หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  โลหิตจางคืออะไร? รู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลรักษา

โลหิตจางคืออะไร? รู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลรักษา

โลหิตจางคืออะไร? รู้จักอาการ สาเหตุ และวิธีดูแลรักษา

โลหิตจาง (Anemia) คือภาวะที่ร่างกายมีจำนวนเม็ดเลือดแดงหรือระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin: Hb) ต่ำกว่าปกติ ทำให้เลือดนำออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ผู้ที่มีภาวะนี้จึงอาจมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หายใจเหนื่อย หรือดูซีดกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม โลหิตจางไม่ใช่โรคที่มีสาเหตุเดียว และไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะขาดธาตุเหล็ก การหาสาเหตุจึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนเลือกวิธีรักษา

โลหิตจางเกิดขึ้นได้อย่างไร?

เม็ดเลือดแดงมีฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยนำออกซิเจนจากปอดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อมีเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินไม่เพียงพอ เนื้อเยื่อจึงได้รับออกซิเจนน้อยลงและเกิดอาการต่าง ๆ ตามมา หากอธิบายแบบง่าย ๆ โลหิตจางสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 กลไกหลัก

  • ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงได้ไม่เพียงพอ เช่น ขาดธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือโฟเลต รวมถึงโรคบางชนิดที่รบกวนการสร้างเม็ดเลือด
  • ร่างกายสูญเสียเลือด เช่น ประจำเดือนมามาก เลือดออกในระบบทางเดินอาหาร หรือการเสียเลือดจากสาเหตุอื่น
  • เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ ซึ่งพบได้ในโรคทางพันธุกรรมหรือโรคบางประเภท

อาการโลหิตจางมีอะไรบ้าง?

หากโลหิตจางเพียงเล็กน้อย บางคนอาจยังไม่มีอาการ โดยอาการจะขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและสาเหตุของภาวะโลหิตจางด้วย อาการที่พบได้ เช่น

  • อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • ปวดศีรษะ
  • ผิวหรือเยื่อบุดูซีด
  • มือเท้าเย็น
  • หายใจเหนื่อย โดยเฉพาะเวลาออกแรง
  • ใจเต้นเร็วหรือใจสั่นในบางราย

โลหิตจางตรวจอย่างไร?

การดูว่าผิวซีดหรือรู้สึกเหนื่อยง่ายเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถยืนยันว่าเป็นโลหิตจางได้ การตรวจเลือดจึงมีบทบาทสำคัญ หนึ่งในค่าหลักคือ Hemoglobin หรือ Hb ซึ่งใช้ประเมินภาวะโลหิตจาง แต่เกณฑ์ไม่ได้มีตัวเลขเดียวที่ใช้กับทุกคน WHO ระบุว่าการแปลผลต้องพิจารณาปัจจัย เช่น อายุ เพศ และสถานะการตั้งครรภ์ด้วย แพทย์อาจใช้การตรวจ CBC (Complete Blood Count) เพื่อประเมินจำนวนและลักษณะของเซลล์เม็ดเลือด และอาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุ เช่น การประเมินภาวะขาดธาตุเหล็กตามความเหมาะสม

โลหิตจางรักษาอย่างไร?

หลักสำคัญคือ รักษาให้ตรงกับสาเหตุ ไม่ใช่ว่าเลือดจางแล้วกินธาตุเหล็กทุกคน ตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็นโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กอาจได้รับธาตุเหล็กและต้องค้นหาว่าขาดจากอะไร ส่วนผู้ที่ขาดวิตามิน B12 หรือโฟเลตต้องแก้ภาวะขาดสารอาหารนั้น หากเกิดจากโรคเรื้อรัง การเสียเลือด หรือโรคทางพันธุกรรม แนวทางรักษาก็จะแตกต่างกันออกไป จึงไม่ควรซื้อธาตุเหล็กมารับประทานเพียงเพราะมีอาการเหนื่อยหรือซีด โดยยังไม่ทราบสาเหตุ

โลหิตจางในทัศนะการแพทย์แผนจีน

ในทัศนะการแพทย์จีน อาการที่พบในผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง เช่น หน้าซีด อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ ใจสั่น หรือรู้สึกไม่มีแรง มีลักษณะสอดคล้องกับภาวะเลือดพร่อง ภาวะเลือดพร่องตามหลักการแพทย์จีนอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น 

  • รับประทานอาหารไม่เพียงพอหรือระบบย่อยอาหารทำงานอ่อนแอ 
  • การเสียเลือดเป็นเวลานาน 
  • การเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือร่างกายอ่อนแอหลังการเจ็บป่วยหรือคลอดบุตร 

ดังนั้นการดูแลจึงไม่ได้มุ่งเพียง “เติมเลือด” แต่จะพิจารณาด้วยว่าร่างกายสร้างเลือดได้ไม่เพียงพอ สูญเสียเลือด หรือมีระบบใดที่ควรได้รับการปรับสมดุลร่วมกัน 

บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการดูแลภาวะโลหิตจาง

การดูแลในทางการแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วย Ejiao, Shu Dihuang, Renshen, Dangshen และ Shanzha ซึ่งมีสรรพคุณในการบำรุงเลือดและพลังชี่ เหมาะกับผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลีย หน้าซีด เวียนศีรษะ หรืออาการอื่นที่สัมพันธ์กับภาวะชี่และเลือดพร่อง สำหรับกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่ามีผลต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือด (hematopoiesis) ผ่านหลายกลไกร่วมกัน โดยเฉพาะการสนับสนุนการทำงานของไขกระดูกและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือด 

ป้องกันโลหิตจางได้อย่างไร?

โลหิตจางบางชนิดสามารถป้องกันได้ แต่บางชนิด เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม ไม่สามารถป้องกันด้วยอาหารเพียงอย่างเดียว แนวทางดูแลทั่วไป ได้แก่

  • รับประทานอาหารให้หลากหลายและได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามิน B12 และโฟเลตอย่างเหมาะสม
  • รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีร่วมกับอาหารที่มีธาตุเหล็ก เพื่อช่วยการดูดซึมธาตุเหล็ก
  • หากมีประจำเดือนมามากหรือเสียเลือดผิดปกติ ควรหาสาเหตุ
  • ผู้ที่มีโรคเรื้อรังควรดูแลและติดตามโรคอย่างต่อเนื่อง
  • ไม่รับประทานธาตุเหล็กเสริมโดยไม่ทราบว่าร่างกายขาดจริงหรือไม่

สรุป

โลหิตจางเป็นภาวะที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบินไม่เพียงพอ จนความสามารถในการนำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อลดลง อาการที่พบได้คือซีด เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ และหายใจเหนื่อย แต่โลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ได้หมายถึงการขาดธาตุเหล็กเสมอไป การตรวจเลือดและค้นหาสาเหตุจึงเป็นหัวใจสำคัญของการรักษา ส่วนการรับประทานอาหาร การเสริมสารอาหาร หรือการใช้แนวทางการแพทย์อื่น ควรเลือกให้เหมาะกับสาเหตุและภาวะของแต่ละคน

คำถามที่พบบ่อย

Q: โลหิตจางกับเลือดจางเหมือนกันไหม?
A: โดยทั่วไปคำว่า “เลือดจาง” มักใช้เรียกภาวะโลหิตจาง (Anemia) ในภาษาพูด แต่ในทางการแพทย์จะประเมินจากผลตรวจเลือดและเกณฑ์ที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม

Q: โลหิตจางต้องขาดธาตุเหล็กทุกคนไหม?
A: ไม่จำเป็น การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุสำคัญ แต่โลหิตจางยังเกิดจากการขาดวิตามินบางชนิด โรคเรื้อรัง การเสียเลือด หรือความผิดปกติของเม็ดเลือดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้

Q: เหนื่อยง่ายและหน้าซีดแปลว่าเป็นโลหิตจางหรือไม่?
A: ยังสรุปไม่ได้ เพราะอาการเหล่านี้เกิดจากภาวะอื่นได้เช่นกัน การตรวจเลือดช่วยยืนยันว่ามีภาวะโลหิตจางหรือไม่

Q: โลหิตจางกินธาตุเหล็กได้เลยไหม?
A: ไม่ควรสรุปว่าต้องกินธาตุเหล็กทุกคน ควรตรวจหาสาเหตุก่อน เพราะการรักษาโลหิตจางขึ้นอยู่กับสาเหตุของแต่ละคน

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Collatin

Collatin

การไหลเวียนเลือด // ระบบภูมิคุ้มกัน

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top