ประจำเดือนขาดไม่ได้เกิดจากการตั้งครรภ์เพียงอย่างเดียว ความเครียด น้ำหนักที่ลดหรือเพิ่มมาก การออกกำลังกายหนัก PCOS ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ยาบางชนิด หรือช่วงใกล้หมดประจำเดือน ล้วนทำให้ประจำเดือนไม่มาได้ หากมีโอกาสตั้งครรภ์ สิ่งแรกที่ควรทำคือ ตรวจการตั้งครรภ์ก่อน แล้วจึงพิจารณาสาเหตุอื่นหากผลตรวจเป็นลบและประจำเดือนยังไม่มา
ประจำเดือนขาด คืออะไร?
ในทางการแพทย์เรียกภาวะไม่มีประจำเดือนว่า Amenorrhea โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่
- ไม่เคยมีประจำเดือนมาก่อน ทั้งที่ถึงวัยที่ควรมีประจำเดือนแล้ว
- เคยมีประจำเดือน แต่ภายหลังประจำเดือนขาดหายไป
สำหรับผู้หญิงที่เคยมีรอบเดือนมาก่อน ACOG แนะนำว่าหากประจำเดือนหยุดไปนานกว่า 3 เดือนโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องรอครบ 3 เดือนทุกกรณี หากมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย หรือสงสัยตั้งครรภ์ ควรตรวจหาสาเหตุก่อนหน้านั้น
ประจำเดือนขาด แต่ไม่ท้อง เกิดจากอะไร?
เมื่อไม่ใช่การตั้งครรภ์ สาเหตุที่พบบ่อยมีหลายกลุ่ม
1. ความเครียด ความเครียดไม่ได้มีผลแค่ต่ออารมณ์ แต่สามารถกระทบระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ได้ เมื่อเครียดมากหรือต่อเนื่อง ร่างกายอาจรบกวนสัญญาณจากสมองที่ส่งไปควบคุมรังไข่ ทำให้
การตกไข่ช้าลงหรือไม่ตกไข่ → รอบเดือนยาวขึ้น → ประจำเดือนมาช้าหรือขาด
หากสาเหตุหลักมาจากความเครียด รอบเดือนอาจกลับมาเมื่อความเครียดลดลง แต่ถ้าประจำเดือนหายไปต่อเนื่องก็ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากความเครียดเพียงอย่างเดียว
2. น้ำหนักลดเร็วหรือกินอาหารน้อยเกินไป ร่างกายต้องใช้พลังงานเพียงพอเพื่อให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานตามปกติ หากลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว กินอาหารน้อยมาก หรือมีไขมันในร่างกายต่ำเกินไป ร่างกายอาจลดการส่งสัญญาณฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการตกไข่ ส่งผลให้ประจำเดือนขาดได้ ดังนั้นการลดน้ำหนักแบบหักโหมไม่ได้กระทบเพียงน้ำหนักตัว แต่อาจกระทบรอบเดือนและสุขภาพกระดูกในระยะยาว หากทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำเป็นเวลานาน
3. ออกกำลังกายหนักเกินไป การออกกำลังกายเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ถ้าออกหนักมากพร้อมกับได้รับพลังงานไม่เพียงพอ ร่างกายอาจเข้าสู่ภาวะพลังงานไม่พอสำหรับการทำงานหลายระบบ พบได้โดยเฉพาะในผู้ที่
- ฝึกกีฬาอย่างหนัก
- เพิ่มความหนักของการออกกำลังกายรวดเร็ว
- จำกัดอาหารร่วมด้วย
- น้ำหนักหรือไขมันในร่างกายลดลงมาก
ผลที่ตามมาคือการตกไข่อาจหยุดชั่วคราวและทำให้ประจำเดือนขาด
4. PCOS หรือกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของประจำเดือนที่มาห่างหรือขาด ในผู้ที่มี PCOS การตกไข่อาจเกิดไม่สม่ำเสมอ บางคนจึงมีประจำเดือนเพียงไม่กี่ครั้งต่อปี อาการอื่นที่อาจพบร่วมกัน ได้แก่
- สิวมาก
- ผิวมัน
- ขนบริเวณใบหน้าหรือลำตัวมากขึ้น
- น้ำหนักขึ้นหรือลดน้ำหนักยาก
- ผมบาง
- มีบุตรยากจากการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ
5. ต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติ ต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนที่มีผลต่อการทำงานหลายระบบของร่างกาย รวมถึงระบบสืบพันธุ์ ทั้งภาวะไทรอยด์ทำงานน้อยเกินไปและมากเกินไป สามารถรบกวนรอบเดือนได้ อาการที่อาจพบร่วม เช่น
- น้ำหนักเปลี่ยนโดยไม่ทราบสาเหตุ
- ใจสั่น
- เหนื่อยง่าย
- หนาวหรือร้อนง่ายผิดปกติ
- ท้องผูก
- มือสั่น
6. ฮอร์โมนโปรแลคตินสูง Prolactin เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างน้ำนม หากมีระดับสูงผิดปกติในผู้ที่ไม่ได้ให้นมบุตร อาจรบกวนการตกไข่จนทำให้ประจำเดือนขาด บางคนอาจมี
- น้ำนมไหลทั้งที่ไม่ได้ให้นมบุตร
- ปวดศีรษะ
- การมองเห็นเปลี่ยนไป
หากสงสัย แพทย์สามารถตรวจระดับ Prolactin จากเลือดและหาสาเหตุต่อไปได้
7. ยาหรือฮอร์โมนคุมกำเนิดบางชนิด วิธีคุมกำเนิดบางชนิดสามารถทำให้ประจำเดือนมาน้อยลงหรือหยุดไปได้ เช่น ยาคุมกำเนิดบางประเภท ยาฉีดคุมกำเนิด หรือห่วงคุมกำเนิดชนิดที่มีฮอร์โมน นอกจากนี้ ยาบางชนิดอาจมีผลต่อระดับฮอร์โมนหรือรอบเดือนเช่นกัน หากประจำเดือนขาดหลังเริ่มยาใหม่ ไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
8. รังไข่ทำงานลดลงก่อนวัย ในผู้หญิงอายุน้อยกว่า 40 ปี บางคนอาจเกิดภาวะที่รังไข่ทำงานลดลงเร็วกว่าปกติ เรียกว่า Primary Ovarian Insufficiency (POI) อาจมีอาการร่วม เช่น
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือขาด
- ร้อนวูบวาบ
- เหงื่อออกกลางคืน
- ช่องคลอดแห้ง
- มีบุตรยาก
ภาวะนี้ควรได้รับการประเมิน เพราะระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ต่ำเป็นเวลานานอาจมีผลต่อกระดูกและสุขภาพด้านอื่น
ประจำเดือนไม่มา 1 เดือน อันตรายไหม?
หากปกติประจำเดือนมาตรง แล้วขาดไปหนึ่งเดือน อาจเกิดจากความเครียด การเจ็บป่วย น้ำหนักเปลี่ยน การออกกำลังกาย หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนชั่วคราวได้ แต่สิ่งแรกที่ต้องพิจารณาคือ หากมีโอกาสตั้งครรภ์ ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน หากไม่ตั้งครรภ์แต่ประจำเดือนยังไม่กลับมา หรือเริ่มขาดซ้ำหลายรอบ ควรหาสาเหตุแทนการรอไปเรื่อย ๆ
ประจำเดือนขาดรักษาอย่างไร?
การรักษาไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่ “ทำให้ประจำเดือนมา” แต่ต้องแก้สาเหตุที่ทำให้รอบเดือนหยุดไป ตัวอย่างเช่น
- พลังงานไม่เพียงพอ → ปรับอาหารและการออกกำลังกาย
- ความเครียด → จัดการปัจจัยกระตุ้นและพักผ่อนให้เพียงพอ
- PCOS → รักษาตามอาการและเป้าหมายของแต่ละคน
- ไทรอยด์ผิดปกติ → รักษาโรคไทรอยด์
- Prolactin สูง → หาสาเหตุและรักษาตามความเหมาะสม
- POI → ประเมินและดูแลเรื่องฮอร์โมน สุขภาพกระดูก และการเจริญพันธุ์
ประจำเดือนขาดในทางการแพทย์แผนจีน
ในทัศนะการแพทย์แผนจีน ประจำเดือนขาดสามารถเกิดจากความผิดสมดุลได้หลายรูปแบบ เช่น พลังชี่และเลือดพร่อง การไหลเวียนของพลังชี่ติดขัด เลือดคั่ง การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วย Danggui, Baishao, Shudihuang, Huangqi, Chuanxiong ฯลฯ ที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด เสริมสร้างพลังชี่ และช่วยปรับสมดุลของพลังชี่และเลือดตามศาสตร์การแพทย์จีน ใช้ในกลุ่มอาการประจำเดือนผิดปกติบางลักษณะ โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะพร่องร่วมด้วย
สรุป
ประจำเดือนขาดไม่ได้หมายถึงตั้งครรภ์เสมอไป หากมีโอกาสตั้งครรภ์ควรตรวจการตั้งครรภ์เป็นอันดับแรก ส่วนผู้ที่ไม่ตั้งครรภ์อาจมีสาเหตุจากความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน ออกกำลังกายหนัก PCOS ไทรอยด์ ฮอร์โมน หรือยาบางชนิด หากประจำเดือนขาดต่อเนื่องหลายรอบ โดยเฉพาะนานประมาณ 3 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรพบแพทย์เพื่อหาต้นเหตุและรักษาให้ตรงจุด
คำถามที่พบบ่อย
Q: ประจำเดือนขาดแต่ไม่ท้อง เกิดจากอะไรได้บ้าง?
A: สาเหตุที่พบได้มีทั้งความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน การออกกำลังกายหนัก PCOS ไทรอยด์ผิดปกติ Prolactin สูง ยาบางชนิด และความผิดปกติของการทำงานของรังไข่
Q: ประจำเดือนไม่มา 1 เดือน ต้องไปหาหมอไหม?
A: หากมีโอกาสตั้งครรภ์ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน หากผลเป็นลบและประจำเดือนกลับมาในรอบต่อไปอาจติดตามอาการได้ แต่หากยังไม่มา ขาดซ้ำ หรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์
Q: ประจำเดือนขาด 3 เดือนอันตรายไหม?
A: หากเคยมีประจำเดือนแล้วหยุดไป 3 เดือนโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ควรปล่อยไว้โดยคิดว่าเป็นเพียงรอบเดือนแปรปรวน
Q: เครียดจนประจำเดือนไม่มาได้จริงหรือ?
A: ได้ ความเครียดสามารถรบกวนระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ ทำให้ไข่ตกช้าหรือไม่ตกไข่ และส่งผลให้ประจำเดือนมาช้าหรือขาดได้
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)
[enwei_product_13336]








