ผู้สูงอายุเป็นโลหิตจางได้จากหลายสาเหตุ เช่น การขาดธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือโฟเลต โรคไตเรื้อรัง โรคอักเสบเรื้อรัง การเสียเลือดในทางเดินอาหาร และความผิดปกติของไขกระดูก แม้ภาวะโลหิตจางจะพบได้บ่อยขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น แต่ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติของความชรา เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องได้รับการรักษา โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือมีค่า Hb ต่ำจากการตรวจสุขภาพ ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุอย่างเหมาะสม
ทำไมผู้สูงอายุจึงพบภาวะโลหิตจางได้บ่อย?
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายอาจมีโรคประจำตัวหลายชนิด รับประทานอาหารได้น้อยลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการดูดซึมสารอาหารและการสร้างเม็ดเลือดแดง อย่างไรก็ตาม อายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำอธิบายที่เพียงพอสำหรับภาวะโลหิตจาง เพราะผู้สูงอายุจำนวนมากยังสามารถมีระดับฮีโมโกลบิน (Hemoglobin หรือ Hb) อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เมื่อพบค่า Hb ต่ำ จึงควรตรวจหาสาเหตุแทนการสรุปว่าเป็นความเสื่อมตามวัย
สาเหตุสำคัญของภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุ
1. การขาดธาตุเหล็ก วิตามิน B12 หรือโฟเลต
สารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง หากได้รับไม่เพียงพอหรือดูดซึมผิดปกติ อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ปัจจัยที่พบในผู้สูงอายุ เช่น
- รับประทานอาหารได้น้อยหรือไม่หลากหลาย
- มีปัญหาการเคี้ยวหรือการกลืน
- มีโรคของกระเพาะอาหารหรือลำไส้ที่รบกวนการดูดซึม
- ใช้ยาบางชนิดต่อเนื่อง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการดูดซึมวิตามิน B12 หรือธาตุเหล็ก
โดยเฉพาะการขาดวิตามิน B12 อาจทำให้เกิดอาการชาหรือการทรงตัวผิดปกติร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการทางระบบประสาทแม้ยังไม่พบโลหิตจางชัดเจน
2. โรคไตเรื้อรัง
ไตมีหน้าที่สร้างฮอร์โมน Erythropoietin (EPO) ซึ่งกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อไตทำงานลดลง การสร้าง EPO อาจลดลงตามไปด้วย ส่งผลให้ไขกระดูกได้รับสัญญาณกระตุ้นไม่เพียงพอ และเกิดภาวะโลหิตจางได้ ผู้สูงอายุที่มีโรคไตเรื้อรังจึงอาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือค่า Hb ต่ำ โดยไม่จำเป็นต้องเกิดจากการขาดธาตุเหล็กเพียงอย่างเดียว
3. โรคอักเสบเรื้อรังหรือโรคประจำตัวบางชนิด
โรคที่มีการอักเสบต่อเนื่อง เช่น โรคข้ออักเสบบางชนิด การติดเชื้อเรื้อรัง หรือโรคมะเร็งบางประเภท อาจรบกวนการสร้างเม็ดเลือดแดงและการนำธาตุเหล็กไปใช้ เมื่อร่างกายมีการอักเสบ อาจมีการเพิ่มขึ้นของฮอร์โมน Hepcidin ซึ่งควบคุมการดูดซึมและการเคลื่อนย้ายธาตุเหล็ก ทำให้ร่างกายนำธาตุเหล็กที่สะสมไว้มาใช้สร้างเม็ดเลือดแดงได้น้อยลง ภาวะนี้เรียกว่า โลหิตจางจากการอักเสบ (Anemia of Inflammation) ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีธาตุเหล็กสะสมต่ำเสมอไป
4. การเสียเลือดเรื้อรังในทางเดินอาหาร
การเสียเลือดปริมาณเล็กน้อยแต่ต่อเนื่องอาจทำให้ร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กจนเกิดโลหิตจางได้ โดยผู้ป่วยอาจไม่สังเกตเห็นเลือดในอุจจาระ สาเหตุที่อาจพบ ได้แก่
- แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้
- การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs บางชนิด
- ติ่งเนื้อในลำไส้
- มะเร็งลำไส้ใหญ่หรือโรคอื่นในทางเดินอาหาร
ผู้สูงอายุที่ตรวจพบโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กไม่ควรได้รับเพียงยาธาตุเหล็กโดยไม่ค้นหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อไม่มีคำอธิบายชัดเจนว่าธาตุเหล็กสูญเสียไปจากที่ใด แพทย์อาจพิจารณาการตรวจทางเดินอาหารตามความเหมาะสม เพื่อค้นหาต้นเหตุของการเสียเลือด
5. ความผิดปกติของไขกระดูก
ไขกระดูกเป็นบริเวณที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด หากการทำงานของไขกระดูกผิดปกติ อาจส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ตัวอย่างเช่น กลุ่มโรคไขกระดูกสร้างเม็ดเลือดผิดปกติ (Myelodysplastic Neoplasms หรือ MDS) ซึ่งพบได้มากขึ้นในผู้สูงอายุ หากตรวจพบโลหิตจางร่วมกับเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดผิดปกติ หรือไม่พบสาเหตุจากการตรวจเบื้องต้น แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติมกับแพทย์เฉพาะทางด้านโลหิตวิทยา
อาการโลหิตจางในผู้สูงอายุ สังเกตอย่างไร?
อาการโลหิตจางในผู้สูงอายุอาจไม่ชัดเจน และบางครั้งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาการจากอายุที่เพิ่มขึ้นหรือโรคประจำตัวเดิม อาการที่ควรสังเกต ได้แก่
- เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
- อ่อนเพลีย ไม่มีแรง
- เวียนศีรษะ หน้ามืด
- ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว
- หายใจเหนื่อยเมื่อออกแรง
- ผิวหนังหรือเยื่อบุตาซีด
ผู้สูงอายุบางรายอาจมีความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือทำกิจวัตรลดลง และมีความเสี่ยงต่อการหกล้มจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยภาวะโลหิตจางอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม อาการเหล่านี้ไม่ได้จำเพาะต่อโลหิตจาง จึงต้องตรวจเลือดเพื่อยืนยัน
ผู้สูงอายุมีค่า Hb เท่าไรจึงถือว่าโลหิตจาง?
ค่า Hb เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้ประเมินภาวะโลหิตจาง โดยเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกสำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป ได้แก่
| กลุ่ม | ค่า Hb ที่เข้าข่ายโลหิตจาง |
| ผู้ชายอายุ 15–65 ปี | ต่ำกว่า 13.0 g/dL |
| ผู้หญิงที่ไม่ตั้งครรภ์ อายุ 15–65 ปี | ต่ำกว่า 12.0 g/dL |
สำหรับผู้ที่อายุมากกว่า 65 ปี การแปลผลควรพิจารณาเกณฑ์อ้างอิงของห้องปฏิบัติการ ภาวะสุขภาพ และการประเมินของแพทย์ร่วมด้วย เนื่องจากเกณฑ์บางแนวทางไม่ได้กำหนดค่าตัดเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุไว้อย่างชัดเจน
ผู้สูงอายุควรดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อมีภาวะโลหิตจาง?
นอกจากการรักษาตามสาเหตุแล้ว การดูแลสุขภาพทั่วไปยังมีส่วนช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับสารอาหารเพียงพอและลดปัจจัยที่อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้น
- รับประทานอาหารให้หลากหลาย โดยมีโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามิน B12 และโฟเลตอย่างเพียงพอ
- ตรวจติดตามโรคประจำตัว เช่น โรคไต ตามนัด
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาทุกชนิดที่รับประทาน รวมถึงยาแก้ปวดและอาหารเสริม
- สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เหนื่อยมากขึ้น อุจจาระดำ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
- ตรวจเลือดติดตามตามคำแนะนำ ไม่หยุดหรือปรับยาเอง
สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเคี้ยวอาหาร กลืนลำบาก หรือรับประทานอาหารได้น้อย ควรได้รับการประเมินด้านโภชนาการเพิ่มเติม
อาการแบบไหนควรรีบไปโรงพยาบาล?
- เจ็บหน้าอกหรือแน่นหน้าอก
- หายใจลำบากมาก แม้ขณะพัก
- เป็นลมหรือหมดสติ
- ใจสั่นรุนแรงร่วมกับหน้ามืด
- อาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายดำเหนียวคล้ายยางมะตอย
- อ่อนแรงมากอย่างเฉียบพลัน
อาการเหล่านี้อาจบ่งชี้ภาวะเสียเลือดหรือโรคอื่นที่รุนแรง ไม่ควรรอดูอาการเอง
สรุป
ภาวะโลหิตจางในผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเรื่องปกติที่ควรปล่อยผ่านเพียงเพราะอายุเพิ่มขึ้น แต่อาจเกิดจากการขาดสารอาหาร โรคไตเรื้อรัง โรคอักเสบ การเสียเลือดในทางเดินอาหาร หรือความผิดปกติของไขกระดูก ผู้สูงอายุที่มีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ หรือค่า Hb ต่ำ ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุและรักษาอย่างเหมาะสม เพราะการดูแลที่ตรงกับสาเหตุช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวันได้
คำถามที่พบบ่อย
Q: ผู้สูงอายุเป็นโลหิตจางถือว่าปกติไหม?
A: ไม่ถือว่าเป็นเรื่องปกติเพียงเพราะอายุเพิ่มขึ้น แม้ภาวะโลหิตจางจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ แต่ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ
Q: ผู้สูงอายุ Hb ต่ำต้องกินธาตุเหล็กไหม?
A: ไม่จำเป็นทุกคน เพราะค่า Hb ต่ำอาจเกิดจากโรคไต การอักเสบเรื้อรัง การขาดวิตามิน หรือโรคไขกระดูก ควรตรวจหาสาเหตุก่อนใช้ยาธาตุเหล็ก
Q: ผู้สูงอายุเป็นโลหิตจางเสี่ยงหกล้มไหม?
A: ภาวะโลหิตจางอาจสัมพันธ์กับอาการอ่อนแรง เวียนศีรษะ และสมรรถภาพร่างกายที่ลดลง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มร่วมกับปัจจัยอื่น แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียวของการหกล้มในผู้สูงอายุ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









