การชะลอไตเสื่อมทำได้ โดยหัวใจสำคัญคือควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ ลดปัจจัยที่ทำร้ายไต และติดตามการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการควบคุมความดันโลหิตและเบาหวาน ลดโซเดียม รับประทานอาหารให้เหมาะกับระยะโรค ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจเป็นอันตรายต่อไต รวมถึงใช้ยาที่มีหลักฐานช่วยชะลอโรคตามข้อบ่งใช้ของแพทย์
ทำไมต้องรีบชะลอไตเสื่อม?
โรคไตเรื้อรัง หรือ Chronic Kidney Disease: CKD เกิดจากความเสียหายของไตที่คงอยู่อย่างน้อย 3 เดือน เมื่อหน่วยไตเสียหายถาวรแล้ว ส่วนที่สูญเสียไปมักไม่สามารถกลับมาเป็นปกติทั้งหมดได้ เป้าหมายของการดูแลจึงไม่ใช่แค่ทำให้ตัวเลข eGFR สูงขึ้น แต่คือ
- ทำให้ eGFR ลดลงช้าที่สุด
- ลดอัลบูมินหรือโปรตีนรั่วในปัสสาวะ
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ป้องกันภาวะแทรกซ้อน
- ลดโอกาสเข้าสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย
ผู้ป่วยแต่ละคนมีความเร็วในการเสื่อมของไตไม่เท่ากัน การควบคุมปัจจัยเสี่ยงจึงมีผลอย่างมากต่อแนวโน้มของโรค
อ่านเพิ่มเติม: ไตเสื่อมรักษาหายไหม? หรือทำได้เพียงชะลอการเสื่อม
8 วิธีชะลอไตเสื่อมที่สำคัญ
1. ควบคุมความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงเป็นทั้งสาเหตุและตัวเร่งของโรคไตเรื้อรัง เมื่อความดันสูงต่อเนื่อง หลอดเลือดขนาดเล็กและหน่วยกรองภายในไตจะได้รับแรงดันมากขึ้น ทำให้ไตเสียหายต่อเนื่อง สิ่งที่ช่วยควบคุมความดัน ได้แก่
- รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
- ลดโซเดียม
- ควบคุมน้ำหนัก
- ออกกำลังกาย
- งดสูบบุหรี่
- วัดความดันสม่ำเสมอ
2. ควบคุมระดับน้ำตาลหากเป็นเบาหวาน
เบาหวานเป็นสาเหตุสำคัญของ CKD เพราะระดับน้ำตาลสูงเรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือดและโครงสร้างที่ทำหน้าที่กรองเลือดภายในไต การควบคุมเบาหวานจึงช่วยลดความเสียหายต่อไตในระยะยาว หลักสำคัญ ได้แก่
- รับประทานอาหารให้เหมาะสม
- ออกกำลังกาย
- ใช้ยาตามคำแนะนำ
- ติดตามระดับน้ำตาลและ HbA1c
- ตรวจ eGFR และ UACR ตามความเหมาะสม
ปัจจุบันมียาบางกลุ่ม เช่น SGLT2 inhibitor ที่มีหลักฐานช่วยลดความเสี่ยงการดำเนินของ CKD ในผู้ป่วยที่เหมาะสม ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะลดระดับน้ำตาลเท่านั้น
อ่านเพิ่มเติม: เบาหวานทำให้ไตเสื่อมได้อย่างไร?
3. ลดเค็ม แต่ไม่จำเป็นต้องกินจืดจนกินไม่ได้
การได้รับโซเดียมมากเกินไปทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ร่างกายกักน้ำมากขึ้น อาการบวมเพิ่มขึ้น และการควบคุมความดันทำได้ยากขึ้น อาหารโซเดียมสูงที่ควรระวัง เช่น
- น้ำปลา
- ซีอิ๊ว
- ซอสปรุงรส
- อาหารหมักดอง
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- เนื้อแปรรูป
- อาหารสำเร็จรูป
- ขนมขบเคี้ยว
4. กินโปรตีนให้เหมาะ ไม่มากหรือน้อยเกินไป
ผู้ป่วย CKD มักกังวลเรื่องการกินโปรตีนแล้วไตทำงานหนัก จนบางคนงดเนื้อสัตว์หรือโปรตีนเกือบทั้งหมด แต่ร่างกายยังต้องใช้โปรตีนเพื่อ
- รักษามวลกล้ามเนื้อ
- ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
- สร้างฮอร์โมนและเอนไซม์
- ป้องกันภาวะขาดสารอาหาร
ในผู้ป่วย CKD ที่ยังไม่ได้ฟอกไต อาจต้องควบคุมปริมาณโปรตีนตามระยะของโรค แต่ต้องได้รับพลังงานเพียงพอด้วย เพื่อป้องกันร่างกายสลายกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน
อ่านเพิ่มเติม: ผู้ป่วยไตเสื่อมควรกินโปรตีนอย่างไร?
5. อย่าเหมารวมว่าต้องงดผัก ผลไม้ โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสทุกคน
การจำกัดโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัสขึ้นอยู่กับระยะ CKD ผลเลือด ยาที่ใช้ โรคร่วม และรูปแบบอาหาร KDIGO 2024 ให้ความสำคัญกับรูปแบบอาหารที่มีอาหารจากพืชมากขึ้นและอาหารแปรรูปสูงน้อยลง แต่ต้องปรับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม และโปรตีนให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน
อ่านเพิ่มเติม: ไตเสื่อมกินอะไรดี? หลักการเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต
6. หลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจทำร้ายไต
สิ่งที่ควรระวัง ได้แก่
- ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs
- สมุนไพรที่ไม่ทราบส่วนประกอบ
- อาหารเสริมที่ไม่มีข้อมูลความปลอดภัย
- ยาที่ซื้อรับประทานเองเป็นเวลานาน
- การใช้ยาหลายชนิดโดยไม่แจ้งแพทย์
NSAIDs เช่น ibuprofen, naproxen และ diclofenac สามารถลดการไหลเวียนเลือดเข้าสู่ไตและเพิ่มความเสี่ยงต่อไตบาดเจ็บ โดยเฉพาะผู้ที่มี CKD อยู่แล้ว ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ
7. ออกกำลังกายและงดสูบบุหรี่
การออกกำลังกายช่วยได้มากกว่าการลดน้ำหนัก เพราะมีส่วนช่วย
- ควบคุมความดัน
- ควบคุมน้ำตาล
- รักษามวลกล้ามเนื้อ
- ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ช่วยการนอนและสุขภาพโดยรวม
ผู้ที่ยังไม่เคยออกกำลังกายสามารถเริ่มจากกิจกรรมเบา ๆ เช่น เดิน แล้วค่อยเพิ่มตามความสามารถและคำแนะนำของแพทย์ ส่วนการสูบบุหรี่ทำลายหลอดเลือด รวมถึงหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต จึงควรงดสูบบุหรี่เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อทั้ง CKD และโรคหัวใจและหลอดเลือด
8. ติดตาม eGFR และ UACR ไม่ใช่ดูแต่ Creatinine
ควรดูแนวโน้มของ
- eGFR ความสามารถในการกรองของไต
- UACR ปริมาณอัลบูมินในปัสสาวะ
- ความดันโลหิต
- ระดับน้ำตาล
- โพแทสเซียม
- ภาวะแทรกซ้อนอื่นตามระยะโรค
การดูแนวโน้มหลายครั้งช่วยให้เห็นว่าโรคคงที่ เสื่อมช้า หรือกำลังเสื่อมเร็วขึ้น หากค่า eGFR ลดลงเร็วกว่าที่คาด อัลบูมินในปัสสาวะเพิ่มขึ้น หรือเกิดอาการผิดปกติ แพทย์สามารถค้นหาสาเหตุและปรับการรักษาได้เร็วขึ้น
บทบาทของยาสมุนไพรจีนในการชะลอไตเสื่อม
ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วยสมุนไพรหลายชนิด เช่น Dihuang, Shanzhuyu, Shanyao, Zexie, Fuling ฯลฯ มีประวัติการใช้เพื่อช่วยปรับสมดุลของระบบที่เกี่ยวข้องกับ “ไต” มีแนวคิดหลักในการอุ่นและบำรุงไตหยาง พร้อมช่วยส่งเสริมการควบคุมและการเปลี่ยนแปลงสารน้ำ ตำรับนี้จึงเหมาะกับผู้ที่มีลักษณะของ ไตหยางพร่องและการควบคุมสารน้ำบกพร่อง เช่น ปวดเมื่อยเอวและเข่า หนาวง่าย แขนขาเย็น ปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะกลางคืน อ่อนแรง หรือมีอาการบวมที่สัมพันธ์กับภาวะพร่องและความเย็นภายใน
5 สิ่งที่ไม่ควรทำถ้าอยากชะลอไตเสื่อม
- อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง เพราะกลัวว่ายาจะทำให้ค่าไตเปลี่ยน
- อย่ากินอาหารเสริมหรือสมุนไพรจากคำโฆษณาว่าเพิ่ม eGFR
- อย่าดื่มน้ำจำนวนมากเพื่อหวังล้างไต
- อย่างดโปรตีนทั้งหมด เพราะเสี่ยงขาดสารอาหารและสูญเสียกล้ามเนื้อ
- อย่ารอจนมีอาการ แล้วจึงตรวจติดตาม เพราะ CKD สามารถดำเนินโรคโดยไม่มีอาการได้
การชะลอไตเสื่อมต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่วิธีใดวิธีหนึ่งเพียงอย่างเดียว
สรุป
การชะลอไตเสื่อมทำได้โดยลดปัจจัยที่ทำให้หน่วยไตเสียหายเพิ่มเติม ควบคุมความดันและเบาหวาน ลดโซเดียม รับประทานโปรตีนให้เหมาะสม ปรับอาหารตามผลเลือด ออกกำลังกาย งดสูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงยาและสารที่อาจทำร้ายไต สิ่งสำคัญคือควรติดตามทั้ง eGFR และ UACR ไม่ใช่ดู Creatinine เพียงตัวเดียว ผู้ป่วยแต่ละคนมีความเสี่ยงและระยะโรคแตกต่างกัน จึงควรปรับแผนอาหาร ยา และการติดตามให้เหมาะกับแต่ละคน
คำถามที่พบบ่อย
Q: ไตเสื่อมสามารถหยุดไม่ให้แย่ลงได้ไหม?
A: บางรายสามารถมีการทำงานของไตคงที่เป็นเวลานานได้ หากรักษาสาเหตุและควบคุมปัจจัยเสี่ยงได้ดี แต่ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะหยุดการดำเนินโรคทั้งหมดในทุกคน
Q: อาหารอะไรช่วยชะลอไตเสื่อมได้ดีที่สุด?
A: ไม่มีอาหารชนิดเดียวที่ชะลอ CKD ได้ สิ่งสำคัญคือรูปแบบอาหารโดยรวม เช่น ลดโซเดียม ลดอาหารแปรรูปสูง รับประทานอาหารหลากหลาย และปรับโปรตีน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัสตามระยะโรคและผลเลือด
Q: ค่า eGFR ต่ำแล้วเพิ่มขึ้นได้หรือไม่?
A: อาจเพิ่มขึ้นได้หากมีปัจจัยชั่วคราวที่แก้ไขได้ เช่น ขาดน้ำหรือ AKI แต่ใน CKD ที่มีความเสียหายถาวร เป้าหมายหลักคือทำให้ eGFR ลดลงช้าที่สุด มากกว่าคาดหวังให้กลับมาเป็นปกติ
Q: ผู้ป่วยไตต้องดื่มน้ำวันละ 2–3 ลิตรหรือไม่?
A: ไม่ใช่ทุกคน ปริมาณน้ำควรขึ้นอยู่กับระยะ CKD ปริมาณปัสสาวะ อาการบวม โรคหัวใจ และภาวะสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องจำกัดน้ำ
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









