หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  PCOS ทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้อย่างไร? เข้าใจสาเหตุและสัญญาณที่ควรพบแพทย์

PCOS ทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้อย่างไร? เข้าใจสาเหตุและสัญญาณที่ควรพบแพทย์

PCOS กับประจำเดือนผิดปกติเกี่ยวข้องกันอย่างไร? ควรดูแลแบบไหน

PCOS เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอในผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ เพราะความผิดปกติของฮอร์โมนทำให้ฟองไข่เจริญไม่สมบูรณ์และไข่ไม่ตกเป็นประจำ เมื่อไม่มีการตกไข่ รอบเดือนจึงอาจยาวขึ้น ประจำเดือนขาดหลายเดือน หรือบางครั้งมีเลือดออกมากและนานกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ประจำเดือนผิดปกติไม่ได้หมายความว่าเป็น PCOS เสมอไป เพราะยังเกิดได้จากการตั้งครรภ์ โรคไทรอยด์ ความผิดปกติของฮอร์โมน น้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงมาก หรือสาเหตุอื่น จึงควรได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม

ทำไม PCOS จึงทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ?

หัวใจสำคัญอยู่ที่ การตกไข่ โดยปกติ ในแต่ละรอบเดือนจะมีฟองไข่เจริญขึ้นในรังไข่ เมื่อไข่โตเต็มที่จึงเกิดการตกไข่ หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน เพื่อเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกสำหรับการตั้งครรภ์ หากไม่มีการตั้งครรภ์ ระดับฮอร์โมนจะลดลง เยื่อบุโพรงมดลูกจึงหลุดออกมาเป็นประจำเดือน แต่ในผู้ที่เป็น PCOS มักมีความผิดปกติของฮอร์โมนและการตกไข่ ฟองไข่หลายใบเริ่มเจริญแต่ไม่สามารถพัฒนาไปจนเกิดการตกไข่ได้สม่ำเสมอ ส่งผลให้การสร้างโปรเจสเตอโรนหลังการตกไข่ไม่เกิดขึ้นตามรอบปกติ

ประจำเดือนแบบไหนที่ถือว่าผิดปกติ?

สำหรับผู้ใหญ่ที่พ้นช่วงวัยรุ่นแล้ว แนวทางสากลพิจารณาว่ารอบเดือนอาจผิดปกติเมื่อ

  • รอบเดือนสั้นกว่า 21 วัน
  • รอบเดือนยาวกว่า 35 วัน
  • มีประจำเดือนน้อยกว่า 8 ครั้งต่อปี
  • ประจำเดือนขาดนานเกิน 90 วัน ในหนึ่งรอบ

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ในวัยรุ่นแตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะช่วงหลายปีแรกหลังเริ่มมีประจำเดือน รอบเดือนอาจยังไม่สม่ำเสมอตามธรรมชาติ จึงไม่ควรใช้ตัวเลขของผู้ใหญ่มาวินิจฉัยวัยรุ่นโดยตรง

อ่านเพิ่มเติม: Rotterdam Criteria คืออะไร?

ลักษณะประจำเดือนที่พบได้ในผู้ที่เป็น PCOS

  1. ประจำเดือนมาห่าง เป็นลักษณะที่พบได้บ่อย เช่น รอบเดือนมาทุก 40–60 วัน หรือบางครั้งนานกว่านั้น เนื่องจากการตกไข่เกิดขึ้นไม่สม่ำเสมอ
  2. ประจำเดือนขาดหลายเดือน ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีประจำเดือนติดต่อกันเป็นเวลาหลายเดือน ภาวะนี้เรียกว่า Amenorrhea การที่ประจำเดือนขาดเป็นเวลานานไม่ควรปล่อยไว้โดยไม่ตรวจ เพราะเยื่อบุโพรงมดลูกอาจได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่อเนื่องโดยไม่มีโปรเจสเตอโรนมาช่วยควบคุมการเจริญของเยื่อบุ
  3. เลือดออกมากหรือนานกว่าปกติ เมื่อไม่มีการตกไข่ต่อเนื่อง เยื่อบุโพรงมดลูกอาจหนาตัวขึ้น เมื่อเกิดการหลุดลอกจึงอาจมีเลือดออกมาก นาน หรือไม่เป็นรอบ อย่างไรก็ตาม เลือดออกผิดปกติสามารถเกิดจากโรคอื่น เช่น เนื้องอกมดลูก ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติของเยื่อบุโพรงมดลูก จึงไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจาก PCOS

ประจำเดือนขาดจาก PCOS อันตรายหรือไม่?

หากไม่มีการตกไข่เป็นเวลานาน เยื่อบุโพรงมดลูกอาจได้รับเอสโตรเจนโดยไม่มีโปรเจสเตอโรนมาถ่วงสมดุล ทำให้เยื่อบุหนาตัวมากขึ้น ผู้ที่เป็น PCOS มีความเสี่ยงต่อภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัวผิดปกติ (Endometrial Hyperplasia) และความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นอีกเมื่อมีปัจจัยร่วม เช่น ประจำเดือนขาดเป็นเวลานาน น้ำหนักตัวสูง เบาหวานชนิดที่ 2 หรือเยื่อบุโพรงมดลูกหนาต่อเนื่อง

PCOS ประจำเดือนไม่มา ควรทำอย่างไร?

หากประจำเดือนขาด สิ่งแรกที่ควรทำในผู้ที่มีโอกาสตั้งครรภ์คือ ตรวจการตั้งครรภ์ ก่อน จากนั้นควรพบแพทย์หากประจำเดือนขาดต่อเนื่องหรือเกิดซ้ำบ่อย เพื่อประเมินว่าเกิดจาก PCOS หรือสาเหตุอื่น ในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น PCOS แล้ว แนวทางดูแลอาจประกอบด้วย

  • ปรับอาหารและกิจกรรมทางกาย
  • ดูแลน้ำหนักหากมีน้ำหนักเกิน
  • ประเมินภาวะดื้ออินซูลิน
  • ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมในผู้ที่เหมาะสม
  • ใช้โปรเจสโตเจนเป็นช่วง ๆ เพื่อช่วยปกป้องเยื่อบุโพรงมดลูกในบางราย

การเลือกวิธีขึ้นอยู่กับอายุ ความเสี่ยง เป้าหมายการมีบุตร และข้อห้ามของยาแต่ละชนิด ไม่ควรซื้อฮอร์โมนมารับประทานเพื่อเรียกประจำเดือนด้วยตนเอง แนวทางสากลให้ความสำคัญกับการควบคุมรอบเดือนและการใช้โปรเจสโตเจนตามความเหมาะสมเพื่อลดความเสี่ยงของเยื่อบุโพรงมดลูก

อ่านเพิ่มเติม: PCOS รักษาอย่างไร?

เมื่อไรควรพบแพทย์?

  • ประจำเดือนขาดนานประมาณ 3 เดือน
  • รอบเดือนมาห่างเกิน 35 วันเป็นประจำ
  • มีเลือดออกมากจนต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยผิดปกติ
  • เลือดออกต่อเนื่องเป็นเวลานาน
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน
  • มีอาการหน้ามืด อ่อนเพลีย ใจสั่น หรือสงสัยภาวะโลหิตจาง
  • มีอาการปวดท้องรุนแรง
  • มีโอกาสตั้งครรภ์และประจำเดือนขาด

หากมีเลือดออกมากร่วมกับหน้ามืด เป็นลม หายใจลำบาก หรืออ่อนแรงมาก ควรรับการรักษาโดยเร็ว

สรุป

PCOS ทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้จากการตกไข่ที่ไม่สม่ำเสมอ เมื่อไข่ไม่ตก ร่างกายจึงไม่มีการสร้างโปรเจสเตอโรนตามรอบปกติ ส่งผลให้ประจำเดือนมาห่าง ขาดหลายเดือน หรือเกิดเลือดออกผิดปกติได้ การปล่อยให้ประจำเดือนขาดเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อเยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว จึงไม่ควรมองว่าการไม่มีประจำเดือนเป็นเรื่องเล็ก หากรอบเดือนยาวเกิน 35 วันเป็นประจำ ประจำเดือนขาดประมาณ 3 เดือน หรือมีเลือดออกมากผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวางแผนดูแลที่เหมาะสม

คำถามที่พบบ่อย

Q: เป็น PCOS แล้วประจำเดือนต้องมาไม่ปกติทุกคนหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น ผู้ป่วย PCOS บางรายอาจมีรอบเดือนค่อนข้างสม่ำเสมอ และบางคนยังสามารถมีภาวะไข่ไม่ตกแม้รอบเดือนดูปกติได้ หากจำเป็น แพทย์อาจตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินการตกไข่

Q: PCOS ประจำเดือนไม่มา 3 เดือนควรกังวลหรือไม่?

A: ควรเข้ารับการประเมิน โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำบ่อย เพราะภาวะไม่มีการตกไข่เป็นเวลานานสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เยื่อบุโพรงมดลูกจะหนาตัวขึ้น

Q: ประจำเดือนมาแล้ว แปลว่า PCOS ดีขึ้นหรือหายแล้วหรือไม่?

A: ไม่จำเป็น การมีเลือดออกไม่ได้ยืนยันว่ามีการตกไข่ และไม่ได้หมายความว่า PCOS หายแล้ว ต้องพิจารณารอบเดือน อาการ ฮอร์โมน และสุขภาพด้านเมตาบอลิซึมร่วมกัน

Q: ทำอย่างไรให้ประจำเดือนกลับมาเป็นปกติ?

A: ขึ้นอยู่กับสาเหตุและเป้าหมายของแต่ละคน แนวทางอาจรวมถึงการปรับพฤติกรรม การดูแลภาวะดื้ออินซูลิน และการใช้ฮอร์โมนตามข้อบ่งชี้ จึงควรประเมินกับแพทย์แทนการซื้อยาหรือสมุนไพรเรียกประจำเดือนด้วยตนเอง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Naree Herb Cap

Naree Herb Cap

สุขภาพเพศหญิง

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top