หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ท้องเสียและอาหารเป็นพิษคืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน

ท้องเสียและอาหารเป็นพิษคืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีรักษา และการป้องกัน

ท้องเสียและอาหารเป็นพิษคืออะไร? อาการ สาเหตุ วิธีรักษา

ท้องเสียเป็น “อาการ” ส่วนอาหารเป็นพิษเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดท้องเสียได้ โดยท้องเสียหมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน หรือถ่ายเหลวกว่าปกติของแต่ละคน ส่วนอาหารเป็นพิษมักเกิดหลังรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคหรือสารปนเปื้อนเข้าสู่ร่างกาย และอาจมีอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย อาการส่วนใหญ่อาจหายได้เอง แต่สิ่งที่ต้องระวังมากที่สุดคือ ภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว ดังนั้นการดูแลที่สำคัญจึงไม่ใช่เพียงการทำให้หยุดถ่าย แต่ต้องทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่ร่างกายสูญเสียไปอย่างเหมาะสม 

ท้องเสียคืออะไร?

องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้นิยามท้องเสียว่าเป็นการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ ตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเหลวกว่าที่เป็นปกติของบุคคลนั้น โดยการถ่ายบ่อยแต่ยังเป็นอุจจาระก้อนไม่ถือว่าเป็นท้องเสีย ในทางคลินิกสามารถแบ่งท้องเสียออกเป็นกลุ่มสำคัญ เช่น 

  • ท้องเสียเฉียบพลันแบบถ่ายเป็นน้ำ มักเกิดขึ้นเป็นชั่วโมงหรือหลายวัน
  • ท้องเสียที่มีเลือดปน ซึ่งต้องระวังการติดเชื้อหรือลำไส้อักเสบ
  • ท้องเสียเรื้อรังหรือต่อเนื่อง หากอาการนานตั้งแต่ 14 วันขึ้นไป

ท้องเสียจึงไม่ใช่ชื่อโรคหนึ่งโรค แต่เป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การติดเชื้อ อาหาร ยาบางชนิด ไปจนถึงโรคของระบบทางเดินอาหาร

อาหารเป็นพิษคืออะไร?

อาหารเป็นพิษเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรค สารพิษที่เชื้อสร้างขึ้น หรือสิ่งปนเปื้อนบางชนิด เมื่อเข้าสู่ระบบทางเดินอาหารจึงทำให้เกิดอาการต่าง ๆ ตามมา อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำ
  • ปวดหรือบิดท้อง
  • คลื่นไส้
  • อาเจียน
  • เบื่ออาหาร
  • อ่อนเพลีย
  • อาจมีไข้ในบางราย

ความรุนแรงและระยะเวลาของอาการแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อ ปริมาณที่ได้รับ อายุ สุขภาพของผู้ป่วย และภาวะภูมิคุ้มกัน ดังนั้น มีอาการท้องเสียหลังรับประทานอาหารไม่ได้หมายความว่าเป็นอาหารเป็นพิษเสมอไป เพราะท้องเสียสามารถเกิดจากไวรัส ยา ความผิดปกติของลำไส้ หรือสาเหตุอื่นได้เช่นกัน 

สาเหตุของท้องเสียและอาหารเป็นพิษมีอะไรบ้าง?

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของท้องเสียเฉียบพลันคือการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร ซึ่งอาจมาจากไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต เชื้อสามารถแพร่ผ่านอาหาร น้ำ หรือมือที่ปนเปื้อน โดยเฉพาะเมื่อสุขอนามัยในการเตรียมอาหารไม่เหมาะสม ตัวอย่างเชื้อที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ norovirus, rotavirus, Salmonella, Campylobacter และเชื้อ E. coli บางชนิด อย่างไรก็ตาม การพิจารณาสาเหตุจากอาการเพียงอย่างเดียวอาจไม่แม่นยำ จึงไม่ควรเลือกใช้ยาปฏิชีวนะเองโดยไม่ได้รับการประเมินจากแพทย์ นอกจากการติดเชื้อแล้ว ท้องเสียยังเกิดได้จากอาหารบางชนิด ยาหรืออาหารเสริมบางประเภท รวมถึงโรคของระบบทางเดินอาหาร 

อาการแบบไหนต้องระวัง? 

สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อมีอาการท้องเสียคือการประเมินว่า ร่างกายเริ่มขาดน้ำหรือไม่ เพราะทุกครั้งที่ถ่ายเป็นน้ำ ร่างกายไม่ได้สูญเสียเฉพาะน้ำ แต่ยังสูญเสียเกลือแร่ เช่น โซเดียมและโพแทสเซียม หากสูญเสียมากเกินไปอาจทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ผิดปกติได้ สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ 

  • กระหายน้ำมาก ปากหรือคอแห้ง
  • ปัสสาวะน้อยลงหรือสีเข้มมาก
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • อ่อนเพลียผิดปกติ
  • ดื่มน้ำไม่ได้หรืออาเจียนตลอด
  • ซึมหรือระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป
  • ถ่ายเป็นเลือด
  • ปวดท้องรุนแรง

ท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษควรทำอย่างไร? 

หลักสำคัญของการรักษาท้องเสียเฉียบพลันคือ ป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ 

1. ทดแทนน้ำและเกลือแร่ด้วย ORS  ORS (Oral Rehydration Salts) เป็นสารละลายน้ำตาลและเกลือแร่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ลำไส้ดูดซึมน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทาง IDSA แนะนำ ORS เป็นการรักษาลำดับแรกสำหรับภาวะขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลางจากท้องเสียเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใด 

2. ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร  เมื่อสามารถดื่มน้ำและรับประทานอาหารได้แล้ว สามารถกลับมารับประทานอาหารที่เหมาะสมตามปกติ ไม่จำเป็นต้องอดอาหารเพื่อให้ลำไส้ “พัก” อาหารที่เหมาะควรย่อยง่าย ไม่มันจัด และรับประทานครั้งละไม่มาก หากยังมีคลื่นไส้หรืออาเจียนอาจแบ่งอาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ 

3. ไม่ควรกินยาปฏิชีวนะเองทุกครั้ง  ท้องเสียจากการติดเชื้อไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้ยาปฏิชีวนะเสมอไป เพราะท้องเสียหลายกรณีเกิดจากไวรัส หรือสามารถหายได้เองด้วยการรักษาประคับประคอง แม้แต่อาหารเป็นพิษจากแบคทีเรียบางชนิด เช่น Clostridium perfringens คนส่วนใหญ่ก็สามารถหายได้โดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ โดยหัวใจสำคัญยังคงเป็นการดื่มน้ำและป้องกันภาวะขาดน้ำ 

อาการท้องเสียในทัศนะการแพทย์แผนจีน 

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการถ่ายเหลวอาจเกิดได้จากหลายรูปแบบ จึงไม่ได้มองว่าท้องเสียทุกคนมีสาเหตุเหมือนกัน หนึ่งในรูปแบบที่พบในตำราแพทย์จีนคือ ความชื้น รบกวนการทำงานของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร ทำให้การย่อยและการลำเลียงสารอาหารเสียสมดุล การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Guanghuoxiang, Zisuye, Houpo, Chenpi, Fuling ฯลฯ ที่มีสรรพคุณขับความชื้น กระจายลมเย็น ปรับการไหลเวียนของพลังชี่ และปรับสมดุลการทำงานของม้ามและกระเพาะอาหาร จึงเหมาะกับกลุ่มอาการที่มีลักษณะของความชื้นรบกวนระบบทางเดินอาหาร

ป้องกันท้องเสียและอาหารเป็นพิษได้อย่างไร?

การลดความเสี่ยงทำได้ตั้งแต่การเลือกอาหารจนถึงการเตรียมและเก็บรักษาอาหาร โดยหลักสำคัญคือรับประทานอาหารที่ปรุงสุก ใช้น้ำสะอาด ล้างมือด้วยสบู่ แยกอาหารดิบออกจากอาหารที่พร้อมรับประทาน และเก็บอาหารในอุณหภูมิที่เหมาะสม WHO ระบุว่าการเข้าถึงน้ำสะอาด สุขอนามัยที่ดี และการล้างมือด้วยสบู่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคท้องเสียได้

สรุป

ท้องเสียเป็นอาการที่เกิดได้จากหลายสาเหตุ ส่วนอาหารเป็นพิษเป็นหนึ่งในภาวะที่ทำให้เกิดท้องเสียได้ สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อเริ่มมีอาการคือป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยดื่ม ORS อย่างเหมาะสมและสังเกตสัญญาณอันตราย ไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะทุกครั้ง สำหรับศาสตร์การแพทย์แผนจีน อาการถ่ายเหลวบางรูปแบบอาจเกี่ยวข้องกับภาวะความชื้นรบกวนระบบม้ามและกระเพาะอาหาร และอาจพิจารณายาสมุนไพรจีนตามการวินิจฉัยที่เหมาะสม แต่ไม่ควรใช้แทนการรักษามาตรฐานหรือชะลอการพบแพทย์เมื่อมีอาการรุนแรง

คำถามที่พบบ่อย

Q: ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษเหมือนกันหรือไม่?

A: ไม่เหมือนกัน ท้องเสียเป็นอาการ ส่วนอาหารเป็นพิษเป็นภาวะที่เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน และอาหารเป็นพิษอาจทำให้เกิดท้องเสีย อาเจียน ปวดท้อง หรือมีไข้ได้

Q: ท้องเสียต้องหยุดถ่ายให้เร็วที่สุดหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น เป้าหมายแรกของการดูแลท้องเสียคือการป้องกันภาวะขาดน้ำด้วยการทดแทนน้ำและเกลือแร่ ส่วนยาที่ทำให้การเคลื่อนไหวของลำไส้ลดลงไม่เหมาะกับผู้ป่วยทุกคน และไม่ควรใช้แทน ORS

Q: ท้องเสียควรกิน ORS หรือดื่มแต่น้ำเปล่า?

A: หากมีการถ่ายเหลวหลายครั้ง ORS เหมาะกว่าในการทดแทนทั้งน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป เนื่องจากมีสัดส่วนของน้ำตาลและเกลือแร่ที่ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมน้ำได้ดีขึ้น

Q: อาหารเป็นพิษต้องกินยาปฏิชีวนะหรือไม่?

A: ไม่จำเป็นทุกกรณี การรักษาขึ้นกับสาเหตุและความรุนแรง บางกรณีสามารถดีขึ้นเองโดยเน้นการทดแทนน้ำและเกลือแร่ จึงไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top