รอบเดือนไม่ได้ถูกควบคุมด้วยฮอร์โมนตัวใดตัวหนึ่ง แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมอง ต่อมใต้สมอง รังไข่ และมดลูก โดยฮอร์โมนสำคัญ ได้แก่ FSH, LH, Estrogen และ Progesterone หากระบบนี้ทำงานไม่สม่ำเสมอ เช่น ไข่ไม่ตก ฮอร์โมนเอสโตรเจนหรือโปรเจสเตอโรนเปลี่ยนไป รอบเดือนก็อาจมาช้า ขาด มาห่าง หรือมีเลือดออกผิดปกติได้ การมีประจำเดือนตามปกติต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสมองส่วน hypothalamus ต่อมใต้สมอง รังไข่ และทางออกของเลือดประจำเดือน หากส่วนใดส่วนหนึ่งผิดปกติสามารถทำให้ประจำเดือนขาดหรือผิดปกติได้
รอบเดือนถูกควบคุมอย่างไร?
สมองส่วนหนึ่งจะส่งสัญญาณไปยังต่อมใต้สมอง จากนั้นต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมน FSH และ LH เพื่อควบคุมการทำงานของรังไข่ รังไข่จะสร้าง Estrogen และ Progesterone ซึ่งมีผลต่อการเจริญของเยื่อบุโพรงมดลูกและการเกิดประจำเดือน ดังนั้น หากสัญญาณตรงส่วนใดส่วนหนึ่งเปลี่ยน รอบเดือนก็สามารถเปลี่ยนตามได้

FSH มีหน้าที่อะไร?
FSH หรือ Follicle-Stimulating Hormone เป็นฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมอง หน้าที่หลักคือช่วยกระตุ้นให้ถุงไข่ในรังไข่เจริญ เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นของรอบเดือน ระดับ FSH จะช่วยกระตุ้นให้ไข่เริ่มพัฒนา และถุงไข่ที่กำลังเจริญจะสร้าง Estrogen เพิ่มขึ้น หากการทำงานของรังไข่ลดลง ร่างกายอาจต้องสร้าง FSH มากขึ้นเพื่อกระตุ้นรังไข่ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแพทย์อาจใช้ค่า FSH ร่วมกับฮอร์โมนอื่นในการประเมินผู้ที่ประจำเดือนขาดหรือสงสัยรังไข่ทำงานลดลง
LH มีหน้าที่อะไร?
LH หรือ Luteinizing Hormone เป็นฮอร์โมนอีกตัวจากต่อมใต้สมอง ในช่วงกลางรอบเดือน LH จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เรียกว่า LH surge ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการตกไข่ หลังไข่ตก รังไข่จะสร้าง Progesterone มากขึ้นเพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับการตั้งครรภ์ ดังนั้นถ้าระบบ LH และการตกไข่ไม่ทำงานตามปกติ อาจทำให้
- ไข่ไม่ตก
- รอบเดือนยาว
- ประจำเดือนมาห่าง
- ประจำเดือนขาด
ผู้ที่มี PCOS มักมีความผิดปกติของการตกไข่ จึงทำให้รอบเดือนไม่สม่ำเสมอได้ NHS ระบุว่า PCOS เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนผิดปกติ
Estrogen มีหน้าที่อะไร?
Estrogen หรือฮอร์โมนเอสโตรเจน มีบทบาทสำคัญในช่วงก่อนตกไข่ หน้าที่หนึ่งคือช่วยให้ เยื่อบุโพรงมดลูกหนาขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ หากระดับ Estrogen ต่ำมากเป็นเวลานาน เช่น ในบางคนที่
- ลดน้ำหนักมาก
- กินอาหารไม่เพียงพอ
- ออกกำลังกายหนัก
- มีความผิดปกติของระบบสมอง–ต่อมใต้สมอง
- รังไข่ทำงานลดลง
รอบเดือนอาจมาห่างหรือขาดได้ Estradiol หรือ E2 เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ใช้ร่วมกับ FSH ในการประเมินภาวะประจำเดือนขาดและช่วยแยกสาเหตุจากรังไข่กับสาเหตุจากระบบควบคุมส่วนกลาง
Progesterone มีหน้าที่อะไร?
หลังไข่ตก ถุงไข่เดิมจะเปลี่ยนไปสร้าง Progesterone หน้าที่สำคัญคือช่วยคงสภาพเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ถ้าไม่มีการตั้งครรภ์ ระดับ Progesterone และ Estrogen จะลดลง เมื่อฮอร์โมนลดลง เยื่อบุโพรงมดลูกจึงหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ดังนั้นถ้าไม่มีการตกไข่ ก็จะไม่มีการสร้าง Progesterone ในรูปแบบปกติของรอบเดือน ส่งผลให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกไม่เป็นจังหวะ จึงอาจเกิด
- ประจำเดือนมาช้า
- มาห่าง
- มีเลือดออกไม่สม่ำเสมอ
- บางรอบเลือดออกมากหรือนาน
ทำไมฮอร์โมนผิดปกติจึงทำให้ประจำเดือนมาช้า?
สาเหตุที่พบบ่อยคือ ไข่ตกช้าหรือไม่ตกไข่ เมื่อไข่ตกช้า ช่วงเวลาของรอบเดือนก็จะยาวขึ้นตาม หากไข่ไม่ตกเลย ประจำเดือนอาจขาดหรือมีเลือดออกแบบไม่เป็นรอบ สาเหตุอาจมาจากความเครียด น้ำหนักเปลี่ยนมาก การออกกำลังกายหนัก PCOS และปัญหาไทรอยด์สามารถทำให้รอบเดือนผิดปกติได้
อ่านเพิ่มเติม: ประจำเดือนมาช้า เกิดจากอะไร? ช้าแค่ไหนควรกังวล
ฮอร์โมนผิดปกติทำให้ประจำเดือนมามากได้ไหม?
หากไม่มีการตกไข่เป็นเวลานาน ร่างกายอาจไม่ได้รับ Progesterone ในรูปแบบปกติหลังไข่ตก เยื่อบุโพรงมดลูกจึงอาจหนาตัวต่อเนื่องจากอิทธิพลของ Estrogen แล้วหลุดลอกแบบไม่สม่ำเสมอ ผลคือบางคนอาจมี
- เลือดออกมาก
- เลือดออกนาน
- เลือดออกกะปริบกะปรอย
- รอบเดือนมาไม่แน่นอน
จึงเห็นได้ว่า “ฮอร์โมนผิดปกติ” ไม่ได้ทำให้ประจำเดือนขาดอย่างเดียว แต่สามารถทำให้รูปแบบเลือดเปลี่ยนได้หลายแบบ
PCOS เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนอย่างไร?
PCOS เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการตกไข่และฮอร์โมนเพศบางชนิด บางคนมีระดับฮอร์โมน Androgen หรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ จึงอาจมี
- ประจำเดือนมาห่าง
- ประจำเดือนขาด
- สิว
- ผิวมัน
- ขนบริเวณใบหน้าหรือลำตัวมากขึ้น
แต่ PCOS ไม่สามารถวินิจฉัยจากฮอร์โมนตัวเดียว ต้องพิจารณารอบเดือน อาการ และข้อมูลอื่นร่วมกัน
อ่านเพิ่มเติม: PCOS คืออะไร? ทำไมจึงทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ
ความเครียดมีผลต่อฮอร์โมนประจำเดือนได้อย่างไร?
ความเครียดไม่ได้หมายความว่า Estrogen หรือ Progesterone ต้องผิดปกติโดยตรงทุกคน แต่ความเครียดสามารถรบกวนระบบสมองที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน FSH และ LH จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนประจำเดือนเปลี่ยนในช่วงที่เครียดมาก นอนน้อย หรือน้ำหนักเปลี่ยน
อ่านเพิ่มเติม: ความเครียดทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติได้หรือไม่?
ประจำเดือนผิดปกติแบบไหนควรพบแพทย์?
ควรพบแพทย์หากประจำเดือนผิดปกติ เกิดซ้ำต่อเนื่อง หรือเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย
- ประจำเดือนขาดติดต่อกันหลายรอบ
- รอบเดือนสั้นกว่า 21 วัน หรือยาวกว่า 35 วันบ่อย ๆ
- ประจำเดือนมามากหรือนานเกิน 7 วัน
- มีเลือดออกระหว่างรอบ หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
- ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ
- มีน้ำหนักเพิ่มหรือลดมากโดยไม่ทราบสาเหตุ
- มีสิวมาก ขนบนใบหน้าหรือลำตัวเพิ่มขึ้น หรือผมบางร่วมกับรอบเดือนผิดปกติ
- มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หนาวง่าย ร้อนง่าย หรืออาการที่สงสัยความผิดปกติของไทรอยด์
- มีน้ำนมไหลทั้งที่ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือให้นม
- กำลังพยายามตั้งครรภ์แต่รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
สรุป
รอบเดือนถูกควบคุมโดยการทำงานร่วมกันของสมอง ต่อมใต้สมอง รังไข่ และมดลูก โดยมี FSH, LH, Estrogen และ Progesterone เป็นฮอร์โมนสำคัญ หากการตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือระบบฮอร์โมนถูกรบกวน ประจำเดือนอาจมาช้า ขาด มาห่าง หรือมีเลือดออกผิดปกติได้ นอกจากนี้ไทรอยด์และ Prolactin ก็มีผลต่อรอบเดือนได้เช่นกัน แต่การมีประจำเดือนผิดปกติไม่ได้แปลว่าต้องตรวจหรือรักษาฮอร์โมนทุกตัว สิ่งสำคัญคือหาสาเหตุให้ตรงก่อนเลือกการรักษา
คำถามที่พบบ่อย
Q: ฮอร์โมนตัวไหนทำให้ประจำเดือนมา?
A: ไม่ได้มีฮอร์โมนตัวเดียวที่ทำให้ประจำเดือนมา แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงร่วมกันของ FSH, LH, Estrogen และ Progesterone โดยเมื่อไม่มีการตั้งครรภ์ ระดับ Estrogen และ Progesterone จะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกเป็นประจำเดือน
Q: Progesterone ต่ำทำให้ประจำเดือนผิดปกติไหม?
A: อาจเกี่ยวข้องได้ โดยเฉพาะในรอบที่ไม่มีการตกไข่ เพราะ Progesterone จะสร้างมากขึ้นหลังไข่ตก แต่ไม่ควรสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียวว่ามี Progesterone ต่ำ
Q: Estrogen ต่ำทำให้ประจำเดือนไม่มาได้ไหม?
A: ได้ในบางภาวะ เช่น ร่างกายได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ความผิดปกติของระบบสมอง–ต่อมใต้สมอง หรือรังไข่ทำงานลดลง ซึ่งอาจทำให้ระดับ Estrogen ต่ำและประจำเดือนขาดได้
Q: ตรวจฮอร์โมนแล้วค่าปกติ แต่ประจำเดือนยังผิดปกติได้ไหม?
A: ได้ เพราะประจำเดือนผิดปกติยังเกิดจากโรคในมดลูก การคุมกำเนิด ความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน หรือปัจจัยอื่นได้ จึงต้องดูอาการและผลตรวจทั้งหมดร่วมกัน
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)
[enwei_product_13336]








