หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  น้ำมูกสีเขียว เป็นไซนัสอักเสบหรือไม่?

น้ำมูกสีเขียว เป็นไซนัสอักเสบหรือไม่?

น้ำมูกสีเขียว เป็นไซนัสอักเสบหรือไม่?

น้ำมูกสีเขียวหรือเหลืองไม่ได้แปลว่าเป็นไซนัสอักเสบเสมอไป เพราะขณะที่เป็นหวัดจากการติดเชื้อ น้ำมูกก็สามารถเปลี่ยนจากใสเป็นขาว เหลือง หรือเขียวได้ สิ่งที่ช่วยบอกมากกว่าสีของน้ำมูก คือ เป็นมานานแค่ไหน อาการกำลังดีขึ้นหรือแย่ลง และมีไข้หรือปวดใบหน้าร่วมด้วยหรือไม่ ดังนั้น หากมีน้ำมูกเขียวเพียงอย่างเดียว ยังไม่ควรรีบซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง

ทำไมน้ำมูกถึงเปลี่ยนจากใสเป็นเหลืองหรือเขียว?

เวลามีหวัดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ ร่างกายจะส่งเซลล์ภูมิคุ้มกันเข้ามาจัดการกับเชื้อและการอักเสบในบริเวณจมูก น้ำมูกก็สามารถเปลี่ยนจากใสเป็นขาว เหลือง หรือเขียวได้ สีที่เปลี่ยนไปเกิดจากหลายอย่างร่วมกัน เช่น

  • เซลล์ภูมิคุ้มกัน
  • โปรตีน
  • เมือกที่ข้นขึ้น
  • เศษเซลล์ที่เกิดจากการอักเสบ

น้ำมูกเขียวแบบไหนถึงควรสงสัยไซนัสอักเสบมากขึ้น?

น้ำมูกเขียวอย่างเดียวไม่พอ แต่ถ้ามีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย จะทำให้นึกถึงไซนัสอักเสบมากขึ้น

  • คัดจมูก
  • น้ำมูกข้นมาก
  • ปวดหรือตื้อบริเวณใบหน้า
  • ปวดหน้าผากหรือโหนกแก้ม
  • ได้กลิ่นลดลง
  • น้ำมูกไหลลงคอ
  • มีอาการเป็นต่อเนื่องหลายวัน

โดยเฉพาะถ้าอาการเกิน 10 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือดีขึ้นแล้วกลับมาแย่ลงอีก ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

น้ำมูกเหลืองกับน้ำมูกเขียวต่างกันไหม?

ในแง่การตัดสินว่าเป็นไวรัสหรือแบคทีเรีย ไม่มีสีไหนที่ใช้ยืนยันได้แน่นอน ทั้งน้ำมูกเหลืองและเขียวสามารถเกิดได้ระหว่างการอักเสบของจมูก ดังนั้นสิ่งที่ควรสนใจมากกว่าสี คือ

  • ความข้นของน้ำมูก
  • ปริมาณ
  • ระยะเวลาที่เป็น
  • อาการคัดจมูก
  • ปวดใบหน้า
  • ไข้
  • แนวโน้มของอาการ

น้ำมูกเขียวต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?

“ไม่จำเป็น” ยาปฏิชีวนะใช้รักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรีย ไม่ได้รักษาไวรัส ดังนั้น การมีน้ำมูกเขียวเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะเริ่มยาปฏิชีวนะ หากแพทย์ประเมินว่าเข้าได้กับไซนัสอักเสบจากแบคทีเรีย จึงค่อยพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือไม่

อ่านเพิ่มเติม: ไซนัสอักเสบใช้ยาอะไร? เมื่อไรจึงจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

น้ำมูกมีกลิ่นเหม็นควรกังวลไหม?

ถ้าน้ำมูกมีกลิ่นผิดปกติหรือมีกลิ่นเหม็นชัดเจน โดยเฉพาะถ้าเกิดข้างเดียว หรือมีปวดบริเวณใบหน้าร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจ เพราะอาจมีสาเหตุอื่น เช่น

  • การติดเชื้อ
  • ปัญหาจากฟัน
  • สิ่งแปลกปลอมในจมูก โดยเฉพาะในเด็ก
  • ปัญหาภายในจมูกหรือไซนัสบางชนิด

น้ำมูกเขียวจากหวัด ควรดูแลอย่างไร?

หากอาการไม่รุนแรงและมีแนวโน้มดีขึ้น สามารถดูแลตัวเองได้ เช่น

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ล้างจมูกด้วยน้ำเกลืออย่างถูกวิธี
  • หลีกเลี่ยงควันบุหรี่
  • ใช้ยาแก้ปวดหรือลดไข้เมื่อจำเป็น
  • สังเกตแนวโน้มอาการ

เมื่อไรควรพบแพทย์?

ควรได้รับการประเมินหากมีอาการ เช่น

  • น้ำมูกข้นหรือเขียว เกิน 10 วันแล้วยังไม่ดีขึ้น
  • อาการดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง
  • มีไข้สูง
  • ปวดใบหน้าหรือปวดศีรษะมาก
  • มีกลิ่นผิดปกติชัดเจน
  • อาการเกิดซ้ำหลายครั้ง
  • เป็นต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • บวมหรือแดงรอบดวงตา
  • มองเห็นไม่ชัดหรือเห็นภาพซ้อน
  • ปวดศีรษะรุนแรง
  • สับสน
  • คอแข็ง

สรุป

น้ำมูกสีเขียวไม่ได้หมายความว่าเป็นไซนัสอักเสบจากแบคทีเรียเสมอไป เพราะการติดเชื้อไวรัสก็ทำให้น้ำมูกเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือเขียวได้ สิ่งที่สำคัญกว่าสีของน้ำมูกคือระยะเวลาที่เป็น ความรุนแรงของอาการ และแนวโน้มว่าอาการดีขึ้นหรือแย่ลง หากเป็นเกิน 10 วันโดยไม่ดีขึ้น ดีขึ้นแล้วกลับแย่ลง หรือมีไข้สูงและปวดใบหน้ามาก ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม และไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเองเพียงเพราะน้ำมูกเปลี่ยนสี

คำถามที่พบบ่อย

Q: น้ำมูกสีเขียวเป็นไซนัสไหม?

A: ไม่เสมอไป น้ำมูกเขียวสามารถเกิดระหว่างเป็นหวัดจากไวรัสได้ ต้องดูระยะเวลาและอาการอื่นร่วมด้วย

Q: น้ำมูกเขียวต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?

A: ไม่จำเป็น ต้องประเมินว่าอาการเข้าได้กับการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไม่ก่อน

Q: น้ำมูกเขียวเกิน 10 วันอันตรายไหม?

A: ไม่ได้แปลว่าอันตรายทันที แต่หากเกิน 10 วันโดยไม่ดีขึ้น ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

Q: น้ำมูกเขียวไม่มีไข้ เป็นไซนัสได้ไหม?

A: ได้ ไข้ไม่ได้เกิดในผู้ป่วยไซนัสอักเสบทุกคน จึงต้องดูคัดจมูก ปวดใบหน้า ได้กลิ่นลดลง และระยะเวลาที่เป็นร่วมด้วย

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาเหลียนฮัว ชิงเวิน แคปซูล (Lianhua Qingwen Capsule)

ยาเหลียนฮัว ชิงเวิน แคปซูล

โควิด-19 // ทางเดินหายใจ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top