ความดันโลหิตสูงสามารถทำให้ไตเสื่อมได้ เพราะแรงดันที่สูงต่อเนื่องสามารถทำลายหลอดเลือดขนาดเล็กและระบบกรองภายในไต เมื่อเลือดไปเลี้ยงไตและการกรองเลือดทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม การทำงานของไตอาจค่อย ๆ ลดลงจนเกิดโรคไตเรื้อรังได้
ความดันสูงทำให้ไตเสื่อมได้อย่างไร?
ไตต้องอาศัยหลอดเลือดจำนวนมากเพื่อนำเลือดเข้าสู่หน่วยกรองของไต ก่อนกรองของเสียและน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย หากความดันโลหิตสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน หลอดเลือดภายในไตอาจได้รับความเสียหาย ทำให้
- หลอดเลือดตีบและแข็งขึ้น
- เลือดไปเลี้ยงเนื้อไตลดลง
- หน่วยกรองไตได้รับความเสียหาย
- อาจมีโปรตีนอัลบูมินรั่วออกมาในปัสสาวะ
- ความสามารถในการกรองเลือดค่อย ๆ ลดลง
เมื่อความเสียหายสะสมมากขึ้น ค่า eGFR ซึ่งใช้ประเมินการกรองของไตอาจค่อย ๆ ลดลง และนำไปสู่โรคไตเรื้อรังได้
ทำไมไตเสื่อมจึงทำให้ความดันสูงขึ้นได้?
ไตมีบทบาทสำคัญในการควบคุมปริมาณโซเดียม น้ำ และความดันโลหิต ของร่างกาย เมื่อไตทำงานลดลง อาจเกิด
- การขับโซเดียมลดลง
- น้ำคั่งในร่างกายมากขึ้น
- ปริมาณเลือดในระบบไหลเวียนเพิ่มขึ้น
- ระบบฮอร์โมนที่ควบคุมความดันทำงานผิดสมดุล
ผลคือความดันโลหิตอาจสูงขึ้นหรือควบคุมได้ยากกว่าเดิม เป็นเหตุผลว่าทำไมการควบคุมความดันจึงเป็นส่วนสำคัญมากของการชะลอโรคไตเรื้อรัง
ความดันสูงเท่าไรถึงทำให้ไตเสื่อม?
ไม่สามารถระบุได้ว่า “ความดันถึงตัวเลขนี้แล้วไตจะเสื่อม” เพราะความเสียหายของไตขึ้นอยู่กับทั้งระดับความดัน ระยะเวลาที่ความดันสูง และปัจจัยเสี่ยงอื่นของแต่ละคน โดยเฉพาะหากมีโรคร่วม เช่น
- เบาหวาน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคไตเรื้อรังอยู่เดิม
- โปรตีนอัลบูมินรั่วในปัสสาวะ
- สูบบุหรี่
- น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
ความดันสูงทำให้ไตเสื่อม มีอาการอย่างไร?
ความดันโลหิตสูงและโรคไตเรื้อรังระยะแรกมักไม่มีอาการชัดเจน บางคนมีความดันสูงมาหลายปีแต่ยังรู้สึกปกติ ขณะเดียวกันไตก็อาจเริ่มได้รับความเสียหายแล้ว เมื่อโรคไตรุนแรงขึ้น อาจพบอาการ เช่น
- เท้าหรือขาบวม
- ปัสสาวะเปลี่ยนแปลง
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้
- คันตามตัว
- หายใจเหนื่อยจากภาวะน้ำเกิน
ความดันสูง แต่ค่าไตยังปกติ ต้องกังวลไหม?
แม้ผลตรวจไตในปัจจุบันยังปกติ ก็ไม่ได้หมายความว่าควรปล่อยความดันสูงไว้โดยไม่ควบคุม ความเสียหายจากความดันสูงมักเกิดสะสมในระยะยาว การควบคุมความดันจึงเป็นการป้องกันความเสียหายของไตก่อนที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่รอให้ค่า eGFR ลดลงแล้วจึงเริ่มรักษา โดยเฉพาะผู้ที่มีเบาหวาน โรคหัวใจ หรือปัจจัยเสี่ยงโรคไตร่วมด้วย ควรติดตามการทำงานของไตตามความเหมาะสม
ลดเค็มช่วยทั้งความดันและไตอย่างไร?
โซเดียมทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำมากขึ้น หากได้รับมากเกินไปอาจทำให้ความดันสูงขึ้น บวมง่ายขึ้น ควบคุมความดันได้ยาก เพิ่มภาระต่อหัวใจและไต ดังนั้น การลดอาหารเค็มจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลทั้งความดันและโรคไต อาหารที่มักมีโซเดียมสูง ได้แก่
- น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส
- อาหารหมักดอง
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- ไส้กรอก แฮม และเนื้อแปรรูป
- อาหารสำเร็จรูป
- ขนมขบเคี้ยวรสเค็ม
การลดเค็มไม่ได้หมายถึงเพียง “ไม่เติมเกลือ” เพราะโซเดียมจำนวนมากซ่อนอยู่ในเครื่องปรุงและอาหารแปรรูปด้วย
ควบคุมความดันแล้ว ไตจะกลับมาปกติไหม?
หากไตเกิดความเสียหายเรื้อรังและถาวรแล้ว การควบคุมความดันไม่ได้หมายความว่าเนื้อไตจะกลับมาเป็นปกติทั้งหมด แต่การควบคุมความดันอย่างเหมาะสมมีความสำคัญมาก เพราะช่วย
- ลดความเสียหายต่อหลอดเลือดไต
- ลดการดำเนินของ CKD
- ลด albuminuria ในผู้ป่วยบางกลุ่มเมื่อได้รับการรักษาที่เหมาะสม
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
ดังนั้น เป้าหมายสำคัญคือ รักษาการทำงานของไตที่เหลืออยู่และชะลอไม่ให้ไตเสื่อมเร็วขึ้น
สรุป
ความดันโลหิตสูงสามารถทำให้ไตเสื่อมได้จากความเสียหายของหลอดเลือดและหน่วยกรองไต ขณะเดียวกันเมื่อไตเสื่อม การขับโซเดียมและน้ำลดลงก็สามารถทำให้ความดันสูงขึ้น จึงเกิดเป็นวงจรที่ทั้งสองภาวะส่งผลต่อกัน การควบคุมความดัน ลดโซเดียม ใช้ยาตามข้อบ่งชี้ และติดตามทั้ง eGFR และ UACR จึงเป็นส่วนสำคัญของการปกป้องไตและชะลอโรคไตเรื้อรัง
คำถามที่พบบ่อย
Q: ความดันสูงทำให้ไตเสื่อมจริงไหม?
A: จริง ความดันที่สูงต่อเนื่องสามารถทำลายหลอดเลือดและระบบกรองภายในไต ทำให้การทำงานของไตค่อย ๆ ลดลงได้
Q: ไตเสื่อมทำให้ความดันสูงได้ไหม?
A: ได้ เมื่อไตขับโซเดียมและน้ำได้ลดลง รวมถึงระบบควบคุมความดันเกิดความผิดสมดุล ความดันอาจสูงขึ้นหรือควบคุมได้ยากกว่าเดิม
Q: เป็นความดันสูงแต่ไม่มีอาการ ต้องตรวจไตไหม?
A: ควรประเมินตามความเหมาะสม เพราะทั้งความดันสูงและ CKD ระยะแรกอาจไม่มีอาการ การตรวจ eGFR และ UACR ช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจยังไม่แสดงอาการได้
Q: ทำไมคนเป็นโรคไตต้องลดเค็ม?
A: โซเดียมมากเกินไปทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำ เพิ่มความดันและอาการบวม การลดโซเดียมจึงช่วยควบคุมความดันและลดภาระจากภาวะน้ำเกิน
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









