หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ป้องกันไตเสื่อมอย่างไร? 8 วิธีลดความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง

ป้องกันไตเสื่อมอย่างไร? 8 วิธีลดความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง

ป้องกันไตเสื่อมอย่างไร? 8 วิธีลดความเสี่ยงโรคไตเรื้อรัง

การป้องกันไตเสื่อมไม่ใช่การหายาหรืออาหารชนิดใดชนิดหนึ่งมาบำรุงไต แต่คือการลดปัจจัยที่ทำร้ายไตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมเบาหวานและความดัน ลดอาหารเค็ม ไม่สูบบุหรี่ ระวังยาที่อาจกระทบไต และตรวจการทำงานของไตเมื่อมีปัจจัยเสี่ยง สิ่งสำคัญคือไม่ควรรอให้มีอาการ เพราะโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีสัญญาณชัดเจน การเริ่มดูแลตั้งแต่ไตยังทำงานดีจึงมีโอกาสป้องกันหรือชะลอความเสียหายได้มากกว่า 

1. ควบคุมน้ำตาลในเลือด ป้องกันเบาหวานทำร้ายไต

เบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคไตเรื้อรัง หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเวลานาน หลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไตอาจได้รับความเสียหาย จนเกิดอัลบูมินรั่วในปัสสาวะและการทำงานของไตลดลง หากเป็นเบาหวานอยู่แล้ว ควร

  • ควบคุมระดับน้ำตาลตามเป้าหมายที่กำหนดร่วมกับทีมรักษา
  • รับประทานยาตามที่ได้รับ
  • ติดตาม HbA1c ตามความเหมาะสม
  • ตรวจการทำงานของไตตามกำหนด
  • ควบคุมความดันและปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย

อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานทำให้ไตเสื่อมได้อย่างไร? รู้ทันโรคไตจากเบาหวาน

2. ควบคุมความดัน ไม่ปล่อยให้สูงเรื้อรัง

ความดันโลหิตสูงสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กภายในไต หากปล่อยไว้นาน ๆ หน่วยกรองไตอาจได้รับความเสียหายและการทำงานของไตค่อย ๆ ลดลง ควร

  • วัดความดันเป็นระยะ
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่งหากได้รับการวินิจฉัยแล้ว
  • ลดอาหารเค็ม
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  • ไม่หยุดยาความดันเองเมื่อค่าความดันดีขึ้น

การควบคุมความดันไม่เพียงช่วยปกป้องไต แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย

อ่านเพิ่มเติม: ความดันโลหิตสูงทำให้ไตเสื่อมได้หรือไม่?

3. ลดเค็ม ไม่ใช่แค่ลดเกลือ

การได้รับโซเดียมมากเกินไปสัมพันธ์กับความดันโลหิตที่สูงขึ้น และทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น การลดโซเดียมจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดปัจจัยที่ทำร้ายไต โซเดียมจำนวนมากมาจาก

  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊ว
  • ซอสปรุงรส
  • ผงปรุงรส
  • อาหารหมักดอง
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • ไส้กรอก แฮม และเนื้อแปรรูป
  • อาหารสำเร็จรูป
  • ขนมขบเคี้ยว

วิธีง่ายที่สุดคือ ลดอาหารแปรรูปและชิมก่อนปรุงเพิ่ม รวมถึงอ่านฉลากโภชนาการเพื่อเปรียบเทียบปริมาณโซเดียมระหว่างผลิตภัณฑ์

4. ระวังยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs 

หนึ่งในพฤติกรรมที่อาจทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัวคือ การใช้ยาแก้ปวดบางชนิดบ่อยหรือเป็นเวลานาน ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ibuprofen และ naproxen สามารถลดการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ไต และเพิ่มความเสี่ยงต่อไตบาดเจ็บ โดยเฉพาะในผู้ที่ 

  • มีโรคไตอยู่แล้ว
  • เป็นเบาหวาน
  • มีความดันโลหิตสูง
  • เป็นผู้สูงอายุ
  • มีภาวะขาดน้ำ
  • ใช้ยาบางชนิดร่วมกัน

จึงไม่ควรซื้อยาแก้ปวดกินต่อเนื่องเองโดยไม่ทราบว่าเป็นยากลุ่มใด หากต้องใช้ยาเป็นประจำควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรว่ามีผลต่อไตหรือไม่ 

5. ดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่ต้อง “ยิ่งเยอะยิ่งดี” 

ความเชื่อที่พบบ่อยคือ ต้องดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อขับของเสียและล้างไต แต่ร่างกายไม่ได้ต้องการน้ำปริมาณเท่ากันทุกคน ความต้องการน้ำขึ้นอยู่กับ 

  • ขนาดร่างกาย
  • อากาศ
  • การออกกำลังกาย
  • การเสียเหงื่อ
  • อาหาร
  • โรคประจำตัว
  • ยาที่ใช้

ส่วนผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจอยู่แล้ว ปริมาณน้ำที่เหมาะสมอาจแตกต่างออกไป และบางรายอาจต้องจำกัดน้ำตามคำแนะนำของทีมรักษา 

6. ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกายสม่ำเสมอ 

น้ำหนักเกินและการไม่ค่อยเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพหลายอย่างที่เพิ่มความเสี่ยงโรคไต เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด การออกกำลังกายจึงไม่ได้ช่วยไตโดยการ “กระตุ้นการขับของเสีย” แต่ช่วยลดปัจจัยที่ทำให้ไตเสียหายในระยะยาว สามารถเริ่มจากกิจกรรมง่าย ๆ เช่น 

  • เดินเร็ว
  • ปั่นจักรยาน
  • ว่ายน้ำ
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิก
  • ฝึกกล้ามเนื้อตามความเหมาะสม

7. ไม่สูบบุหรี่ และดูแลสุขภาพหัวใจไปพร้อมกับไต 

การสูบบุหรี่ทำร้ายหลอดเลือดและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ขณะที่ผู้ที่มีโรคหัวใจ เบาหวาน หรือความดันสูงก็มีความเสี่ยง CKD สูงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น การดูแลไตควรเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพโดยรวม ไม่ใช่แยกออกจากการดูแล 

  • ความดัน
  • น้ำตาล
  • ไขมันในเลือด
  • น้ำหนัก
  • การออกกำลังกาย
  • การสูบบุหรี่

8. มีความเสี่ยงต้องตรวจไต แม้ไม่มีอาการ 

โรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการ การรอให้มีขาบวม ปัสสาวะผิดปกติ หรืออ่อนเพลียมากก่อนจึงตรวจ อาจทำให้พบโรคเมื่อไตเสียหายไปแล้ว กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญกับการประเมินไต ได้แก่ ผู้ที่มี 

  • เบาหวาน
  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ประวัติครอบครัวเป็นโรคไตหรือไตวาย
  • ปัจจัยเสี่ยงอื่นตามการประเมินของแพทย์

สรุป

การป้องกันไตเสื่อมเริ่มได้ก่อนที่ค่าไตจะผิดปกติ โดยหัวใจสำคัญคือควบคุมเบาหวานและความดัน ลดอาหารเค็ม ระวังการใช้ยา NSAIDs ไม่สูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย และดื่มน้ำให้เหมาะสม ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงควรตรวจการทำงานของไตแม้ไม่มีอาการ เพราะ CKD ระยะแรกอาจไม่แสดงความผิดปกติให้สังเกตได้ การรู้ความเสี่ยงและดูแลตั้งแต่วันนี้จึงมีประโยชน์กว่าการรอให้ค่าไตลดลงแล้วจึงเริ่มปกป้องไต

คำถามที่พบบ่อย

Q: ดื่มน้ำเยอะช่วยป้องกันไตเสื่อมไหม?

A: ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมากกว่าความต้องการเพื่อหวังล้างไต สิ่งสำคัญคือหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำและดื่มให้เหมาะกับร่างกาย ผู้ที่มีโรคไตหรือโรคหัวใจอาจต้องปรับปริมาณน้ำเป็นรายบุคคล

Q: กินเค็มทำให้ไตเสื่อมไหม?

A: การได้รับโซเดียมสูงสามารถทำให้ความดันควบคุมยากขึ้น ซึ่งความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำร้ายไต การลดโซเดียมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันโรคไต

Q: กินยาแก้ปวดบ่อยทำให้ไตเสื่อมได้ไหม?

A: ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs สามารถทำร้ายไตได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้ต่อเนื่องหรือใช้ในช่วงที่ร่างกายขาดน้ำ และความเสี่ยงสูงขึ้นในผู้ที่มี CKD เบาหวาน หรือความดันสูง

Q: ไม่มีเบาหวานหรือความดัน จะเป็นโรคไตได้ไหม?

A: ได้ แม้เบาหวานและความดันสูงเป็นสาเหตุสำคัญ แต่ CKD ยังเกิดจากโรคของหน่วยไต โรคทางพันธุกรรม การอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ การติดเชื้อ และสาเหตุอื่นได้

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Maxitin Formula 2

Maxitin Formula 2

ไตและทางเดินปัสสาวะ // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top