หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  Office Syndrome ปวดหลังเรื้อรัง ทำไมอาการเป็น ๆ หาย ๆ ?

Office Syndrome ปวดหลังเรื้อรัง ทำไมอาการเป็น ๆ หาย ๆ ?

Office Syndrome ปวดหลังเรื้อรัง ทำไมอาการเป็น ๆ หาย ๆ?

อาการปวดหลังที่เป็น ๆ หาย ๆ ไม่ได้หมายความว่า หลังของเรากำลังเสียหายเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ปวด เพราะความปวดสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย ทั้งการใช้งานร่างกาย การเคลื่อนไหว การพักผ่อน การนอน ความเครียด และสุขภาพโดยรวม ดังนั้น หากต้องการลดการกลับมาเป็นซ้ำ จึงควรมองให้มากกว่าแค่การแก้ปวดเฉพาะเวลาที่มีอาการ

ปวดหลังเรื้อรัง หมายถึงต้องปวดทุกวันหรือไม่? 

อาการปวดหลังเรื้อรังไม่ได้หมายความว่าจะต้องปวดตลอด 24 ชั่วโมงหรือปวดในระดับเท่าเดิมทุกวัน โดยทั่วไป อาการปวดหลังที่ต่อเนื่องหรือกลับมาเป็นซ้ำเป็นเวลามากกว่า 3 เดือน จัดอยู่ในกลุ่มอาการปวดหลังเรื้อรัง แต่ลักษณะอาการของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน เช่น 

  • บางวันแทบไม่ปวด
  • บางวันปวดเล็กน้อย
  • บางช่วงอาการหายไป
  • เมื่อทำงานหนักอาการกลับมา
  • นั่งนานแล้วเริ่มปวด
  • พักหรือขยับร่างกายแล้วดีขึ้น
  • มีบางช่วงที่อาการกำเริบมากกว่าปกติ

WHO ระบุว่าอาการปวดหลังสามารถเกิดซ้ำได้หลายครั้งตลอดชีวิต และในผู้ที่มีอาการต่อเนื่อง อาการอาจมีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ หรือ Fluctuating Pattern ได้ 

ทำไม Office Syndrome ถึงเป็น ๆ หาย ๆ ?

สำหรับคนทำงาน อาการปวดหลังมักไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว แต่เป็นผลจากหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน ปัจจัยที่อาจเกี่ยวข้องมีหลายด้าน 

1. ใช้ร่างกายมากกว่าที่เคย 

อาการอาจกำเริบหลังจากกิจกรรมที่ร่างกายยังไม่คุ้นเคย เช่น 

  • นั่งทำงานต่อเนื่องนานกว่าปกติ
  • ประชุมหลายชั่วโมง
  • เดินทางไกล
  • ยกหรือเคลื่อนของ
  • ออกกำลังกายหนักขึ้นทันที
  • ทำงานบ้านมากกว่าปกติ

2. นั่งหรืออยู่ในท่าเดิมนานเกินไป 

แม้จะจัดโต๊ะทำงานดีแล้ว หากนั่งอยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมงโดยแทบไม่ขยับ กล้ามเนื้อบางส่วนก็ยังต้องทำงานต่อเนื่อง บางคนจึงพบว่า 

  • ช่วงเช้ายังไม่ปวด
  • ช่วงบ่ายเริ่มตึง
  • ใกล้เลิกงานเริ่มปวดหลังหรือเอว
  • วันหยุดอาการดีขึ้น
  • กลับมาทำงานแล้วเริ่มเป็นอีก

อ่านเพิ่มเติม: นั่งทำงานนานแค่ไหนควรลุก? วิธีพักร่างกายลด Office Syndrome

3. ร่างกายยังไม่พร้อมกับภาระงานที่ต้องเจอทุกวัน 

ถ้ากิจวัตรประจำวันต้องนั่ง ทำงาน เดินทาง หรือใช้ร่างกายหลายชั่วโมง แต่ร่างกายมีกิจกรรมทางกายน้อย อาจทำให้การรับภาระเดิมในแต่ละวันรู้สึกหนักขึ้น การออกกำลังกายช่วยพัฒนาความแข็งแรง ความทนทาน และความสามารถในการเคลื่อนไหว WHO จึงจัด Exercise Program เป็นหนึ่งในแนวทางที่สามารถใช้ดูแลผู้ที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรังได้ 

อ่านเพิ่มเติม: Core Stability ช่วยคนปวดหลังจากการนั่งทำงานได้อย่างไร?

4. นอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ

การนอนและความปวดมีความสัมพันธ์กัน หลังจากนอนน้อยหรือนอนหลับไม่ดี วันต่อมาร่างกายรู้สึกล้าและอาการปวดเดิมชัดขึ้น และในผู้ที่มีอาการปวดเรื้อรัง ปัญหาการนอนสามารถเกิดร่วมกับอาการปวดได้ ดังนั้น หากช่วงไหนอาการกำเริบบ่อย ควรลองสังเกตด้วยว่า ช่วงนั้นนอนเพียงพอหรือไม่ ไม่ควรมองเฉพาะเก้าอี้หรือท่านั่งเพียงอย่างเดียว 

5. ความเครียดอาจทำให้อาการปวดเด่นขึ้น 

เวลางานเร่ง มีความกดดัน หรือเครียดต่อเนื่อง หลายคนอาจรู้สึกว่า 

  • เกร็งไหล่มากขึ้น
  • ขมวดตัวโดยไม่รู้ตัว
  • พักน้อยลง
  • นอนหลับไม่ดี
  • รู้สึกปวดง่ายขึ้น

แนวทาง WHO สำหรับอาการปวดหลังเรื้อรังจึงแนะนำให้ดูแลแบบองค์รวม โดยพิจารณาทั้งปัจจัยทางร่างกาย จิตใจ และสังคมของแต่ละคนร่วมกัน 

ทำไมรักษาหายแล้วถึงกลับมาเป็นอีก? 

“อาการหาย” หมายถึงช่วงนั้นไม่รู้สึกปวดแล้ว แต่ปัจจัยที่กระตุ้นอาการลดลงหรือยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ตัวอย่างเช่น หลังจากพัก ยืด หรือได้รับการดูแล อาการอาจดีขึ้น แต่เมื่อยังทำพฤติกรรมเดิมหรือมีปัจจัยมากระตุ้น เช่น

  • นั่งทำงานต่อเนื่องเหมือนเดิม
  • เคลื่อนไหวน้อยเหมือนเดิม
  • ไม่ได้ออกกำลังกาย
  • ทำงานหนักขึ้นทันที
  • นอนน้อย
  • เครียดต่อเนื่อง

อาการก็สามารถกลับมาได้ ดังนั้น เป้าหมายระยะยาวไม่ควรเป็นเพียง “ทำอย่างไรให้วันนี้ไม่ปวด” แต่ควรเป็น “ทำอย่างไรให้ร่างกายรับมือกับชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น และอาการกลับมาเป็นน้อยลง” 

ทำอย่างไรให้อาการกลับมาเป็นน้อยลง?

ไม่มีวิธีเดียวที่ป้องกันอาการปวดหลังได้ 100% แต่สามารถลดปัจจัยที่กระตุ้นอาการและเพิ่มความพร้อมของร่างกายได้ ลองเริ่มจาก 

  • ขยับร่างกายระหว่างวัน ไม่อยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมง
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความทนทาน
  • ค่อย ๆ เพิ่มกิจกรรม ไม่เพิ่มภาระอย่างรวดเร็วเกินไป
  • จัดโต๊ะทำงานให้เหมาะกับร่างกาย แต่ไม่ต้องพยายามนั่งท่าเดียวให้ “สมบูรณ์แบบ” ทั้งวัน
  • นอนให้เพียงพอ และสังเกตว่าการนอนสัมพันธ์กับอาการหรือไม่
  • จัดการความเครียด โดยเฉพาะหากพบว่าอาการมักกำเริบช่วงงานหนัก
  • สังเกตรูปแบบอาการของตัวเอง เพื่อหาว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นที่เกิดซ้ำ

หัวใจสำคัญคือ ไม่ต้องพยายามควบคุมทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ แต่ค่อย ๆ ปรับหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้ดีขึ้น 

อาการเป็น ๆ หาย ๆ ที่ไม่ควรเหมารวมว่าเป็น Office Syndrome? 

แม้อาการปวดหลังจากการทำงานจำนวนมากจะไม่ใช่ภาวะอันตราย แต่ไม่ควรเรียกอาการทุกอย่างว่า Office Syndrome ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติมหากมีอาการ เช่น 

  • ปวดร้าวลงขาร่วมกับชา หรืออ่อนแรง
  • กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงมากขึ้น
  • ชาบริเวณก้น รอบทวารหนัก หรืออวัยวะเพศ
  • ควบคุมปัสสาวะหรืออุจจาระผิดปกติ
  • ปวดหลังหลังอุบัติเหตุรุนแรง
  • มีไข้หรืออาการเจ็บป่วยร่วมกับปวดหลัง
  • อาการเปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิมอย่างชัดเจน

อ่านเพิ่มเติม: ปวดหลังแบบไหนไม่ใช่แค่ Office Syndrome? สัญญาณที่ควรพบแพทย์

สรุป

Office Syndrome ที่มีอาการปวดหลังเป็น ๆ หาย ๆ ไม่ได้หมายความว่าหลังเสียหายเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ปวด อาการสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามการใช้งานร่างกาย การนั่งและการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การนอน ความเครียด และปัจจัยอื่นในชีวิตประจำวัน การดูแลจึงไม่ควรเน้นเพียงทำให้อาการปวดหายเป็นครั้ง ๆ แต่ควรค่อย ๆ เพิ่มความพร้อมของร่างกายและลดปัจจัยที่กระตุ้นอาการ เพื่อให้อาการกำเริบน้อยลงและกลับไปใช้ชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติ 

คำถามที่พบบ่อย

Q: Office Syndrome เป็นเรื้อรังได้ไหม?

A: อาการปวดหลังที่สัมพันธ์กับการทำงานสามารถเกิดซ้ำหรือต่อเนื่องเป็นเวลานานได้ แต่ Office Syndrome ไม่ใช่ชื่อโรคจำเพาะ หากปวดต่อเนื่องหรือเป็นซ้ำบ่อย ควรพิจารณาสาเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องมากกว่าติดป้ายว่าเป็น Office Syndrome อย่างเดียว 

Q: ปวดหลังเรื้อรังต้องปวดทุกวันไหม?

A: ไม่จำเป็น อาการเรื้อรังสามารถมีช่วงที่ดีขึ้นและช่วงที่กำเริบได้ บางคนจึงมีอาการเป็น ๆ หาย ๆ แม้ปัญหาจะเกิดมานานกว่า 3 เดือน

Q: ปวดกลับมาอีกแปลว่าหลังเสื่อมมากขึ้นหรือไม่?

A: ไม่เสมอไป ระดับความปวดไม่ได้สัมพันธ์กับระดับความเสียหายของโครงสร้างโดยตรงทุกครั้ง โดยเฉพาะอาการปวดหลังแบบไม่จำเพาะ

Q: ทำไมวันหยุดไม่ปวด แต่วันทำงานกลับมาปวด?

A: อาจเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของกิจกรรม เช่น เวลานั่ง การเคลื่อนไหว ภาระงาน ความเครียด หรือการพักระหว่างวัน จึงควรสังเกตว่ามีรูปแบบใดเกิดซ้ำในวันที่อาการกำเริบ

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Pennocap

Pennocap

ข้อและกระดูก

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top