หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ประจำเดือนมาไม่ปกติคืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

ประจำเดือนมาไม่ปกติคืออะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา

ประจำเดือนมาไม่ปกติ เกิดจากอะไร? อาการและวิธีรักษา

ประจำเดือนมาไม่ปกติ คือรอบเดือนที่เปลี่ยนไปจากรูปแบบเดิมอย่างชัดเจน เช่น มาเร็วหรือช้ากว่าปกติ มาถี่ ขาดหาย เลือดออกมากหรือน้อยกว่าที่เคย หรือมีเลือดออกนานผิดปกติ สาเหตุมีตั้งแต่ความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน การใช้ฮอร์โมน ไปจนถึงโรคอย่าง PCOS ไทรอยด์ผิดปกติ หรือก้อนเนื้องอกในมดลูก การรักษาจึงต้องหาสาเหตุก่อน ไม่ควรพยายามทำให้ประจำเดือน “กลับมาตรง” ด้วยตัวเองเพียงอย่างเดียว

รอบเดือนปกติควรเป็นอย่างไร? 

การนับรอบเดือนให้นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมาในรอบหนึ่ง ไปจนถึงวันแรกของประจำเดือนรอบถัดไป ในผู้ใหญ่ รอบเดือนโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 21–35 วัน และประจำเดือนมักมีเลือดออกไม่เกินประมาณ 7 วัน อย่างไรก็ตาม รอบเดือนของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องตรง 28 วันทุกเดือนจึงจะถือว่าปกติ สิ่งที่ควรสังเกตมากกว่าตัวเลขเพียงครั้งเดียวคือ รูปแบบของรอบเดือนเปลี่ยนจากเดิมหรือไม่ ตัวอย่างเช่น 

  • เดิมมาทุก 28–30 วัน แต่ช่วงหลังมาทุก 40–50 วัน
  • ประจำเดือนมาเดือนละ 2 ครั้งบ่อย ๆ
  • ขาดไปหลายเดือน
  • เลือดออกนานเกิน 7 วัน
  • มีเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบ
  • ปริมาณเลือดเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ACOG จัดรอบที่สั้นกว่า 21 วัน ยาวกว่า 35 วัน เลือดออกนานเกิน 7 วัน หรือรอบเดือนที่เปลี่ยนแปลงมากจากรอบหนึ่งไปอีกรอบหนึ่ง เป็นลักษณะที่ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม 

ประจำเดือนมาไม่ปกติเกิดจากอะไร? 

ประจำเดือนเกิดจากการทำงานร่วมกันของสมอง ฮอร์โมน รังไข่ และมดลูก ดังนั้นเมื่อระบบใดระบบหนึ่งเปลี่ยนไป รอบเดือนก็อาจเปลี่ยนตามได้ 

1. ความเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ 
ความเครียดสามารถรบกวนระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการตกไข่ ทำให้ไข่ตกช้าหรือบางรอบไม่ตกไข่ จึงอาจทำให้ประจำเดือนมาช้า ขาด หรือมาไม่สม่ำเสมอ 

2. น้ำหนักเปลี่ยนเร็ว หรือกินอาหารไม่เพียงพอ 
การลดน้ำหนักมากในระยะสั้น การกินพลังงานน้อยเกินไป หรือออกกำลังกายหนักมาก อาจทำให้ร่างกายลดการทำงานของระบบสืบพันธุ์ชั่วคราว ส่งผลให้ไข่ไม่ตกและประจำเดือนขาดได้ ในทางกลับกัน น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมากก็สามารถสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและการตกไข่ได้เช่นกัน 

3. การตั้งครรภ์ 
หากมีเพศสัมพันธ์และประจำเดือนที่เคยมาตามรอบกลับไม่มา การตั้งครรภ์เป็นหนึ่งในสาเหตุแรกที่ควรตรวจสอบ โดยเฉพาะหากประจำเดือนขาดร่วมกับคลื่นไส้ คัดเต้านม หรืออ่อนเพลีย แต่ไม่มีอาการเหล่านี้ก็ยังสามารถตั้งครรภ์ได้ 

4. PCOS 
PCOS หรือกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ เป็นสาเหตุสำคัญของการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้ประจำเดือนมาห่าง ประจำเดือนขาด รอบเดือนไม่แน่นอน บางคนอาจมีสิว ขนตามใบหน้าหรือลำตัวมากขึ้น หรือน้ำหนักเพิ่มร่วมด้วย 

5. ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ 
ฮอร์โมนไทรอยด์มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ หากไทรอยด์ทำงานมากหรือน้อยเกินไป อาจทำให้รอบเดือนเปลี่ยน ประจำเดือนมามาก มาน้อย หรือขาดได้ 

6. เนื้องอกมดลูก ติ่งเนื้อ หรือเยื่อบุโพรงมดลูกผิดปกติ
ปัญหาภายในมดลูก เช่น เนื้องอกมดลูก ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก หรือภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกแทรกเข้าไปในกล้ามเนื้อมดลูก อาจทำให้เลือดออกมาก นาน หรือมีเลือดออกผิดช่วงได้

7. ยาและการคุมกำเนิด
ยาคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ห่วงคุมกำเนิดบางชนิด รวมถึงยาบางกลุ่ม เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด สามารถทำให้รูปแบบการมีเลือดเปลี่ยนไปได้

8. ช่วงวัยของร่างกาย
รอบเดือนอาจยังไม่สม่ำเสมอในช่วงแรกหลังเริ่มมีประจำเดือน และอาจเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในช่วงใกล้หมดประจำเดือน เนื่องจากการตกไข่และระดับฮอร์โมนไม่สม่ำเสมอ 

ประจำเดือนผิดปกติมีลักษณะแบบไหนบ้าง? 

คำว่า “ประจำเดือนมาไม่ปกติ” ไม่ได้หมายถึงแค่ประจำเดือนมาช้า แต่ครอบคลุมหลายรูปแบบ เช่น 

  • ประจำเดือนมาช้า 
  • ประจำเดือนขาด
  • ประจำเดือนมาถี่ 
  • ประจำเดือนมามาก 
  • ประจำเดือนมาน้อย 
  • ประจำเดือนมานาน 
  • เลือดออกระหว่างรอบเดือน 
  • ปวดประจำเดือนมากผิดปกติ 

อาการแต่ละแบบมีสาเหตุต่างกัน จึงไม่ควรใช้วิธีรักษาเดียวกันทั้งหมด

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?

  • รอบเดือนสั้นกว่า 21 วันหรือยาวกว่า 35 วันบ่อย ๆ
  • ประจำเดือนนานเกิน 7 วัน
  • มีเลือดออกระหว่างรอบหรือหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ประจำเดือนขาดติดต่อกันหลายเดือน
  • เลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ผิดปกติ
  • ปวดท้องน้อยมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • มีอาการซีด เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือเวียนศีรษะ
  • ประจำเดือนผิดปกติร่วมกับมีบุตรยาก

หากประจำเดือนมากจนผ้าอนามัยชุ่มเต็มประมาณทุกชั่วโมงต่อเนื่องมากกว่า 2 ชั่วโมง และมีอาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก ควรไปโรงพยาบาลทันที 

ประจำเดือนมาไม่ปกติรักษาอย่างไร?

สิ่งสำคัญที่สุดคือ รักษาตามสาเหตุ บางคนอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา เช่น รอบเดือนเปลี่ยนชั่วคราวจากความเครียดหรือการเปลี่ยนน้ำหนัก แต่บางกรณีอาจต้องรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ แนวทางรักษาอาจประกอบด้วย 

  • ปรับการนอน ความเครียด อาหาร และการออกกำลังกายให้เหมาะสม
  • รักษาความผิดปกติของไทรอยด์
  • รักษา PCOS
  • ใช้ฮอร์โมนบางชนิดเมื่อมีข้อบ่งชี้
  • รักษาภาวะโลหิตจางหากเสียเลือดมาก
  • รักษาเนื้องอกมดลูก ติ่งเนื้อ หรือโรคในมดลูกตามความเหมาะสม
  • พิจารณาหัตถการหรือการผ่าตัดในบางโรค

ดังนั้นการมีประจำเดือนผิดปกติไม่ได้แปลว่า “ต้องกินฮอร์โมน” ทุกคน และการทำให้เลือดออกมาตรงรอบโดยไม่ได้แก้ต้นเหตุอาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป 

ประจำเดือนผิดปกติในทัศนะการแพทย์แผนจีน 

ในทัศนะการแพทย์จีน ประจำเดือนสะท้อนภาวะเลือดพร่อง เลือดคั่ง และการไหลเวียนพลังชี่ติดขัดตามทฤษฎีการแพทย์จีน ทำให้มีลักษณะอาการ

  • ประจำเดือนมาน้อยและสีจาง 
  • ประจำเดือนมาช้าร่วมกับอ่อนเพลีย 
  • ปวดท้องและมีลิ่มเลือด 
  • อารมณ์แปรปรวนหรือแน่นหน้าอกก่อนมีประจำเดือน 
  • รู้สึกหนาวง่ายหรือมือเท้าเย็น 

การแพทย์จีนจึงใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนที่ประกอบด้วย Danggui, Baishao, Shudihuang, Huangqi, Chuanxiong ฯลฯ ที่มีสรรพคุณบำรุงเลือด เสริมสร้างพลังชี่ และช่วยปรับสมดุลของพลังชี่และเลือดตามศาสตร์การแพทย์จีน ใช้ในกลุ่มอาการประจำเดือนผิดปกติบางลักษณะ โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะพร่องร่วมด้วย

ดูแลตัวเองอย่างไรเมื่อรอบเดือนเริ่มผิดปกติ?

เริ่มจากสิ่งง่าย ๆ ที่ช่วยทั้งตัวเราเองและแพทย์ในการหาสาเหตุ

  • จดวันแรกของประจำเดือนทุกครั้ง
  • บันทึกว่ามากี่วัน
  • สังเกตว่าปริมาณมากหรือน้อยกว่าเดิม
  • บันทึกเลือดออกระหว่างรอบ
  • สังเกตอาการปวด หน้ามืด เหนื่อยง่าย หรืออาการอื่นร่วมด้วย
  • หลีกเลี่ยงการลดน้ำหนักหรือออกกำลังกายหักโหม
  • นอนให้เพียงพอและจัดการความเครียด
  • หากมีโอกาสตั้งครรภ์และประจำเดือนขาด ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน

การจดรอบเดือนต่อเนื่องจะช่วยให้เห็นได้ชัดว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงเพียงครั้งเดียว หรือเป็นปัญหาที่เกิดซ้ำหลายเดือน 

สรุป

ประจำเดือนมาไม่ปกติไม่ได้หมายถึงแค่ประจำเดือนมาช้า แต่รวมถึงรอบที่มาถี่ ขาด มามาก มาน้อย หรือนานผิดปกติ สาเหตุมีตั้งแต่ความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน การตั้งครรภ์ และการใช้ฮอร์โมน ไปจนถึง PCOS ไทรอยด์ หรือโรคในมดลูก หากเกิดเพียงบางครั้งอาจไม่ใช่เรื่องร้ายแรง แต่หากรูปแบบเปลี่ยนต่อเนื่อง มีเลือดออกมาก ปวดมาก หรือขาดประจำเดือนนาน ควรตรวจหาสาเหตุก่อนรักษา เพราะวิธีดูแลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับต้นเหตุของแต่ละคน

คำถามที่พบบ่อย

Q: ประจำเดือนมาไม่ตรงวันทุกเดือนถือว่าผิดปกติไหม? 

A: ไม่จำเป็นต้องตรงวันเดิมทุกเดือน รอบเดือนสามารถสั้นหรือยาวต่างกันเล็กน้อยได้ สิ่งที่ควรสังเกตคือช่วงห่างของแต่ละรอบเปลี่ยนมากหรือผิดไปจากรูปแบบเดิมต่อเนื่องหรือไม่

Q: ประจำเดือนมาช้าแค่ไหนจึงควรกังวล?

A: ไม่มีจำนวนวันที่ใช้ตัดสินได้กับทุกคน หากรอบปกติของคุณเปลี่ยนไปมาก มีรอบยาวกว่า 35 วันบ่อย ๆ หรือขาดประจำเดือนหลายรอบ ควรหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากมีโอกาสตั้งครรภ์ควรตรวจการตั้งครรภ์ก่อน

Q: ประจำเดือนมาไม่ปกติแปลว่าฮอร์โมนผิดปกติเสมอหรือไม่?

A: ไม่เสมอไป เพราะอาจเกิดจากความเครียด น้ำหนักเปลี่ยน การตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด เนื้องอกมดลูก หรือโรคอื่น ๆ ได้เช่นกัน

Q: ประจำเดือนมาไม่ปกติทำให้มีลูกยากไหม?

A: บางกรณีอาจทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสาเหตุทำให้ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ เช่น PCOS แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีรอบเดือนผิดปกติทุกคนจะมีบุตรยาก

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Nareecap นารีแคป

Nareecap นารีแคป

สุขภาพเพศหญิง

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top