ่มใยอาหารหรือใช้ผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหาร
| ⚠️ ผู้ที่ได้รับน้ำเพียงพออยู่แล้วอาจไม่ได้ประโยชน์เพิ่มจากการบังคับตัวเองให้ดื่มน้ำจำนวนมาก และผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรใช้ปริมาณตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ |
อ่านเพิ่มเติม: ดื่มน้ำเท่าไรจึงช่วยลดอาการท้องผูก
6. ไขมันในอาหารมีส่วนช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้นหรือไม่?
เวลาท้องผูก หลายคนพยายามเพิ่มแต่ผักและผลไม้จนลืมว่า อาหารหนึ่งมื้อควรมีสารอาหารอย่างสมดุล ไม่จำเป็นต้องกินอาหารไขมันต่ำมากจนเกินไป ไขมันที่รับประทานเข้าไปมีส่วนกระตุ้นการทำงานของระบบทางเดินอาหารหลังมื้ออาหาร และอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น
- อะโวคาโด
- ถั่วและเมล็ดพืช
- น้ำมันมะกอก
- ปลา
7. โยเกิร์ตหรืออาหารหมัก ช่วยแก้ท้องผูกได้จริงไหม?
โยเกิร์ตเป็นอีกหนึ่งอาหารที่หลายคนนึกถึงเวลาท้องผูก โดยเฉพาะโยเกิร์ตที่มี Probiotics หรือจุลินทรีย์มีชีวิต ซึ่งอาจมีส่วนช่วยปรับสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้และส่งผลต่อการทำงานของระบบทางเดินอาหาร หากต้องการเลือกโยเกิร์ต สามารถพิจารณาแบบง่าย ๆ คือ
- เลือกชนิดที่มี น้ำตาลไม่สูง
- หากต้องการ Probiotics ให้ดูว่าผลิตภัณฑ์ระบุ ชนิดหรือสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ หรือไม่
- ไม่จำเป็นต้องกินในปริมาณมากเพื่อหวังให้ถ่ายเร็วขึ้น
- หากกินแล้วท้องอืด มีแก๊ส หรือไม่สบายท้อง ควรปรับปริมาณหรือเลือกอาหารชนิดอื่น
8.อาหารแบบไหนควรลด หากท้องผูกบ่อย?
ควรลดอาหารที่มีใยอาหารน้อยหรือแทบไม่มี เช่น อาหารแปรรูปบางชนิด fast food และ snack foods หากอาหารเหล่านี้ทำให้ได้รับอาหารที่มีใยอาหารไม่เพียงพอ ตัวอย่างรูปแบบอาหารที่ควรสังเกต เช่น
- กินเนื้อสัตว์มาก แต่แทบไม่มีผัก
- กินอาหารแปรรูปเป็นประจำ
- เลือกขนมและเบเกอรีแทนผลไม้หรืออาหารที่มีใยอาหาร
- แต่ละมื้อแทบไม่มีผัก ผลไม้ ถั่ว หรือธัญพืชเต็มเมล็ด
9. ทำไมบางคนยิ่งกินไฟเบอร์ ยิ่งท้องอืด?
การเพิ่มใยอาหารอย่างรวดเร็วอาจทำให้เกิดอาการท้องอืด แน่นท้อง ผายลมมาก หรือไม่สบายท้องได้ ควรเพิ่มใยอาหารทีละน้อย เพื่อให้ระบบทางเดินอาหารมีเวลาปรับตัว ดังนั้น หากเพิ่มไฟเบอร์แล้วท้องอืดมาก ไม่จำเป็นต้องฝืนกินให้มากขึ้น แต่ควรลดปริมาณลงก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มตามที่ร่างกายรับได้
10. อาหารอย่างเดียวอาจไม่แก้ท้องผูกทุกประเภท
หากปรับอาหารและได้รับน้ำเหมาะสมแล้วแต่ยังถ่ายยาก ไม่ควรสรุปทันทีว่า “กินไฟเบอร์ยังไม่พอ” แล้วเพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อย ๆ เพราะท้องผูกอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น
- ลำไส้เคลื่อนไหวช้า
- ยาหรืออาหารเสริมบางชนิด
- กล้ามเนื้อที่ใช้ขับถ่ายทำงานไม่สัมพันธ์กัน
- เบาหวาน
- ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
- โรคหรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร
สาเหตุของท้องผูกมีได้ทั้งปัจจัยด้านอาหาร พฤติกรรม ยา โรคทางเมตาบอลิซึม โรคทางระบบประสาท และความผิดปกติของทางเดินอาหาร ดังนั้น หากปรับอาหารแล้วยังมีอาการ อาจต้องใช้แนวทางอื่นร่วมด้วย เช่น การปรับพฤติกรรม การใช้ยาที่เหมาะสม หรือการแก้สาเหตุที่ทำให้ท้องผูก
อ่านเพิ่มเติม: วิธีแก้ท้องผูก ทำอย่างไรให้กลับมาขับถ่ายเป็นปกติ

สรุป
ท้องผูกกินอะไรดี? หลักสำคัญคือได้รับใยอาหารให้เพียงพอจากอาหารหลายกลุ่ม ทั้งผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี โดยผู้ใหญ่ควรได้รับประมาณ 22–34 กรัมต่อวันและค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ พร้อมได้รับน้ำอย่างเหมาะสม โยเกิร์ตที่มี Probiotics บางชนิดอาจมีส่วนช่วยการขับถ่าย แต่ไม่ได้หมายความว่าโยเกิร์ตทุกชนิดแก้ท้องผูกได้ หากปรับอาหารอย่างเหมาะสมแล้วยังมีอาการ ควรพิจารณาสาเหตุอื่นร่วมด้วย เพราะท้องผูกไม่ได้เกิดจากการกินไฟเบอร์น้อยเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย
Q: ท้องผูกกินอะไรให้ถ่ายง่าย?
A: ควรเริ่มจากอาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี พร้อมได้รับน้ำอย่างเหมาะสม ผู้ใหญ่โดยทั่วไปควรได้รับใยอาหารประมาณ 22–34 กรัมต่อวัน โดยขึ้นอยู่กับอายุและเพศ
Q: กินผักเยอะแล้วทำไมยังท้องผูก?
A: เพราะท้องผูกไม่ได้เกิดจากใยอาหารน้อยเพียงอย่างเดียว อาจเกี่ยวข้องกับการได้รับน้ำ การเคลื่อนไหว ยาที่ใช้ ลำไส้เคลื่อนไหวช้า หรือปัญหาของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการขับถ่ายได้
Q: กินไฟเบอร์แล้วท้องอืดควรทำอย่างไร?
A: ลองลดปริมาณลงก่อนแล้วค่อย ๆ เพิ่ม กระจายอาหารที่มีใยอาหารไปหลายมื้อ และได้รับน้ำอย่างเหมาะสม เพราะการเพิ่มใยอาหารจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็วอาจทำให้เกิดแก๊สและท้องอืดได้
Q: ท้องผูกต้องงดข้าวหรือเนื้อสัตว์ไหม?
A: ไม่จำเป็นต้องงด แต่ควรดูสัดส่วนอาหารโดยรวม หากแต่ละมื้อมีข้าวหรือเนื้อสัตว์เป็นหลักแต่มีผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสีน้อย ก็อาจทำให้ได้รับใยอาหารรวมต่อวันไม่เพียงพอ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)










