การวินิจฉัยกระดูกทับเส้นไม่ได้อาศัย MRI เพียงอย่างเดียว แต่เริ่มจากการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพราะอาการปวดหลังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่ใช่ทุกคนที่จำเป็นต้องตรวจภาพทางรังสีทันที แนวทางเวชปฏิบัติในปัจจุบันของ American Academy of Orthopaedic Surgeons (AAOS) และ North American Spine Society (NASS) แนะนำว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเริ่มการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมได้ก่อน หากไม่มีสัญญาณอันตราย (Red Flags) หรือความผิดปกติของระบบประสาทที่รุนแรง
ตรวจร่างกายและระบบประสาท
1. การรับความรู้สึก ตรวจว่ามีอาการชาหรือไม่ เพื่อประเมินรากประสาทที่ได้รับผลกระทบ บริเวณ
- ต้นขา
- น่อง
- หลังเท้า
- ฝ่าเท้า
2. กำลังกล้ามเนื้อ หากพบกล้ามเนื้ออ่อนแรง อาจบ่งชี้ว่ารากประสาทถูกกดทับมากขึ้น
- เดินด้วยส้นเท้า
- เดินด้วยปลายเท้า
- ยกนิ้วหัวแม่เท้า
- เหยียดเข่า
- งอข้อเท้า
3. การตรวจรีเฟล็กซ์ รีเฟล็กซ์ที่ลดลงอาจช่วยระบุตำแหน่งของรากประสาทที่ผิดปกติ
- Patellar Reflex
- Achilles Reflex
4. Straight Leg Raise Test (SLR) เป็นการทดสอบที่ใช้บ่อยที่สุด แพทย์จะยกขาตรงของผู้ป่วยขึ้น หากมีอาการปวดร้าวลงขาในมุมประมาณ 30–70 องศา อาจบ่งชี้ถึงการระคายเคืองของรากประสาทจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท อย่างไรก็ตาม ผลตรวจ SLR เพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับอาการและผลตรวจอื่น
เอกซเรย์ (X-ray) ตรวจอะไรได้?
การเอกซเรย์ไม่สามารถเห็นหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทได้โดยตรง แต่ใช้ดู
- แนวกระดูกสันหลัง
- กระดูกหัก
- กระดูกสันหลังเคลื่อน
- กระดูกงอก
- ความเสื่อมของข้อกระดูกสันหลัง
- ความผิดรูปของกระดูก
จึงเหมาะสำหรับการประเมินโครงสร้างของกระดูก แต่ไม่สามารถยืนยันว่ามีหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือไม่
MRI ตรวจอะไรได้?
MRI เป็นการตรวจที่สามารถเห็น
- หมอนรองกระดูก
- รากประสาท
- ไขสันหลัง
- เอ็น
- กล้ามเนื้อ
- เนื้อเยื่ออ่อน
จึงถือเป็นการตรวจที่ดีที่สุดในการประเมินภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท MRI สามารถบอกได้ว่า
- หมอนรองกระดูกโป่งหรือเคลื่อนหรือไม่
- กดทับรากประสาทระดับใด
- มีโพรงกระดูกสันหลังตีบหรือไม่
- มีการกดไขสันหลังหรือไม่
ทุกคนต้องตรวจ MRI หรือไม่?
ไม่จำเป็น แนวทางเวชปฏิบัติส่วนใหญ่ไม่แนะนำให้ตรวจ MRI ทันทีในผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มมีอาการปวดหลังและไม่มีสัญญาณอันตราย เพราะผู้ป่วยจำนวนมากสามารถดีขึ้นได้ภายใน 6–12 สัปดาห์ ด้วยการรักษาแบบไม่ผ่าตัด MRI มักพิจารณาเมื่อ
- อาการไม่ดีขึ้นหลังรักษาอย่างเหมาะสม
- มีอาการขาอ่อนแรง
- สงสัย Cauda Equina Syndrome
- สงสัยการติดเชื้อ
- สงสัยมะเร็ง
- วางแผนผ่าตัดหรือทำหัตถการ
มีการตรวจอื่นอีกหรือไม่?
- CT Scan ใช้เมื่อไม่สามารถทำ MRI ได้ เช่น ผู้ที่มีอุปกรณ์โลหะบางชนิดในร่างกาย
- EMG / Nerve Conduction Study เป็นการตรวจการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ ใช้เมื่อแยกโรคจากเส้นประสาทส่วนปลาย สงสัยโรคปลายประสาทจากเบาหวาน หรืออาการไม่สัมพันธ์กับผล MRI
สรุป
การวินิจฉัยกระดูกทับเส้นเริ่มต้นจากการซักประวัติและตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด ไม่ใช่การทำ MRI ในผู้ป่วยทุกราย เอกซเรย์ช่วยประเมินโครงสร้างกระดูก ส่วน MRI เหมาะสำหรับการดูหมอนรองกระดูก รากประสาท และเนื้อเยื่ออ่อนเมื่อมีข้อบ่งชี้ การเลือกวิธีตรวจที่เหมาะสมช่วยให้วินิจฉัยได้แม่นยำ ลดการตรวจที่ไม่จำเป็น และวางแผนการรักษาได้ตรงกับสาเหตุของอาการ
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)










