หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  กระดูกงอกคืออะไร? สาเหตุและอาการที่ไม่ควรมองข้าม

กระดูกงอกคืออะไร? สาเหตุและอาการที่ไม่ควรมองข้าม

กระดูกงอกคืออะไร? สาเหตุและอาการที่ไม่ควรมองข้าม

กระดูกงอก (Bone Spur) คือปุ่มกระดูกที่งอกขึ้นบริเวณขอบข้อต่อจากกระบวนการข้อเสื่อมสะสมตามวัย ไม่ใช่โรคเฉียบพลัน และส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายหากไม่กดทับเส้นประสาท

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายพยายามสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาเสริมความมั่นคงให้ข้อต่อที่หลวมจากการสึกของกระดูกอ่อน เป็นผลลัพธ์ปลายทางของความเสื่อมที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้ว มักตรวจพบได้จากภาพเอกซเรย์ในผู้ที่มีอาการปวดคอ ปวดหลัง หรือปวดข้อเรื้อรัง

สรุปสั้นๆ ก่อนอ่านต่อ

  • คืออะไร: ปุ่มกระดูกที่งอกจากขอบข้อต่อ ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นเองแบบทันที
  • เกิดจาก: กระบวนการข้อเสื่อมสะสมตามอายุและการใช้งาน
  • พบบ่อยที่: คอ หลัง/เอว เข่า นิ้วมือ ส้นเท้า
  • อันตรายไหม: ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง ยกเว้นกรณีกดทับเส้นประสาท

กระบวนการเกิดกระดูกงอกเป็นลำดับขั้น ดังนี้

  • กระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อค่อยๆ สึกบางลงจากอายุหรือการใช้งานซ้ำๆ
  • ข้อต่อจึงหลวมและไม่มั่นคง
  • ร่างกายพยายามซ่อมแซมด้วยการสร้างแคลเซียมเสริมที่ขอบข้อต่อ กลายเป็นปุ่มกระดูกงอกใหม่
  • หากปุ่มกระดูกนี้ไม่ไปกระทบโครงสร้างข้างเคียง มักไม่มีอาการ แต่ถ้าไปเบียดเส้นเอ็น เส้นประสาท หรือหลอดเลือด จะเริ่มเกิดอาการปวด ตึง หรือชาตามมา

กระดูกงอกเกิดจากอะไร

กระดูกงอกเกิดจากกระบวนการเสื่อมของข้อต่อที่สัมพันธ์กับหลายปัจจัยร่วมกัน โดยข้อต่อที่ต้องรับน้ำหนักมากจะมีโอกาสเกิดได้มากกว่าข้อที่ไม่ต้องรับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่ามีโอกาสเกิดมากกว่าข้อศอก กลุ่มที่พบภาวะนี้บ่อย ได้แก่

  • อายุ 40 ปีขึ้นไป — กระดูกอ่อนเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ เป็นกลุ่มที่พบกระดูกงอกบ่อยที่สุด
  • ใช้งานข้อต่อซ้ำๆ หรือมีน้ำหนักตัวเกิน — งานที่ต้องยืน นั่ง หรือยกของหนักท่าเดิมนานๆ ทำให้ข้อต่อรับภาระมากกว่าปกติ
  • การบาดเจ็บสะสม — อุบัติเหตุหรือแรงกระแทกที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เร่งให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้น
  • หมอนรองกระดูกเสื่อม — พบมากบริเวณกระดูกสันหลัง ทำให้ข้อต่อไม่มั่นคงและเกิดกระดูกงอกตามมา
  • พันธุกรรมและโครงสร้างข้อต่อ — รูปร่างข้อต่อที่ผิดปกติมาแต่กำเนิดเพิ่มความเสี่ยงให้เสื่อมเร็วกว่าปกติ

กระดูกงอกมีอาการอย่างไร

อาการทั่วไปที่พบร่วมกันได้บ่อยในทุกตำแหน่ง มีดังนี้

  • ข้อฝืดแข็ง เคลื่อนไหวลำบาก
  • มีเสียงในข้อเวลาขยับ
  • ปวดเวลาใช้งานหรือลงน้ำหนัก

ส่วนอาการเฉพาะตามตำแหน่งที่พบบ่อยมีดังนี้

  • กระดูกงอกที่คอ — คอแข็ง เคลื่อนไหวจำกัด มีเสียงกรอบแกรบเวลาหมุนคอ อาจร้าวไปที่บ่าและแขน มีอาการชาตามมือ หากกดทับเส้นประสาทมากอาจทำให้แขนอ่อนแรง
  • กระดูกงอกที่หลัง/เอว — ปวดหลังส่วนล่าง บวม ขยับตัวลำบาก มีอาการเหน็บชาลงขา พบบ่อยเพราะเป็นตำแหน่งที่รับน้ำหนักตัวมากที่สุด
  • กระดูกงอกที่เข่า — งอ-เหยียดเข่าลำบาก ฝืดตอนลุกจากที่นั่งหรือตื่นนอน มีเสียงในข้อเวลาขยับ หากเป็นมากอาจทำให้ขาโก่งหรือรูปเข่าผิดรูป
  • กระดูกงอกที่ข้อนิ้วมือ — ข้อนิ้วคดงอเล็กน้อย ปวด บวม รู้สึกเสียดสีเมื่อขยับนิ้ว
  • กระดูกงอกที่ส้นเท้า — ปวดมากช่วงตื่นนอนตอนเช้าหรือหลังนั่งพักนาน อาการดีขึ้นเมื่อเดินไปสักพัก

กระดูกงอกมีกี่ระยะ? แบ่งตามความรุนแรง

ความรุนแรงของกระดูกงอกและข้อเสื่อมประเมินได้ด้วยระบบ Kellgren–Lawrence Grading (K-L Grade) เกณฑ์ที่ใช้แพร่หลายในทางรังสีวิทยา แบ่งเป็น 4 ระยะ (พัฒนาขึ้นสำหรับข้อเข่าเป็นหลัก ข้อต่ออื่นประเมินตามหลักการคล้ายกันแต่รายละเอียดอาจต่างกันบ้าง) — ลองแตะดูฟิล์มเอกซเรย์แต่ละระยะได้เลยค่ะ

▢ จำลองฟิล์มเอกซเรย์ข้อเข่าตามระยะ K-L Grade (ภาพประกอบเพื่อการอธิบาย)
ENWEI · RADIOGRAPH SIM
GRADE 1
Grade 1
Grade 2
Grade 3
Grade 4
ช่องว่างข้อ
ปกติ
ระยะที่ 1 (Grade 1)

กระดูกอ่อนเริ่มเสื่อม กระดูกงอยังเล็กมากหรือไม่ชัดเจน ช่องว่างข้อปกติ — มักไม่มีอาการ หรือปวดเมื่อยเล็กน้อยหลังใช้งานหนัก

ระยะการเปลี่ยนแปลงของข้ออาการเด่น
ระยะที่ 1กระดูกอ่อนเริ่มเสื่อม อาจมีกระดูกงอกเล็กน้อยปวดเล็กน้อยหรือไม่มีอาการ
ระยะที่ 2กระดูกงอกเห็นชัด กระดูกอ่อนเริ่มสึกปวดเมื่อใช้งาน ข้อฝืด มีเสียงกรอบแกรบ
ระยะที่ 3ช่องว่างข้อแคบลง กระดูกอ่อนสึกมาก กระดูกใต้ผิวข้อหนาตัวปวดบ่อย เคลื่อนไหวลำบาก
ระยะที่ 4กระดูกอ่อนสึกมาก ช่องว่างข้อหายไป ข้อผิดรูปปวดแม้ขณะพัก ข้อผิดรูป ใช้งานข้อได้จำกัด

⚠️ ไม่ว่าอยู่ในระยะใด หากมีอาการแขน-ขาอ่อนแรงชัดเจน ชาต่อเนื่องไม่หายไปเอง หรือกลั้นปัสสาวะ-อุจจาระไม่ได้ ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการกดทับเส้นประสาทหรือไขสันหลังอย่างรุนแรง การวินิจฉัยที่แน่นอนทำได้ด้วยการเอกซเรย์ หรือในบางกรณีอาจต้องทำ MRI เพื่อดูการกดทับเส้นประสาทอย่างละเอียด

สาเหตุกระดูกงอกในทัศนะการแพทย์จีน

การแพทย์จีนจัดภาวะกระดูกงอกและอาการปวดข้อเรื้อรังให้อยู่ในกลุ่มโรคชาและปวดเมื่อย (痹症) ซึ่งมีสาเหตุมาจาก

  • การทำงานหนักและการใช้งานข้อต่อซ้ำๆ เป็นเวลานาน
  • ความเสื่อมตามวัย
  • ภาวะตับ-ไตพร่อง (肝肾不足) ทำให้เส้นเอ็นและกระดูกไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอ
  • พิษเย็น-ชื้นและเลือดคั่งที่สะสม (风寒湿邪、血瘀) ทำให้หลอดเลือดและเส้นลมปราณติดขัด

ปัจจัยเหล่านี้ไปกีดขวางการไหลเวียนของโลหิตและพลังลมปราณ จนเกิดอาการปวด สอดคล้องกับหลักการวินิจฉัยและบำบัดอันสำคัญของการแพทย์จีนคือ

“ปวดแสดงว่าไม่โล่ง โล่งแล้วก็จะไม่ปวด” (通则不痛, 痛则不通)

แนวทางดูแลตามหลักนี้จึงเน้นสองด้านไปพร้อมกัน คือ

  • บำรุงตับ-ไต เสริมความแข็งแรงเส้นเอ็นกระดูก (补肝肾强筋骨) — ฟื้นฟูต้นทุนที่ทำให้เอ็นและกระดูกได้รับการหล่อเลี้ยงเพียงพอ
  • กระตุ้นการไหลเวียนเลือดเพื่อสลายเลือดคั่ง (活血化瘀) — ช่วยให้พลังลมปราณและโลหิตไหลเวียนคล่องขึ้น ลดอาการปวดจากการติดขัด

วิธีดูแลรักษากระดูกงอก

แนวทางการดูแลขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ โดยมี 3 แนวทางหลักที่ใช้เสริมกันได้

1. การปรับพฤติกรรม

  • ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เพื่อลดภาระที่ข้อต่อรับ
  • ออกกำลังกายแบบไม่กระแทกข้อ เช่น ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน
  • ปรับท่าทางการทำงาน หลีกเลี่ยงยืน-นั่งท่าเดิมนานๆ

2. การรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

  • ยาบรรเทาปวด-ลดอักเสบตามคำแนะนำแพทย์
  • กายภาพบำบัดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและช่วงการเคลื่อนไหวของข้อ
  • ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หากใช้ยาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารได้ในบางราย
  • ในรายที่กดทับเส้นประสาทรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น แพทย์อาจพิจารณาการผ่าตัดร่วมด้วย

3. การดูแลแบบแพทย์แผนจีนเสริม

  • ตำรับสมุนไพรจีนที่มุ่งบำรุงตับ-ไตและกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
  • ใช้เป็นตัวช่วยเสริมควบคู่กับการรักษาหลัก ไม่ใช่การรักษาทดแทน

ตัวช่วยดูแลข้อจากสมุนไพรจีน

ตำรับสมุนไพรจีนที่นิยมใช้ในแนวทางบำรุงตับ-ไตและเสริมความแข็งแรงเส้นเอ็นกระดูก ผ่านการสกัดที่ทันสมัย ควบคุมปริมาณสารออกฤทธิ์ได้อย่างคงที่และแม่นยำ โดยมีการศึกษาวิจัยทางเภสัชวิทยาแผนจีนรองรับกลไกการออกฤทธิ์ ช่วยบำรุง ฟื้นฟู และปรับสมดุลตับ-ไต เพื่อให้เส้นเอ็นและกระดูกกลับมาแข็งแรงและทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ตัวอย่างสมุนไพรในกลุ่มนี้ ได้แก่ Shudi Huang, Rou Congrong, Gusuibu, Niuxi, Jixue Teng, Yinyanghuo, Nüzhenzi ฯลฯ โดยตำรับนี้มีหลักการสำคัญดังนี้

  1. กระตุ้นการไหลเวียนโลหิตขนาดเล็ก (Microcirculation) บริเวณข้อต่อ ช่วยให้เส้นเอ็น เส้นประสาท และกระดูกได้รับการหล่อเลี้ยงมากขึ้น
  2. ช่วยขับสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบซึ่งสะสมบริเวณข้อต่อ เช่น กรดยูริก ฮิสตามีน และกรดแล็กติก ออกไปให้มากขึ้น
  3. ปรับลดระดับปฏิกิริยาการอักเสบที่ทำลายข้อ พร้อมลดการหดเกร็งของหลอดเลือดบริเวณที่บาดเจ็บ
  4. ลดอาการบวมของเส้นประสาทและบริเวณที่บาดเจ็บ ช่วยบรรเทาอาการปวด ตึง และชา

สมุนไพรเหล่านี้มักถูกนำมาใช้ร่วมกันในตำรับเดียว เพื่อให้ออกฤทธิ์เสริมกันแบบองค์รวมตามหลัก “รักษาต้นเหตุ ฟื้นฟูโดยรวม” ทั้งนี้สูตรตำรับ สัดส่วน และวิธีรับประทานที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปตามอาการและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล จึงควรได้รับการประเมินและแนะนำจากแพทย์แผนจีนหรือเภสัชกรผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ไม่แนะนำให้เลือกซื้อหรือรับประทานเองตามคำบอกเล่า

⚠️ การดูแลด้วยสมุนไพรจีนเป็นเพียงตัวช่วยเสริม ไม่ใช่การรักษาทดแทนการวินิจฉัยหรือการรักษาหลักจากแพทย์ ผู้ที่มีอาการควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อนเสมอ และควรปรึกษาแพทย์แผนจีนหรือเภสัชกรก่อนเริ่มใช้ผลิตภัณฑ์เสริมใดๆ โดยเฉพาะในเด็ก สตรีมีครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

สรุป

กระดูกงอกเป็นผลลัพธ์จากกระบวนการข้อเสื่อมที่ค่อยๆ ดำเนินไปตามอายุและการใช้งานข้อต่อ ไม่ใช่โรคที่ต้องตื่นตระหนก แต่ควรสังเกตอาการอย่างสม่ำเสมอ สรุปสิ่งที่ควรทำ

สังเกตอาการปวด ชา หรืออ่อนแรงที่ผิดปกติ พบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยด้วยการเอกซเรย์เมื่อสงสัย และดูแลรักษาอย่างเหมาะสมทั้งการปรับพฤติกรรม การรักษาทางการแพทย์ และการดูแลเสริมตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือการรักษาจากแพทย์

คำถามที่พบบ่อย

กระดูกงอก (Osteophyte) คือปุ่มกระดูกที่งอกขึ้นบริเวณขอบข้อต่อ เกิดจากกระบวนการข้อเสื่อมที่ร่างกายพยายามสร้างกระดูกใหม่ขึ้นมาเสริมความมั่นคงให้ข้อที่หลวม ไม่ใช่โรคที่เกิดขึ้นเองแบบเฉียบพลัน แต่เป็นผลลัพธ์ปลายทางของความเสื่อมที่สะสมมาระยะหนึ่งแล้ว
เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อตามอายุ การใช้งานข้อต่อซ้ำๆ หรือรับน้ำหนักมาก การบาดเจ็บสะสม ความเสื่อมของหมอนรองกระดูก และพันธุกรรม กลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ผู้มีน้ำหนักตัวเกิน และผู้ที่ทำงานในท่าเดิมซ้ำๆ เป็นเวลานาน
ประเมินความรุนแรงได้ด้วยระบบ Kellgren–Lawrence Grading แบ่งเป็น 4 ระยะ ตั้งแต่เริ่มเสื่อมเล็กน้อย (ระยะที่ 1) ไปจนถึงข้อเสื่อมรุนแรงและผิดรูป (ระยะที่ 4) ยิ่งระยะสูงขึ้น ช่องว่างข้อจะยิ่งแคบลงและอาการยิ่งรุนแรงขึ้นตามลำดับ
ส่วนใหญ่ไม่อันตรายถึงชีวิตและไม่ต้องผ่าตัดทุกราย จะพิจารณาผ่าตัดเฉพาะรายที่กดทับเส้นประสาทรุนแรงหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น หากมีอาการอ่อนแรงชัดเจนหรือกลั้นปัสสาวะ-อุจจาระไม่ได้ ควรพบแพทย์ทันที เพราะเป็นสัญญาณเร่งด่วน
ในศาสตร์แพทย์แผนจีน ภาวะกระดูกงอกจัดอยู่ในกลุ่มอาการปวดเมื่อย (痹症) ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะตับ-ไตพร่องและเลือดคั่งอุดกั้นเส้นลมปราณ ตำรับสมุนไพรจีนที่มุ่งบำรุงตับ-ไตและกระตุ้นการไหลเวียนเลือดจึงถูกใช้เป็นตัวช่วยเสริมควบคู่กับการรักษาหลัก ไม่ใช่การรักษาทดแทน
สามารถปรึกษาทีมแพทย์จีนและเภสัชกรของเอินเวย์ (Enwei) ได้ที่โทร 02-751-4399 (20 คู่สาย จันทร์–เสาร์ 8.30–17.30 น.) หรือ LINE ID: @enwei

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านแพทย์แผนจีน

ทีมแพทย์จีนและเภสัชกรของเอินเวย์ (Enwei) พร้อมให้คำปรึกษาเฉพาะบุคคลเกี่ยวกับตำรับยาสมุนไพรจีนเพื่อสุขภาพข้อและกระดูก สำหรับผู้ที่มีภาวะกระดูกงอก ข้อเสื่อม หรือปวดข้อเรื้อรัง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ข้อสำคัญ: บทความนี้จัดทำโดยทีมผู้เชี่ยวชาญของเอินเวย์ (Enwei) เพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพข้อและกระดูก และแนวทางการดูแลตามศาสตร์การแพทย์แผนจีนเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่มีอาการควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องก่อนเสมอ ตำรับยาแผนจีนที่กล่าวถึงจัดอยู่ในประเภทยาตามองค์ความรู้ดั้งเดิม (ยาแผนจีน) ตามกฎหมายไทย

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top