ริดสีดวงทวารรักษาได้หลายวิธี ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมการขับถ่าย การใช้ยาบรรเทาอาการ การรัดยางริดสีดวง ไปจนถึงการผ่าตัด โดยไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่จำเป็นต้องผ่าตัด หากอาการไม่รุนแรง การเพิ่มใยอาหาร ลดการเบ่ง และใช้ยาตามความเหมาะสมอาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ผู้ที่มีเลือดออกซ้ำ มีก้อนยื่นมาก หรืออาการไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น อาจต้องพิจารณาวิธีรักษาเพิ่มเติมตามชนิดและความรุนแรงของริดสีดวง
ริดสีดวงรักษาได้ด้วยวิธีใดบ้าง?
แนวทางรักษาริดสีดวงแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก โดยแต่ละวิธีมีจุดประสงค์และความเหมาะสมแตกต่างกัน
1. รักษาริดสีดวงด้วยการปรับพฤติกรรม
การปรับอาหารและพฤติกรรมการขับถ่ายเป็นแนวทางแรกที่สำคัญ เพราะช่วยลดการเบ่งและแรงกดบริเวณทวาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้อาการริดสีดวงกำเริบได้ วิธีดูแลตัวเองที่แนะนำ ได้แก่
- เพิ่มใยอาหาร รับประทานผัก ผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายง่าย
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ ช่วยให้ใยอาหารทำงานได้ดีขึ้น โดยปรับปริมาณตามสุขภาพและข้อจำกัดของแต่ละคน
- หลีกเลี่ยงการเบ่งแรง ไม่ควรพยายามเบ่งต่อเนื่องเมื่ออุจจาระไม่ออก
- ไม่นั่งบนโถส้วมนาน โดยเฉพาะการเล่นโทรศัพท์หรืออ่านหนังสือระหว่างขับถ่าย
- ไม่กลั้นอุจจาระ เมื่อรู้สึกอยากถ่ายควรเข้าห้องน้ำ
- แช่น้ำอุ่นบริเวณก้น ประมาณ 10–15 นาที อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหรือระคายเคืองได้
ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มใยอาหารและปรับพฤติกรรมการขับถ่ายเป็นการรักษาขั้นแรก โดยมีหลักฐานว่าการเพิ่มใยอาหารช่วยลดอาการริดสีดวงที่ยังคงอยู่ได้
2. รักษาริดสีดวงด้วยยา
ยารักษาริดสีดวงมีหลายรูปแบบ เช่น ยาทา ยาเหน็บ และยารับประทาน โดยส่วนใหญ่มีบทบาทในการบรรเทาอาการ ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ก้อนริดสีดวงทุกชนิดหายไปอย่างถาวร ตัวอย่างการใช้ยา ได้แก่
- ยาทาหรือขี้ผึ้งทาภายนอก ใช้บรรเทาอาการคัน ปวด หรือระคายเคืองบริเวณรอบทวารตามข้อบ่งใช้
- ยาเหน็บทวารหนัก ใช้ในบางกรณีตามชนิดยาและคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
- ยาบรรเทาปวด อาจใช้เมื่อมีอาการเจ็บ โดยต้องพิจารณาข้อห้ามและโรคประจำตัว
- ยาเพิ่มกากใยหรือยาช่วยให้อุจจาระนิ่ม ใช้เมื่อมีปัญหาท้องผูกหรืออุจจาระแข็งร่วมด้วย
- ยารับประทานบางกลุ่ม อาจช่วยลดอาการริดสีดวงได้ในผู้ป่วยบางราย แต่ประสิทธิผลขึ้นอยู่กับชนิดยาและหลักฐานสนับสนุน
ยาทาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีคำแนะนำ เนื่องจากอาจทำให้ผิวหนังระคายเคืองหรือบางลงได้
3. การรัดยางริดสีดวงและหัตถการอื่น ๆ
หากปรับพฤติกรรมและใช้ยาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น อาจพิจารณาหัตถการที่ช่วยให้เนื้อเยื่อริดสีดวงหดตัวหรือยึดติดอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม วิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่
- การรัดยางริดสีดวง (Rubber Band Ligation) เป็นการใช้ยางขนาดเล็กรัดบริเวณฐานของริดสีดวงภายใน เพื่อลดเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนที่ถูกรัด ทำให้เนื้อเยื่อนั้นฝ่อและหลุดออกในเวลาต่อมา วิธีนี้ใช้กับริดสีดวงภายในบางระยะ ไม่ใช่การรัดก้อนริดสีดวงภายนอก
- การฉีดยารักษาริดสีดวง (Sclerotherapy) เป็นการฉีดสารเข้าไปในเนื้อเยื่อริดสีดวง เพื่อให้เกิดพังผืดและช่วยลดขนาดหรืออาการเลือดออก
- การรักษาด้วยแสงอินฟราเรด (Infrared Coagulation) เป็นการใช้พลังงานความร้อนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและช่วยลดเลือดที่ไปเลี้ยงริดสีดวง
ผู้ป่วยริดสีดวงภายใน Grade I–II และ Grade III บางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาเบื้องต้น สามารถรักษาด้วยหัตถการในคลินิกได้ โดยการรัดยางถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงในกลุ่มนี้
4. ริดสีดวงแบบไหนต้องผ่าตัด?
การผ่าตัดมักพิจารณาในผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น
- ริดสีดวงภายในที่ยื่นออกมามากและรบกวนชีวิตประจำวัน
- ริดสีดวงภายในและภายนอกที่มีอาการร่วมกัน โดยเฉพาะ Grade III–IV
- มีเลือดออกหรืออาการรบกวนต่อเนื่องแม้ได้รับการรักษาแล้ว
- มีลักษณะของโรคที่ไม่เหมาะกับการรักษาด้วยหัตถการในคลินิก
วิธีผ่าตัดมีหลายรูปแบบ เช่น การตัดริดสีดวงออก ซึ่งสามารถรักษาเนื้อเยื่อริดสีดวงที่มีปัญหาได้โดยตรง แต่มีระยะพักฟื้นและความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย ริดสีดวงระยะ 3 ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน และแม้เป็นระยะ 4 ก็ต้องประเมินอาการและลักษณะโรคก่อนตัดสินใจเลือกวิธีรักษา
การรักษาริดสีดวงในทางการแพทย์แผนจีน
ในทางการแพทย์แผนจีน การดูแลริดสีดวงจะพิจารณาจากลักษณะอาการร่วมกัน เช่น ก้อนบวม ปวด แสบร้อน หรือมีเลือดออก แล้วจึงเลือกแนวทางดูแลให้เหมาะสม ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอาการบวม แดง หรือแสบร้อนบริเวณทวาร อาจอธิบายตามทฤษฎีการแพทย์จีนว่าเกี่ยวข้องกับภาวะความร้อนและความชื้นสะสม ส่วนผู้ที่มีอาการปวดหรือมีก้อนบวมบางลักษณะ อาจพิจารณาร่วมกับภาวะเลือดคั่ง การรักษาในทางการแพทย์แผนจีนจึงต้องดูแลทั้งภายในและภายนอกไปพร้อม ๆ กัน ตำรับยาสมุนไพรจีนสำหรับใช้ภายนอกประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Diyu, Dihuang, Danggui, Taoren, Huanglian ฯลฯ มีสรรพคุณระบายความร้อน ลดอาการบวมและระคายเคือง ช่วยห้ามเลือด และส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดบริเวณที่มีอาการ จึงนำมาใช้ดูแลอาการของริดสีดวงทวารบางลักษณะ เช่น บวม เจ็บ แสบร้อน หรือมีเลือดออก
อาการแบบไหนควรรีบไปพบแพทย์
แม้ริดสีดวงบางรายจะดูแลอาการเบื้องต้นได้ แต่ควรได้รับการตรวจหากมีอาการดังต่อไปนี้
- มีเลือดออกทางทวารหนัก โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุ
- เลือดออกซ้ำหรือมีปริมาณมากขึ้น
- ปวดทวารหนักรุนแรง หรือมีก้อนแข็งเจ็บเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
- มีก้อนยื่นออกมาแล้วดันกลับไม่ได้
- มีไข้ หนอง หรือบวมแดงร่วมด้วย
- ดูแลตัวเองแล้วอาการไม่ดีขึ้นภายในประมาณ 1 สัปดาห์
หากเลือดออกมากจนหน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หรืออ่อนแรงผิดปกติ ควรไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการเสียเลือดที่รุนแรง
สรุป
ริดสีดวงทวารรักษาได้หลายวิธี โดยเริ่มจากการปรับอาหารและพฤติกรรมการขับถ่ายเพื่อลดการเบ่งและแรงกดบริเวณทวาร หากยังมีอาการอาจใช้ยาบรรเทาหรือพิจารณาหัตถการ เช่น การรัดยางริดสีดวง ส่วนการผ่าตัดเหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีก้อนยื่นมาก มีอาการรุนแรง หรือไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น ทั้งนี้การเลือกวิธีรักษาควรพิจารณาตามชนิดของริดสีดวง อาการ และความเหมาะสมของแต่ละคน ไม่ใช่ตัดสินจากระยะของโรคเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย
Q: ริดสีดวงรักษาโดยไม่ผ่าตัดได้ไหม?
A: ได้ ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถดูแลด้วยการปรับพฤติกรรมและใช้ยาบรรเทาอาการ ส่วนบางรายอาจรักษาด้วยหัตถการ เช่น การรัดยาง โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดใหญ่
Q: ยาทาริดสีดวงทำให้ก้อนยุบได้ไหม?
A: ยาทาบางชนิดช่วยบรรเทาอาการบวม คัน หรือปวดได้
Q: ริดสีดวงรักษาหายขาดได้ไหม?
A: การรักษาสามารถทำให้อาการดีขึ้นหรือกำจัดเนื้อเยื่อริดสีดวงที่มีปัญหาได้ในบางกรณี แต่ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ โดยเฉพาะหากยังมีท้องผูก เบ่งถ่ายแรง หรือนั่งบนโถส้วมนานเป็นประจำ
Q: เป็นริดสีดวงระยะ 3 ต้องผ่าตัดไหม?
A: ผู้ป่วย Grade III บางรายสามารถรักษาด้วยหัตถการในคลินิกได้ การตัดสินใจขึ้นอยู่กับอาการ ขนาดและลักษณะของก้อน รวมถึงผลจากการรักษาที่ผ่านมา
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









