ริดสีดวงแตกอาจทำให้มีเลือดออกหรือเกิดแผลบริเวณทวารหนัก โดยไม่ได้เป็นอันตรายรุนแรงทุกกรณี แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากมีเลือดออกมาก ปวดรุนแรง หรือเลือดไหลไม่หยุด เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ คำว่า “ริดสีดวงแตก” ไม่ใช่ชื่อภาวะทางการแพทย์ที่เฉพาะเจาะจง อาจหมายถึงเลือดออกจากริดสีดวงภายใน หรือผิวหนังบริเวณก้อนริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดเกิดแผลเปิด การดูแลจึงขึ้นอยู่กับลักษณะอาการและสาเหตุที่แท้จริง
ริดสีดวงแตก คืออะไร?
คำว่า “ริดสีดวงแตก” เป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกเมื่อมีเลือดออกจากทวารหนัก หรือมีก้อนบริเวณปากทวารที่เกิดแผลและมีเลือดซึมออกมา ในทางการแพทย์ อาการเหล่านี้อาจเกิดจากสองลักษณะสำคัญ ได้แก่
1. ริดสีดวงภายในที่มีเลือดออก ริดสีดวงภายในอาจมีเลือดออกขณะถ่ายอุจจาระ โดยเฉพาะเมื่อมีอุจจาระแข็งหรือเบ่งถ่ายแรง เลือดมักมีสีแดงสดและอาจพบติดกระดาษชำระ หยดลงโถส้วม หรือเคลือบผิวอุจจาระ ภาวะนี้ไม่ได้หมายความว่าก้อนริดสีดวงระเบิดหรือแตกออกเสมอไป แต่อาจเกิดจากเยื่อบุบริเวณริดสีดวงได้รับการเสียดสีจนมีเลือดออก
2. ริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดและเกิดแผลเปิด ริดสีดวงภายนอกบางรายอาจเกิดลิ่มเลือดภายในก้อน ทำให้มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง บวม และปวดมาก หากผิวหนังที่คลุมก้อนเกิดแผลเปิด อาจมีเลือดหรือลิ่มเลือดบางส่วนออกมาได้ แม้บางรายจะรู้สึกปวดลดลงหลังมีเลือดออก แต่ไม่ได้หมายความว่าภาวะดังกล่าวหายดีแล้ว และยังต้องระวังการระคายเคืองหรือเลือดออกต่อเนื่อง
ริดสีดวงแตกเกิดจากอะไร?
ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องกับการมีเลือดออกหรือเกิดแผลบริเวณก้อนริดสีดวง ได้แก่
- ท้องผูกและอุจจาระแข็ง เพิ่มการเสียดสีระหว่างขับถ่าย
- การเบ่งอุจจาระแรง เพิ่มแรงดันบริเวณทวารหนักและอาจทำให้อาการริดสีดวงกำเริบ
- ก้อนริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือด อาจเกิดแรงตึงที่ผิวหนังจนมีแผลเปิด
- การเสียดสีหรือระคายเคืองบริเวณทวาร อาจทำให้เนื้อเยื่อที่บอบบางมีเลือดซึมได้
อย่างไรก็ตาม เลือดออกจากทวารหนักไม่ได้เกิดจากริดสีดวงเสมอไป อาจเกี่ยวข้องกับแผลปริขอบทวาร ลำไส้อักเสบ ติ่งเนื้อ หรือโรคอื่นในลำไส้ใหญ่ได้เช่นกัน
ริดสีดวงแตก อันตรายไหม?
ความรุนแรงขึ้นอยู่กับปริมาณเลือด อาการปวด และภาวะอื่นที่เกิดร่วมกัน โดยสามารถแยกสัญญาณที่ควรระวังได้ดังนี้
| ลักษณะอาการ | สิ่งที่ควรทำ |
|---|---|
| มีเลือดแดงสดเล็กน้อยและหยุดแล้ว | ควรนัดตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากเป็นครั้งแรกหรือเกิดซ้ำ |
| มีก้อนเจ็บและมีเลือดซึม | ควรได้รับการตรวจเพื่อประเมินก้อนและแผล |
| เลือดออกซ้ำหลายครั้ง | ควรตรวจหาสาเหตุและประเมินภาวะเสียเลือด |
| ปวดรุนแรง ก้อนบวมมาก หรือมีไข้ | ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็ว |
| เลือดออกมากไม่หยุด หน้ามืด หรือเป็นลม | ไปห้องฉุกเฉินทันที |
ริดสีดวงแตกเลือดออก ควรทำอย่างไร?
หากมีเลือดออกหรือพบแผลบริเวณก้อนริดสีดวง ควรดูแลเบื้องต้นอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการทำให้บริเวณดังกล่าวบาดเจ็บเพิ่มขึ้น
- หยุดเบ่งและหลีกเลี่ยงการเสียดสี หากมีเลือดออกระหว่างขับถ่าย ไม่ควรฝืนเบ่งต่อเนื่องหรือเช็ดบริเวณทวารแรง ๆ เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อระคายเคืองมากขึ้น
- ทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน ใช้น้ำสะอาดล้างบริเวณทวาร แล้วซับให้แห้งเบา ๆ หลีกเลี่ยงสบู่ที่มีน้ำหอมหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำให้แสบระคายเคือง หากมีเลือดซึมจากแผลภายนอก สามารถใช้ผ้าก๊อซสะอาดกดเบา ๆ ที่ตำแหน่งเลือดออกได้ แต่หากเลือดไหลมากหรือไม่หยุด ควรไปห้องฉุกเฉิน ไม่ควรรอดูอาการ
- แช่น้ำอุ่นเพื่อบรรเทาอาการ หากเลือดหยุดแล้วและไม่มีอาการผิดปกติรุนแรง การแช่ก้นในน้ำอุ่นประมาณ 10–15 นาทีอาจช่วยลดความไม่สบายบริเวณทวารได้
- ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่าย รับประทานอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ ดื่มน้ำตามความเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการนั่งบนโถส้วมนาน หากมีอาการท้องผูก อาจปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหารหรือยาช่วยขับถ่าย
- ห้ามบีบ เจาะ หรือกรีดก้อนริดสีดวงเอง ไม่ควรพยายามบีบเอาลิ่มเลือดออก ใช้เข็มเจาะก้อน หรือกรีดผิวหนังบริเวณทวารด้วยตัวเอง เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น เกิดแผลลึก หรือมีการติดเชื้อได้

ริดสีดวงแตกแล้วก้อนจะยุบหรือหายเองไหม?
ในกรณีริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือด บางรายอาจมีอาการปวดลดลงเมื่อเวลาผ่านไป และก้อนอาจค่อย ๆ เล็กลงภายในหลายวันถึงหลายสัปดาห์ หากผิวหนังบริเวณก้อนเปิดออกและมีลิ่มเลือดบางส่วนออกมา อาจรู้สึกว่าก้อนเล็กลง แต่ไม่ได้หมายความว่าการเกิดแผลเปิดเป็นวิธีรักษาที่ควรปล่อยให้เกิดขึ้นหรือทำให้เกิดเอง นอกจากนี้ หากเป็นริดสีดวงภายในที่มีเลือดออก การหยุดเลือดไม่ได้แปลว่าก้อนริดสีดวงหายไปแล้ว ผู้ป่วยบางรายอาจมีเลือดออกซ้ำหรือมีก้อนยื่นออกมาในภายหลัง จึงควรได้รับการประเมินหากมีอาการต่อเนื่องหรือกลับมาเป็นซ้ำ
ริดสีดวงแตกต้องใช้ยาหรือผ่าตัดไหม?
แนวทางรักษาขึ้นอยู่กับชนิดของริดสีดวงและความรุนแรงของอาการ หากมีเลือดออกจากริดสีดวงภายใน แพทย์อาจแนะนำให้ปรับพฤติกรรมการขับถ่าย ใช้ยาตามอาการ หรือพิจารณาหัตถการ เช่น การรัดยางริดสีดวง หากมีข้อบ่งชี้ สำหรับริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดและปวดรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเกิดอาการ ผู้ป่วยบางรายอาจได้รับประโยชน์จากการนำก้อนริดสีดวงที่มีลิ่มเลือดออกโดยบุคลากรทางการแพทย์ ขณะที่บางรายสามารถรักษาแบบประคับประคองได้
ริดสีดวงแตกแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?
ควรไปโรงพยาบาลโดยเร็วหากมีอาการต่อไปนี้
- เลือดออกมากหรือไหลไม่หยุด
- หน้ามืด ใจสั่น อ่อนแรง หรือเป็นลมร่วมกับเลือดออก
- ปวดทวารหนักรุนแรงหรือปวดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีไข้ หนาวสั่น บวมแดง หรือมีหนอง
- อุจจาระสีดำคล้ายยางมะตอย หรือมีเลือดออกผิดปกติจากทางเดินอาหาร
- มีเลือดออกซ้ำร่วมกับน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือพฤติกรรมการขับถ่ายเปลี่ยนไป
หากเลือดออกมากไม่หยุด มีอาการหน้ามืดหรือเป็นลม ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ส่วนอาการเลือดออกที่ไม่รุนแรงก็ควรได้รับการตรวจเพื่อยืนยันสาเหตุ ไม่ควรสรุปว่าเป็นริดสีดวงเพียงอย่างเดียว
สรุป
ริดสีดวงแตกเป็นคำเรียกทั่วไปที่อาจหมายถึงเลือดออกจากริดสีดวงภายใน หรือก้อนริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือดและเกิดแผลเปิด แม้บางกรณีอาการจะค่อย ๆ ดีขึ้นได้ แต่ควรระวังเลือดออกมาก ปวดรุนแรง และการติดเชื้อ การดูแลเบื้องต้นควรเน้นทำความสะอาดอย่างอ่อนโยน ลดการเบ่ง และไม่บีบหรือเจาะก้อนด้วยตัวเอง หากมีเลือดออกทางทวารหนักควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ และหากมีเลือดออกมากไม่หยุดหรือมีอาการหน้ามืดเป็นลม ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที
คำถามที่พบบ่อย
Q: ริดสีดวงแตกเลือดออกกี่วันถึงหยุด?
A: ไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน เลือดออกเล็กน้อยบางกรณีอาจหยุดได้เอง แต่หากมีเลือดออกต่อเนื่อง ออกซ้ำ หรือปริมาณมาก ควรได้รับการตรวจ ไม่ควรรอให้ครบจำนวนวันที่กำหนด
Q: ริดสีดวงแตกแล้วเจ็บน้อยลง แปลว่าหายหรือยัง?
A: ไม่เสมอไป โดยเฉพาะริดสีดวงภายนอกที่มีลิ่มเลือด แม้อาการปวดอาจลดลงหลังมีเลือดออก แต่ยังอาจมีแผลหรือก้อนหลงเหลืออยู่
Q: ริดสีดวงแตกเป็นแผล ทายาเองได้ไหม?
A: ไม่ควรใช้ยาทุกชนิดกับแผลเปิดโดยไม่ตรวจสอบข้อบ่งใช้ เพราะยาทาริดสีดวงบางสูตรอาจไม่เหมาะกับผิวหนังที่เป็นแผล ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ก่อนใช้
Q: ริดสีดวงแตกทำให้เสียเลือดจนโลหิตจางได้ไหม?
A: ได้ในบางกรณี หากมีเลือดออกซ้ำหรือเรื้อรัง แต่ต้องตรวจหาสาเหตุอื่นของเลือดออกทางเดินอาหารร่วมด้วย ไม่ควรสรุปว่าโลหิตจางเกิดจากริดสีดวงโดยไม่มีการประเมิน
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









