หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ใจสั่นทำยังไง? วิธีรับมือเบื้องต้นและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ใจสั่นทำยังไง? วิธีรับมือเบื้องต้นและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ใจสั่นทำยังไง? วิธีรับมือเบื้องต้นและสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เมื่อมีอาการใจสั่น ควรหยุดกิจกรรมและนั่งพักในที่ปลอดภัยก่อน หากไม่มีอาการรุนแรงร่วมด้วย ให้ลองหายใจช้า ๆ อย่างผ่อนคลาย สังเกตชีพจร ดื่มน้ำหากสงสัยว่าขาดน้ำ และหลีกเลี่ยงสารกระตุ้น เช่น คาเฟอีน อย่างไรก็ตาม หากใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอก หายใจลำบากมาก หรือเป็นลม ต้องรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ทันที

ใจสั่นขึ้นมากะทันหัน ควรทำอย่างไร?

อาการใจสั่นอาจทำให้รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรง เต้นเร็ว เต้นรัว หรือสะดุด บางครั้งเกิดเพียงไม่กี่วินาทีแล้วหายไป แต่บางคนอาจมีอาการต่อเนื่องจนรู้สึกกังวล แม้อาการใจสั่นจำนวนมากไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจร้ายแรง แต่การรับมืออย่างเหมาะสมมีความสำคัญ เพราะเราไม่สามารถทราบสาเหตุจากความรู้สึกเพียงอย่างเดียว หากไม่มีอาการฉุกเฉินร่วมด้วย สามารถเริ่มดูแลตนเองตาม 5 ขั้นตอนต่อไปนี้ 

1. หยุดกิจกรรมและนั่งพัก

หากกำลังเดินเร็ว ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง ควรหยุดกิจกรรมก่อน แล้วนั่งพักในบริเวณที่ปลอดภัยและอากาศถ่ายเท การหยุดพักช่วยลดความต้องการออกซิเจนของร่างกาย หากหัวใจเต้นเร็วจากการออกแรง อัตราการเต้นมักค่อย ๆ ลดลงหลังพัก ระหว่างนั้นควรสังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ หากมีหน้ามืดควรนั่งหรือนอนในท่าที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการหกล้ม และไม่ควรขับรถขณะมีอาการ

2. หายใจช้า ๆ อย่างผ่อนคลาย

ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถกระตุ้นระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการตอบสนองต่อความเครียด ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นหรือรู้สึกถึงการเต้นของหัวใจชัดเจนกว่าเดิม หากไม่มีอาการอันตรายร่วมด้วย อาจลองฝึกหายใจอย่างผ่อนคลาย ดังนี้

  • นั่งในท่าที่สบาย ผ่อนคลายไหล่และลำตัว
  • หายใจเข้าทางจมูกช้า ๆ
  • ผ่อนลมหายใจออกอย่างนุ่มนวล
  • ทำต่อเนื่องประมาณ 1–2 นาที โดยไม่ฝืนหรือกลั้นหายใจนาน

3. ลองจับชีพจรและสังเกตจังหวะหัวใจ

หากอาการไม่รุนแรงและสามารถทำได้อย่างปลอดภัย ลองใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางแตะบริเวณข้อมือด้านนิ้วหัวแม่มือเพื่อคลำชีพจร สิ่งที่ควรสังเกต ได้แก่

  • ชีพจรเต้นประมาณกี่ครั้งต่อนาที
  • จังหวะสม่ำเสมอหรือสะดุดเป็นบางครั้ง
  • หัวใจเต้นเร็วต่อเนื่องหรือเต้นแรงเป็นบางจังหวะ
  • อาการเริ่มขึ้นเมื่อไร และเป็นนานเท่าไร

หากจับชีพจรได้ชัด อาจนับต่อเนื่อง 60 วินาทีเพื่อประเมินอัตราการเต้น โดยเฉพาะเมื่อจังหวะไม่สม่ำเสมอ

4. ดื่มน้ำหากสงสัยว่าร่างกายขาดน้ำ

ภาวะขาดน้ำอาจทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนลดลง ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานเพิ่มขึ้น และอาจกระตุ้นอาการใจสั่นในบางคน หากก่อนหน้านี้มีเหงื่อออกมาก ดื่มน้ำน้อย หรืออยู่ในอากาศร้อน และยังรู้สึกตัวดี สามารถลองจิบน้ำเปล่าได้ แต่ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำปริมาณมากในทันที โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคหัวใจหรือโรคไตและได้รับคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรปฏิบัติตามข้อจำกัดของตนเอง 

5. หยุดรับสารกระตุ้นและสังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือไม่

หากเริ่มใจสั่นหลังดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง สูบบุหรี่ หรือใช้สารกระตุ้น ควรหลีกเลี่ยงการรับสารเหล่านั้นเพิ่มระหว่างมีอาการ คาเฟอีนและนิโคตินสามารถกระตุ้นอาการใจสั่นในบางคนได้ แต่ความไวต่อสารกระตุ้นแตกต่างกัน จึงไม่จำเป็นว่าทุกคนที่ดื่มกาแฟจะมีอาการเหมือนกัน 

ใจสั่นควรหลีกเลี่ยงอะไรบ้าง?

นอกจากวิธีรับมือเบื้องต้น ยังมีบางพฤติกรรมที่ไม่ควรทำระหว่างมีอาการใจสั่น ได้แก่

  • ฝืนออกกำลังกายต่อ ทั้งที่หัวใจเต้นเร็วผิดปกติหรือมีอาการไม่สบาย
  • ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่ม เพราะอาจกระตุ้นอาการในบางคน
  • ซื้อยาควบคุมจังหวะหัวใจมากินเอง หรือเพิ่มขนาดยาที่ใช้อยู่โดยไม่ได้รับคำแนะนำ
  • นวดหรือกดบริเวณลำคอเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลง เพราะอาจเกิดอันตรายได้
  • สรุปว่าเกิดจากความเครียดทันที โดยไม่พิจารณาอาการผิดปกติอื่น

บางคนอาจเคยได้ยินวิธีเบ่งลมหรือกลั้นหายใจเพื่อหยุดหัวใจเต้นเร็ว ซึ่งเรียกว่า Vagal maneuvers วิธีดังกล่าวอาจใช้กับหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะบางชนิด เช่น SVT แต่ไม่เหมาะกับทุกคน และควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อน ไม่ควรทดลองเองโดยไม่ทราบชนิดของจังหวะหัวใจ

ใจสั่นแบบไหนไม่ควรดูแลเอง?

แม้อาการใจสั่นบางครั้งจะดีขึ้นหลังพัก แต่มีบางสถานการณ์ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือทันที หากใจสั่นร่วมกับอาการต่อไปนี้ ควรโทร 1669 เพื่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอก
  • หายใจลำบากรุนแรง
  • เป็นลมหรือหมดสติ
  • หน้ามืดหรือเวียนศีรษะรุนแรง

หากใจสั่นต่อเนื่องไม่หยุดหรือมีอาการรุนแรงขึ้น ควรได้รับการประเมินโดยเร็ว แม้จะไม่มีอาการครบทุกข้อก็ตาม และไม่ควรขับรถไปโรงพยาบาลเองขณะมีอาการรุนแรง

ใจสั่นหายแล้ว ยังจำเป็นต้องตรวจหรือไม่?

หากอาการเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย อาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาเฉพาะทางทุกราย อย่างไรก็ตาม หากเกิดซ้ำบ่อยขึ้น เป็นนานขึ้น หรือมีโรคหัวใจอยู่เดิม ควรเข้ารับการประเมิน การจดบันทึกช่วงเวลาที่เกิดอาการ ระยะเวลา ชีพจร และปัจจัยกระตุ้นจะช่วยให้หาสาเหตุได้ง่ายขึ้น การตรวจอาจเริ่มจาก ECG และหากสงสัยหัวใจเต้นผิดจังหวะที่เกิดเป็นครั้งคราว อาจพิจารณา Holter หรือเครื่องบันทึกจังหวะหัวใจระยะยาวตามความเหมาะสม 

การดูแลอาการใจสั่นในทางการแพทย์แผนจีน

ในการแพทย์แผนจีน อาการใจสั่นอยู่ในกลุ่ม Xin Ji (心悸) โดยพิจารณาอาการร่วม เช่น เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง นอนหลับไม่ดี กระสับกระส่าย หรือเวียนศีรษะ การทำงานของหัวใจเกี่ยวข้องกับทั้งพลังชี่ เลือด พลังอิน และพลังหยาง เมื่อสิ่งเหล่านี้เสียสมดุล ทำให้การหล่อเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ การไหลเวียนเลือดและพลังชี่ติดขัด จึงเกิดอาการใจสั่นร่วมกับอาการอื่นที่แตกต่างกันในแต่ละคน เช่น เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หรือเหงื่อออกง่าย การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Renshen, Maidong, Danshen, Suanzaoren, Wuweizi ฯลฯ มีสรรพคุณช่วยเสริมกำลังของร่างกายในผู้ที่มีภาวะชี่พร่อง ช่วยหล่อเลี้ยงร่างกายในผู้ที่มีภาวะอินพร่อง ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือด และช่วยลดอาการกระสับกระส่ายหรือนอนหลับไม่ดีตามหลักการแพทย์แผนจีน

สรุป

เมื่อมีอาการใจสั่น ควรเริ่มจากหยุดกิจกรรมและนั่งพัก หากไม่มีอาการรุนแรงร่วมด้วย อาจลองหายใจช้า ๆ สังเกตชีพจร ดื่มน้ำเมื่อสงสัยว่าขาดน้ำ และหลีกเลี่ยงสารกระตุ้นที่อาจทำให้อาการมากขึ้น วิธีเหล่านี้ช่วยรับมือเบื้องต้นได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้รักษาสาเหตุทั้งหมดของอาการใจสั่น หากอาการเกิดซ้ำบ่อย ต่อเนื่อง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินหาสาเหตุ โดยเฉพาะอาการเจ็บหน้าอก หายใจลำบากรุนแรง หรือเป็นลม ซึ่งต้องได้รับความช่วยเหลือฉุกเฉิน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ใจสั่นแล้วดื่มน้ำช่วยได้ไหม?
A: อาจช่วยได้หากอาการสัมพันธ์กับภาวะขาดน้ำ แต่ไม่ได้หมายความว่าการดื่มน้ำจะทำให้อาการใจสั่นจากหัวใจเต้นผิดจังหวะทุกชนิดหายไป

Q: ใจสั่นควรนั่งหรือนอน?
A: หากไม่มีอาการรุนแรง สามารถนั่งพักในท่าที่สบายได้ แต่หากมีหน้ามืดหรือรู้สึกจะเป็นลม ควรนอนในท่าที่ปลอดภัยเพื่อป้องกันการหกล้ม และขอความช่วยเหลือตามความรุนแรงของอาการ

Q: ใจสั่นแล้วหายใจลึก ๆ ช่วยได้จริงไหม?
A: การหายใจช้า ๆ อย่างผ่อนคลายอาจช่วยลดอาการที่สัมพันธ์กับความเครียดหรือความวิตกกังวล แต่ไม่สามารถใช้รักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะทุกชนิดได้

Q: ใจสั่นนานกี่นาทีถึงควรไปโรงพยาบาล? 
A: ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่ใช้ตัดสินได้ทุกกรณี หากมีเจ็บหน้าอก หายใจลำบากรุนแรง หรือเป็นลม ต้องขอความช่วยเหลือทันที ไม่ต้องรอให้ครบจำนวนนาที ส่วนอาการที่ต่อเนื่องไม่หยุดหรือเกิดซ้ำบ่อยควรได้รับการประเมิน

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

RHYMLOC

RHYMLOC

หัวใจ // การไหลเวียนเลือด

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top