หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ประจำเดือนมามากผิดปกติ สังเกตอย่างไร? เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง

ประจำเดือนมามากผิดปกติ สังเกตอย่างไร? เกิดจากโรคอะไรได้บ้าง

ประจำเดือนมามากแค่ไหนเรียกว่าผิดปกติ? เช็กสัญญาณเตือน

ประจำเดือนมามากไม่ได้วัดจากปริมาณเลือดเป็นมิลลิลิตรเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ เลือดซึมเปื้อนเสื้อผ้าหรือที่นอน มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ ต้องตื่นมาเปลี่ยนผ้าอนามัยกลางคืน หรือเลือดออกจนกระทบการทำงานและชีวิตประจำวัน หากมีอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น หรือหอบร่วมด้วย อาจมีภาวะโลหิตจางจากการเสียเลือดและควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม

ประจำเดือนมามากแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ?

ปัจจุบันการประเมิน Heavy Menstrual Bleeding หรือประจำเดือนมามากผิดปกติ ไม่ได้เน้นว่าต้องวัดเลือดให้ได้กี่มิลลิลิตร เพราะในชีวิตจริงทำได้ยาก สัญญาณที่บอกว่าเลือดอาจออกมากผิดปกติ ได้แก่

  • ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยหรือแทมพอนประมาณทุก 1–2 ชั่วโมง
  • ต้องใช้ผ้าอนามัยมากกว่า 1 ชนิดหรือซ้อนกันเพื่อป้องกันเลือดซึม
  • ต้องตื่นกลางคืนเพื่อเปลี่ยนผ้าอนามัย
  • เลือดซึมเปื้อนเสื้อผ้าหรือที่นอน
  • มีเลือดออกเป็นก้อนหรือลิ่มขนาดใหญ่
  • เลือดออกจนต้องงดออกกำลังกาย ลางาน หรือไม่กล้าออกจากบ้าน
  • รู้สึกเหนื่อยง่ายหรือหายใจไม่อิ่มจากการเสียเลือด

มีลิ่มเลือดตอนเป็นประจำเดือน ผิดปกติไหม?

ลิ่มเลือดขนาดเล็กสามารถพบได้ในช่วงวันที่เลือดออกมาก และไม่ได้หมายความว่ามีโรคเสมอไป แต่ควรสังเกตมากขึ้นหาก

  • มีลิ่มเลือดขนาดใหญ่บ่อย
  • ออกเป็นก้อนหลายครั้งในแต่ละวัน
  • มีเลือดออกมากร่วมด้วย
  • ปวดท้องมากผิดปกติ
  • ระยะหลังลิ่มเลือดเพิ่มขึ้นจากเดิม

อย่างไรก็ตาม ลิ่มเลือดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกสาเหตุได้ ต้องดูปริมาณเลือด อาการปวด ระยะเวลา และอาการร่วมอื่นด้วย

ประจำเดือนมามาก เกิดจากอะไร?

มีได้หลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของการตกไข่ ไปจนถึงโรคภายในมดลูก

1. เนื้องอกมดลูก Fibroid หรือเนื้องอกมดลูก เป็นก้อนที่เกิดจากกล้ามเนื้อมดลูก และส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ควรนึกถึงเมื่อประจำเดือนที่เคยปกติเริ่มมามากขึ้น อาการที่พบได้ ได้แก่

  • ประจำเดือนมามาก
  • ประจำเดือนนาน
  • ปวดหรือแน่นท้องน้อย
  • ปัสสาวะบ่อย หากก้อนกดกระเพาะปัสสาวะ
  • บางคนอาจมีภาวะซีดจากการเสียเลือด

2. Adenomyosis  Adenomyosis คือภาวะที่เนื้อเยื่อซึ่งมีลักษณะคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของประจำเดือนมามากที่พบได้ โดยเฉพาะหากมีอาการปวดร่วมด้วย อาจทำให้

  • ประจำเดือนมามาก
  • ปวดประจำเดือนมาก
  • ปวดหรือแน่นบริเวณท้องน้อย

3. การตกไข่ไม่สม่ำเสมอ หากไข่ไม่ตกอย่างสม่ำเสมอ เยื่อบุโพรงมดลูกอาจหนาตัวมากกว่าปกติ เมื่อหลุดลอกจึงอาจมีเลือดออกมาก พบได้ใน

  • วัยรุ่นช่วงแรกที่เริ่มมีประจำเดือน
  • ช่วงก่อนหมดประจำเดือน
  • ผู้ที่มี PCOS
  • ผู้ที่มีภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยบางราย

4. PCOS หลายคนคิดว่า PCOS ทำให้ประจำเดือนขาดอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วผู้ที่มี PCOS บางคนอาจมีเลือดออกมากเมื่อประจำเดือนกลับมา สาเหตุคือหากไข่ไม่ตกเป็นเวลานาน เยื่อบุโพรงมดลูกอาจหนาตัว เมื่อหลุดลอกจึงอาจมีเลือดออกมากหรือไม่เป็นรอบ

5. ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด บางคนมีประจำเดือนมากตั้งแต่เริ่มมีประจำเดือนครั้งแรก เพราะมีโรคที่ทำให้เลือดแข็งตัวได้ยาก เช่น Von Willebrand disease ควรนึกถึงสาเหตุนี้มากขึ้นหากมี

  • ประจำเดือนมากตั้งแต่วัยรุ่น
  • เลือดกำเดาออกบ่อย
  • มีรอยช้ำง่าย
  • เลือดหยุดยากหลังถอนฟันหรือผ่าตัด
  • คนในครอบครัวมีปัญหาเลือดออกง่าย

ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุของ Heavy Menstrual Bleeding ที่สำคัญ

6. ยาบางชนิดและห่วงคุมกำเนิด ยาบางกลุ่มสามารถทำให้เลือดออกมากขึ้นได้ เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ ห่วงคุมกำเนิดชนิดทองแดงหรือ Copper IUD อาจทำให้ประจำเดือนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงแรกหลังใส่ หากประจำเดือนเพิ่มขึ้นหลังเริ่มยาใหม่หรือหลังใส่ห่วง ควรแจ้งแพทย์ แต่ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง

7. Endometriosis และโรคในอุ้งเชิงกราน Endometriosis มักเด่นเรื่องอาการปวดประจำเดือน แต่บางคนอาจมีประจำเดือนมากร่วมด้วย ส่วน Pelvic Inflammatory Disease หรือ PID ซึ่งเป็นการติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์ภายใน อาจทำให้เลือดออกผิดปกติร่วมกับปวดท้องน้อย ตกขาว หรือมีไข้ได้

8. มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก พบไม่บ่อยเมื่อเทียบกับสาเหตุอื่น แต่เลือดออกผิดปกติสามารถเป็นสัญญาณของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว ควรได้รับการตรวจเสมอ ไม่ควรคิดว่าเป็นประจำเดือนกลับมาอีกครั้ง

ประจำเดือนมามากทำให้โลหิตจางได้อย่างไร?

เมื่อเสียเลือดมากเป็นเวลานาน ร่างกายจะสูญเสียธาตุเหล็ก ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง หากธาตุเหล็กไม่เพียงพอ อาจเกิด Iron-deficiency anemia หรือโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก อาการที่ควรสังเกต ได้แก่

  • เหนื่อยง่ายกว่าปกติ
  • ไม่มีแรง
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืด
  • ใจสั่น
  • หายใจไม่อิ่มเมื่อออกแรง
  • หน้าซีด

ประจำเดือนมามากแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?

หากเลือดออกมากจน ผ้าอนามัยชุ่มเต็มประมาณ 1 แผ่นต่อชั่วโมงติดต่อกันหลายชั่วโมง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วย ควรได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะหากมี

  • หน้ามืดหรือเป็นลม
  • ใจสั่นมาก
  • หายใจลำบาก
  • อ่อนเพลียมาก
  • เจ็บหน้าอก
  • ปวดท้องรุนแรง
  • มีโอกาสตั้งครรภ์และมีเลือดออกผิดปกติ

สรุป

ประจำเดือนมามากไม่ได้ดูจากจำนวนผ้าอนามัยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าปริมาณเลือด มากจนกระทบชีวิตหรือสุขภาพหรือไม่ สัญญาณที่ควรสังเกตคือเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ เลือดซึมเปื้อน มีลิ่มเลือดใหญ่ ต้องตื่นเปลี่ยนกลางคืน หรือมีอาการเหนื่อย หน้ามืด และใจสั่น สาเหตุมีตั้งแต่การตกไข่ผิดปกติ PCOS เนื้องอกมดลูก Adenomyosis ไปจนถึงโรคเลือด หากเลือดออกมากขึ้นจากเดิมหรือเกิดซ้ำ ควรตรวจหาสาเหตุก่อนรักษา ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงลักษณะประจำเดือนเฉพาะตัว

คำถามที่พบบ่อย

Q: ประจำเดือนมามากแต่ไม่ปวด ผิดปกติไหม?

A: อาจผิดปกติได้ เพราะ Heavy Menstrual Bleeding ไม่จำเป็นต้องมีอาการปวดร่วมด้วย หากเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ กระทบชีวิต หรือมีอาการซีด ควรตรวจหาสาเหตุ

Q: เปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 1–2 ชั่วโมง ถือว่าเยอะไหม?

A: ถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บอกว่าเลือดประจำเดือนอาจมาก โดยเฉพาะหากเกิดติดต่อกันหลายชั่วโมงหรือต้องใช้ผ้าอนามัยหลายชั้นร่วมกัน

Q: ประจำเดือนเป็นลิ่มเลือด อันตรายไหม?

A: ลิ่มเลือดเล็ก ๆ อาจพบได้ แต่หากมีลิ่มขนาดใหญ่บ่อยร่วมกับเลือดออกมาก ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

Q: ประจำเดือนมามากทำให้โลหิตจางได้ไหม?

A: ได้ การเสียเลือดมากซ้ำ ๆ สามารถทำให้ธาตุเหล็กลดลงและเกิดโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กได้ หากเหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น หรือหอบ ควรตรวจเลือด

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

[enwei_product_13336]

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top