ความดันโลหิตสูงเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) เพราะแรงดันเลือดที่สูงต่อเนื่องสามารถทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ อุดตัน หรือเปราะจนแตกได้ WHO ระบุว่า ผู้ที่มีความดันโลหิตสูงมีความเสี่ยงเกิด Stroke เกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่มีความดันสูง และความดันสูงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ การตรวจพบและรักษาความดันอย่างเหมาะสมจึงเป็นหนึ่งในวิธีสำคัญในการป้องกัน Stroke
อ่านเพิ่มเติม: ป้องกันโรคหลอดเลือดสมองอย่างไร? 10 วิธีลดความเสี่ยงตั้งแต่วันนี้
ความดันโลหิตสูงคืออะไร?
ความดันโลหิต คือ แรงที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดแดงขณะที่หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย ค่าความดันประกอบด้วยตัวเลข 2 ค่า เช่น 120/80 mmHg
- ตัวบน (Systolic Blood Pressure) คือ ความดันขณะที่หัวใจบีบตัว
- ตัวล่าง (Diastolic Blood Pressure) คือ ความดันขณะที่หัวใจคลายตัว
ตามเกณฑ์ของ WHO ความดันโลหิตสูงได้รับการวินิจฉัยเมื่อวัดในวันต่างกันแล้วพบว่า ความดันตัวบนตั้งแต่ 140 mmHg ขึ้นไป และ/หรือความดันตัวล่างตั้งแต่ 90 mmHg ขึ้นไป
ความดันสูงทำให้เกิด Stroke ได้อย่างไร?
เมื่อความดันสูงเป็นเวลานาน ผนังหลอดเลือดต้องรับแรงกระแทกจากเลือดมากกว่าปกติอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โครงสร้างของหลอดเลือดเปลี่ยนแปลงและเกิดความเสียหาย ความเสียหายนี้สามารถนำไปสู่ Stroke ได้ทั้ง หลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก
- ทำให้หลอดเลือดแข็งและตีบ ความดันสูงเรื้อรังทำให้ผนังหลอดเลือดเกิดความเสียหายและสัมพันธ์กับกระบวนการหลอดเลือดแดงแข็ง เมื่อมีไขมันและสารต่าง ๆ สะสมในผนังหลอดเลือด ช่องทางที่เลือดไหลผ่านจะแคบลง หากเกิดลิ่มเลือดอุดตันจนเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงสมองได้ จะเกิดโรคหลอดเลือดสมองชนิดขาดเลือด (Ischemic Stroke)
อ่านเพิ่มเติม: เส้นเลือดในสมองตีบคืออะไร? อาการและสัญญาณเตือน - ทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กเสียหาย ความดันสูงเป็นเวลานานสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กที่อยู่ลึกในสมอง ทำให้ผนังหลอดเลือดหนาตัวและช่องภายในแคบลง หากหลอดเลือดเหล่านี้อุดตัน อาจทำให้เกิดสมองขาดเลือดบริเวณขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า Lacunar Stroke ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น แขนขาอ่อนแรง ชา หรือการเคลื่อนไหวผิดปกติ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับผลกระทบ
- ทำให้หลอดเลือดสมองแตก แรงดันเลือดที่สูงเรื้อรังสามารถทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กในสมองอ่อนแอ เมื่อผนังหลอดเลือดรับแรงดันไม่ไหว หลอดเลือดอาจแตกและมีเลือดออกเข้าไปในเนื้อสมอง ภาวะนี้เรียกว่า Intracerebral Hemorrhage ซึ่งเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกและเป็นภาวะฉุกเฉิน WHO ระบุว่าความดันโลหิตสูงสามารถทำให้หลอดเลือดที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงสมองเกิดทั้งการอุดตันและการแตกได้
อ่านเพิ่มเติม: เส้นเลือดในสมองแตกคืออะไร? แตกต่างจากเส้นเลือดในสมองตีบอย่างไร
ความดันเท่าไหร่เสี่ยง Stroke?
ความเสี่ยงของ Stroke ขึ้นอยู่กับทั้งระดับความดัน ระยะเวลาที่มีความดันสูง และปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น
- อายุ
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่
- โรคไต
- โรคหัวใจ
- เคยเป็น TIA หรือ Stroke
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
WHO ระบุว่า ความดัน 180/120 mmHg หรือสูงกว่า ถือว่าสูงมาก หากมีอาการร่วม เช่น เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก สับสน ตามัว หรืออาการทางระบบประสาท ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์ทันที
ควบคุมความดันอย่างไรเพื่อลดความเสี่ยง Stroke?
การลดความเสี่ยงไม่ได้หมายถึงการทำให้ความดันต่ำที่สุด แต่เป็นการควบคุมให้อยู่ในเป้าหมายที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน แนวทางสำคัญ ได้แก่
- วัดความดันสม่ำเสมอ และบันทึกค่าเพื่อให้แพทย์ประเมิน
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง ไม่เพิ่ม ลด หรือหยุดยาเอง
- ลดโซเดียมและอาหารเค็ม โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและอาหารสำเร็จรูป
- เพิ่มผักและผลไม้ ตามความเหมาะสมกับโรคประจำตัว
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ผู้ใหญ่ทั่วไปควรมีกิจกรรมระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หากไม่มีข้อห้าม
- ควบคุมน้ำหนัก หากมีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
- งดสูบบุหรี่
- จำกัดแอลกอฮอล์
- ควบคุมเบาหวานและไขมันในเลือด หากมีโรคร่วม
WHO ระบุว่าการปรับพฤติกรรมร่วมกับการใช้ยาลดความดันอย่างเหมาะสมสามารถช่วยควบคุมความดันและลดความเสี่ยง Stroke ได้
คนที่เคยเป็น Stroke ควรควบคุมความดันเท่าไหร่?
ผู้ที่เคยมีโรคหัวใจหรือ Stroke มักต้องควบคุมความดันอย่างเข้มงวดกว่าคนทั่วไป WHO ระบุเป้าหมายความดัน ต่ำกว่า 130/80 mmHg สำหรับผู้ที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจหรือ Stroke รวมถึงผู้ป่วยเบาหวาน โรคไตเรื้อรัง หรือผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูง
อ่านเพิ่มเติม: โรคหลอดเลือดสมองเป็นซ้ำได้หรือไม่? ปัจจัยเสี่ยงและวิธีป้องกัน
ถ้าความดันสูงพร้อมอาการ Stroke ต้องทำอย่างไร?
หากวัดความดันได้สูงและมีอาการทางระบบประสาทเกิดขึ้นทันที เช่น
- หน้าเบี้ยว
- แขนหรือขาอ่อนแรง
- พูดไม่ชัดหรือพูดไม่ได้
- มองเห็นผิดปกติ
- เดินเซหรือเสียการทรงตัวอย่างเฉียบพลัน
ให้สงสัย Stroke และโทร 1669 ทันที ไม่ควรรับประทานยาลดความดันเพิ่มเอง เพื่อพยายามลดตัวเลขอย่างรวดเร็ว เพราะการจัดการความดันใน Stroke ระยะเฉียบพลันแตกต่างกันตามชนิดของ Stroke และวิธีรักษาที่ผู้ป่วยจะได้รับ
สรุป
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของ Stroke เพราะความดันที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดได้ทั้งหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันและหลอดเลือดสมองแตก ที่สำคัญ ความดันสูงมักไม่มีอาการ การวัดความดันเป็นประจำ รับประทานยาตามแพทย์สั่ง ลดอาหารเค็ม ออกกำลังกาย และควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่น จึงเป็นวิธีสำคัญในการดูแลหลอดเลือดสมองและลดโอกาสเกิด Stroke
คำถามที่พบบ่อย
Q: ความดันสูงทำให้เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก?
A: เกิดได้ทั้งสองแบบ ความดันสูงเรื้อรังทำให้หลอดเลือดเสียหายและสัมพันธ์กับการตีบหรืออุดตัน ขณะเดียวกันสามารถทำให้หลอดเลือดขนาดเล็กในสมองอ่อนแอจนแตกและเกิดเลือดออกในสมองได้
Q: ความดันเท่าไหร่ถึงเสี่ยง Stroke?
A: ไม่มีค่าความดันค่าเดียวที่หมายความว่าจะเกิด Stroke ทันที ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามระดับและระยะเวลาที่ความดันสูง รวมถึงปัจจัยอื่น เช่น เบาหวาน ไขมันสูง สูบบุหรี่ และโรคหัวใจ
Q: ความดัน 180/120 mmHg อันตรายหรือไม่?
A: ถือว่าสูงมาก หากมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก สับสน หรืออาการคล้าย Stroke ต้องได้รับการประเมินทางการแพทย์ทันที
Q: กินยาความดันแล้วค่าปกติ สามารถหยุดยาได้หรือไม่?
A: ไม่ควรหยุดเอง เพราะค่าที่ปกติอาจเป็นผลจากยาที่กำลังรับประทานอยู่ หากต้องการปรับหรือลดยาควรปรึกษาแพทย์ก่อน
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









