ท้องเสียไม่จำเป็นต้องอดอาหารหรือกินแต่ข้าวต้ม หากยังรับประทานได้ ควรกินอาหารตามปกติที่ร่างกายรับไหว โดยเลือกอาหารที่ไม่มันมาก ไม่หวานจัด และไม่กระตุ้นอาการ พร้อมดื่มน้ำและ ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียจากการถ่าย เมื่อความอยากอาหารกลับมา สามารถค่อย ๆ กลับไปรับประทานอาหารตามปกติได้ แม้ว่ายังมีถ่ายเหลวอยู่บ้าง ไม่จำเป็นต้องรอให้หยุดถ่ายสนิทก่อนจึงจะเริ่มกินอาหาร
ท้องเสียกินอะไรดี? เลือกง่าย ๆ 5 กลุ่ม
ช่วงที่ยังมีอาการ ควรเลือกอาหารที่กินได้ง่าย ได้พลังงานและสารอาหาร และไม่ทำให้อาการแย่ลง
1. ข้าวและอาหารประเภทแป้ง
เป็นแหล่งพลังงานที่รับประทานได้ง่ายและสามารถปรับตามความอยากอาหาร ไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะข้าวต้ม หากกินข้าวสวยหรืออาหารปกติได้โดยไม่มีคลื่นไส้หรืออาการแย่ลง ก็สามารถกินได้ เช่น
- ข้าวสวย
- ข้าวต้ม
- โจ๊ก
- ขนมปัง
- มันฝรั่งต้ม
- เส้นที่ปรุงไม่มันหรือเผ็ดมาก
2. โปรตีนที่ปรุงสุก
ร่างกายยังต้องการโปรตีนในช่วงที่ฟื้นตัว ควรเลือกวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น หรือปรุงสุกแบบไม่มันมาก มากกว่าการทอดหรือผัดด้วยน้ำมันจำนวนมาก เช่น
- ไข่ต้ม
- ไข่ตุ๋น
- ปลา
- ไก่
- เต้าหู้
- เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
3. กล้วยและผลไม้ที่กินแล้วไม่กระตุ้นอาการ
กล้วยเป็นอาหารที่หลายคนนึกถึงเวลาท้องเสีย และสามารถรับประทานได้หากกินแล้วสบายท้อง แต่ผลไม้ชนิดอื่นก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน แต่ควรสังเกตตัวเอง เพราะอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลบางชนิดในปริมาณมากอาจทำให้อาการถ่ายเหลวเพิ่มขึ้นในบางคน
4. ซุปหรือน้ำแกงที่ไม่มันมาก
หากยังไม่อยากกินอาหารมื้อใหญ่ อาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอาจช่วยให้รับประทานได้ง่ายขึ้น เช่น
- ซุปใส
- แกงจืด
- ข้าวต้ม
- โจ๊ก
5. อาหารปกติที่ตัวเองกินแล้วรับไหว
ข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะปัจจุบันไม่ได้มีคำแนะนำว่าผู้ที่ท้องเสียทุกคนต้องกินอาหารแบบเดียวกัน หากเริ่มรู้สึกหิวและสามารถกินได้ สามารถค่อย ๆ กลับไปรับประทานอาหารตามปกติ เช่น ข้าว + โปรตีน + ผักที่ปรุงสุก + อาหารที่ไม่มันมาก โดยสังเกตว่าหลังรับประทานแล้วมีอาการท้องอืด ปวดบิด หรือถ่ายมากขึ้นหรือไม่

ท้องเสียต้องกินอาหารอ่อนอย่างเดียวไหม?
“อาหารอ่อน” มีประโยชน์ในช่วงที่คลื่นไส้หรือไม่อยากอาหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าลำไส้จะรับอาหารปกติไม่ได้จนกว่าจะหยุดถ่าย และสามารถรับประทานอาหารตามปกติที่เหมาะกับวัย ระหว่างหรือทันทีหลังจากแก้ภาวะขาดน้ำแล้ว
ท้องเสียแล้วต้องอดอาหารไหม?
เมื่อท้องเสีย บางคนอาจไม่อยากอาหารในช่วงแรก ซึ่งไม่จำเป็นต้องฝืนกินมื้อใหญ่ แต่เมื่อเริ่มหิวและรับประทานได้ ควรกลับมากินอาหาร WHO ให้ความสำคัญกับการให้อาหารที่มีสารอาหารต่อเนื่องระหว่างที่มีอาการท้องเสีย โดยเฉพาะในเด็ก เพื่อช่วยลดผลกระทบของท้องเสียต่อภาวะโภชนาการ วิธีที่ทำได้ง่ายคือ
- กินครั้งละไม่มาก หากยังคลื่นไส้
- เพิ่มปริมาณตามที่ร่างกายรับได้
- ไม่ต้องรอให้หยุดถ่ายก่อน
- เน้นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีน
- ดื่มน้ำและ ORS ควบคู่กันเมื่อมีการสูญเสียน้ำ
อาหารอะไรที่ควรหลีกเลี่ยง?
มีอาหารบางกลุ่มที่อาจทำให้อาการท้องเสียแย่ลงในบางคน เช่น
- อาหารมันหรือของทอด
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- กาแฟและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- เครื่องดื่มหวานจัด
- น้ำผลไม้ปริมาณมาก
- อาหารหรือขนมที่มี Sugar alcohol เช่น sorbitol
- นมและผลิตภัณฑ์นม หากช่วงนั้นย่อย lactose ได้ไม่ดี
ไม่จำเป็นต้องตัดอาหารทุกอย่างออกพร้อมกัน ให้สังเกตว่าอาหารชนิดใดกินแล้วทำให้อาการของตัวเองแย่ลง
อ่านเพิ่มเติม: ท้องเสียห้ามกินอะไร? อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
ตำรับยาสมุนไพรจีนดูแลอาการท้องอย่างไร
ในทัศนะการแพทย์จีน อาการถ่ายเหลวอาจเกิดได้จากหลายรูปแบบ จึงไม่ได้มองว่าท้องเสียทุกคนมีสาเหตุเหมือนกัน หนึ่งในรูปแบบที่พบในตำราแพทย์จีนคือ ความชื้น รบกวนการทำงานของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยและการลำเลียงสารอาหารเสียสมดุล การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Guanghuoxiang, Zisuye, Houpo, Chenpi, Fuling ฯลฯ ที่มีสรรพคุณขับความชื้น กระจายลมเย็น ปรับการไหลเวียนของพลังชี่ และปรับสมดุลการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร จึงเหมาะกับกลุ่มอาการที่มีลักษณะของความชื้นรบกวนระบบทางเดินอาหาร
คำถามที่พบบ่อย
Q: ท้องเสียกินข้าวได้ไหม?
A: กินได้ ไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะข้าวต้ม หากกินข้าวสวยหรืออาหารปกติได้และไม่มีอาการแย่ลง สามารถรับประทานได้ตามความเหมาะสม
Q: ท้องเสียกินไข่ได้ไหม?
A: โดยทั่วไปกินได้ ควรปรุงให้สุก และอาจเลือกไข่ต้ม ไข่ตุ๋น หรือเมนูที่ไม่ใช้น้ำมันมาก แทนอาหารทอดมัน
Q: ท้องเสียกินกล้วยได้ไหม?
A: กินได้หากรับประทานแล้วไม่มีอาการแย่ลง แต่กล้วยไม่ได้เป็นอาหารที่จำเป็นต้องกินเพื่อให้ท้องเสียหยุด
Q: ท้องเสียกินนมได้ไหม?
A: บางคนสามารถกินได้ตามปกติ แต่หลังท้องเสียเฉียบพลันอาจย่อย lactose ได้ลดลงชั่วคราว หากดื่มนมแล้วท้องอืด ปวดบิด หรือถ่ายมากขึ้น อาจลดหรืองดชั่วคราวแล้วสังเกตอาการ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









