ผู้ป่วยไตเสื่อมไม่จำเป็นต้องกินอาหารจืดสนิท งดผัก งดผลไม้ หรืองดโปรตีนทุกคน หลักสำคัญคือเลือกอาหารที่ช่วยควบคุมความดันและน้ำตาล ลดโซเดียม กินโปรตีนในปริมาณเหมาะสม และปรับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำตามระยะของโรคและผลตรวจ เพราะผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังแต่ละคนมีความต้องการด้านอาหารไม่เหมือนกัน
ทำไมผู้ป่วยไตต้องใส่ใจเรื่องอาหาร?
ไตมีหน้าที่ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำ เกลือแร่ และกำจัดของเสียออกจากร่างกาย เมื่อการทำงานของไตลดลง ร่างกายอาจจัดการสารบางชนิดได้ไม่ดีเหมือนเดิม อาหารจึงมีผลต่อหลายเรื่อง เช่น
- ความดันโลหิต
- อาการบวม
- ระดับน้ำตาล
- ปริมาณของเสียจากโปรตีน
- ระดับโพแทสเซียม
- ระดับฟอสฟอรัส
- ภาวะโภชนาการ
- ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
ผู้ป่วย CKD ระยะแรกอาจยังรับประทานอาหารได้ค่อนข้างหลากหลาย ขณะที่ผู้ป่วยระยะรุนแรงหรือผู้ที่มีโพแทสเซียมและฟอสฟอรัสสูงอาจต้องปรับอาหารเพิ่มเติม
หลักการเลือกอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
1. ลดเค็มและลดโซเดียมเป็นอันดับแรก อาหารโซเดียมสูงจะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ร่างกายกักน้ำทำให้บวมมากขึ้น หัวใจทำงานหนัก ผู้ป่วย CKD โดยทั่วไปควรจำกัดโซเดียมให้ต่ำกว่า 2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็นเกลือประมาณไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน อาหารที่มีโซเดียมสูงและควรระวัง เช่น
- น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส
- อาหารหมักดอง
- ไส้กรอก แฮม เบคอน
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
- อาหารสำเร็จรูป
- อาหารแช่แข็ง
- ขนมขบเคี้ยว
- อาหารร้านที่ใส่เครื่องปรุงมาก
2. เลือกอาหารสดมากกว่าอาหารแปรรูป อาหารแปรรูปมักมีทั้งโซเดียมและสารเติมแต่งฟอสเฟตสูง อาหารสดและปรุงเองช่วยให้ควบคุมโซเดียมและสารเติมแต่งได้ง่ายกว่า ตัวอย่างที่เลือกได้ เช่น
- ข้าวหรือธัญพืชตามปริมาณที่เหมาะสม
- ผักสด
- ผลไม้ตามผลเลือด
- เนื้อสัตว์ไม่แปรรูป
- ไข่
- ปลา
- เต้าหู้หรือโปรตีนจากพืชตามความเหมาะสม
3. กินโปรตีน “พอดี” ไม่ใช่งดทั้งหมด โปรตีนเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการรักษากล้ามเนื้อ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และภูมิคุ้มกัน แต่เมื่อร่างกายย่อยโปรตีน จะเกิดของเสียที่ไตต้องช่วยกำจัด หากรับประทานโปรตีนมากเกินไป โดยเฉพาะอาหารเสริมโปรตีนโดยไม่จำเป็น อาจเพิ่มภาระต่อไต
| ⚠️KDIGO (Kidney Disease: Improving Global Outcomes) แนะนำให้หลีกเลี่ยงการรับประทานโปรตีนสูงเกินประมาณ 1.3 กรัม/กก./วัน ในผู้ป่วย CKD ที่มีความเสี่ยงต่อการดำเนินโรค และการลดโปรตีนมากควรทำภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหารและสูญเสียกล้ามเนื้อได้ |
4. เลือกโปรตีนจากพืชเพิ่มขึ้นได้ในบางราย รูปแบบอาหารที่มีอาหารจากพืชมากขึ้นได้รับความสนใจใน CKD เพราะช่วยเพิ่มใยอาหาร ลดไขมันอิ่มตัว และอาจลดภาระกรดจากอาหารบางชนิด แหล่งโปรตีนจากพืช เช่น
- เต้าหู้
- ถั่ว
- ถั่วเลนทิล
- เมล็ดพืช
- ธัญพืช
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางรายอาจต้องควบคุมโพแทสเซียมหรือฟอสฟอรัส ดังนั้นไม่ได้หมายความว่าอาหารจากพืชทุกชนิดจะรับประทานได้ไม่จำกัด
5. ไม่ต้องงดผักและผลไม้ทุกคน ผู้ป่วย CKD หลายคนกลัวโพแทสเซียมจนงดผักและผลไม้ทั้งหมด ทั้งที่ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนต้องจำกัดโพแทสเซียม โพแทสเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญต่อกล้ามเนื้อและหัวใจ แต่หากไตขับโพแทสเซียมได้ลดลงจนระดับในเลือดสูง อาจเกิดอันตรายต่อหัวใจได้ การจำกัดโพแทสเซียมจึงควรพิจารณาจาก
- ค่าโพแทสเซียมในเลือด
- ระยะ CKD
- ยาที่ใช้
- ภาวะกรดในเลือด
- ปริมาณอาหารโดยรวม
6. ฟอสฟอรัสควรดูที่ “แหล่งอาหาร” เมื่อไตทำงานลดลง ฟอสฟอรัสอาจสะสมในเลือดและส่งผลต่อกระดูกและหลอดเลือด แหล่งที่ควรระวังมากเป็นพิเศษคือ phosphate additives ในอาหารแปรรูป เพราะร่างกายดูดซึมได้สูง พบได้ในอาหาร เช่น
- เนื้อแปรรูป
- อาหารสำเร็จรูป
- เครื่องดื่มบางชนิด
- ชีสแปรรูป
- อาหารที่มีสารเติมแต่ง phosphate
ในทางกลับกัน ฟอสฟอรัสจากอาหารจากพืชบางชนิดอาจดูดซึมได้น้อยกว่า จึงไม่ควรเหมารวมว่าอาหารอย่างถั่ว เมล็ดพืช หรือธัญพืชทุกชนิดต้องห้ามทั้งหมด
7. เลือกคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะ โดยเฉพาะถ้ามีเบาหวาน ผู้ป่วย CKD จำนวนมากมีเบาหวานร่วมด้วย ดังนั้นการเลือกรับประทานคาร์โบไฮเดรตควรช่วยทั้งเรื่องไตและน้ำตาล เช่น
- ลดน้ำหวาน
- ลดขนมหวาน
- ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
- เลือกปริมาณข้าวหรือแป้งให้เหมาะสม
- เน้นอาหารที่ให้ใยอาหารมากขึ้นตามความเหมาะสม
การควบคุมน้ำตาลมีความสำคัญมาก เพราะเบาหวานเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของ CKD
8. ดื่มน้ำให้เหมาะ ไม่ใช่ยิ่งมากยิ่งดี ผู้ป่วย CKD ระยะแรกจำนวนมากยังไม่จำเป็นต้องจำกัดน้ำ แต่เมื่อโรครุนแรงขึ้น หากมี
- บวม
- ปัสสาวะออกน้อย
- น้ำคั่ง
- หัวใจล้มเหลว
National Kidney Foundation ระบุว่า การจำกัดน้ำขึ้นอยู่กับระยะโรค ปริมาณปัสสาวะ และภาวะน้ำเกิน ไม่ใช่ว่าผู้ป่วย CKD ทุกคนต้องดื่มน้ำมากหรือจำกัดน้ำเหมือนกัน
จัดจานอาหารสำหรับผู้ป่วยไตอย่างไรให้ง่าย?
แนวคิดที่เข้าใจง่ายคือ เริ่มจากอาหารธรรมชาติและปรุงให้น้อย ตัวอย่างโครงสร้างหนึ่งมื้ออาจประกอบด้วย
- ข้าวหรือแป้ง ปริมาณเหมาะกับพลังงานและเบาหวาน
- โปรตีน ในปริมาณตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำ
- ผัก ตามค่าโพแทสเซียมและข้อจำกัดของแต่ละคน
- ผลไม้ ในปริมาณเหมาะสม หากโพแทสเซียมไม่สูง
- ใช้สมุนไพร เครื่องเทศ มะนาว หรือกลิ่นจากอาหารช่วยเพิ่มรสชาติแทนการเติมเกลือมาก

สรุป
ไตเสื่อมกินอะไรดีไม่ได้มีคำตอบเป็นรายการอาหารตายตัว เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีระยะโรคและผลเลือดต่างกัน หลักสำคัญคือ ลดโซเดียม เลือกอาหารสดและผ่านการแปรรูปน้อย รับประทานโปรตีนในปริมาณเหมาะสม ควบคุมน้ำตาล และปรับโพแทสเซียม ฟอสฟอรัส รวมถึงน้ำตามผลตรวจ ไม่ควรงดผัก ผลไม้ หรือโปรตีนทั้งหมดโดยไม่มีข้อบ่งชี้ การวางแผนอาหารที่ดีต้องช่วยทั้งชะลอโรค ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และรักษาภาวะโภชนาการไปพร้อมกัน
คำถามที่พบบ่อย
Q: ผู้ป่วยไตกินไข่ได้ไหม?
A: โดยทั่วไปสามารถรับประทานได้ แต่ปริมาณต้องพิจารณาร่วมกับความต้องการโปรตีน ฟอสฟอรัส ระยะ CKD และอาหารอื่นตลอดทั้งวัน
Q: ผู้ป่วยไตกินผลไม้ได้ไหม?
A: หากระดับโพแทสเซียมปกติ ไม่จำเป็นต้องงดผลไม้ทุกชนิด แต่หากโพแทสเซียมสูงอาจต้องเลือกชนิดและปริมาณให้เหมาะสม
Q: เป็นโรคไตต้องกินจืดสนิทหรือไม่?
A: ไม่จำเป็นต้องกินจนไม่มีรสชาติ แต่ควรลดโซเดียม โดยเฉพาะอาหารแปรรูปและเครื่องปรุงเค็ม สามารถใช้สมุนไพร เครื่องเทศ มะนาว หรือกลิ่นจากอาหารช่วยเพิ่มรสแทนได้
Q: ผู้ป่วยไตต้องงดโพแทสเซียมทุกคนไหม?
A: ไม่จำเป็น การจำกัดโพแทสเซียมควรดูระดับโพแทสเซียมในเลือด ยาที่ใช้ และการทำงานของไต ผู้ที่ค่าโพแทสเซียมปกติไม่ควรตัดผักและผลไม้ออกจากอาหารโดยไม่จำเป็น
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









