มะเร็งตับปฐมภูมิหมายถึงเนื้องอกร้ายชนิดเยื่อบุผิวที่เกิดขึ้นจากตับโดยตรง และเป็นหนึ่งในเนื้องอกร้ายที่พบบ่อยที่สุดในทางคลินิกงานวิจัยด้านระบาดวิทยาและการทดลองแสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBV) หรือไวรัสตับอักเสบซี(HCV) การได้รับสารจากเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหาร การปนเปื้อนของน้ำดื่ม การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะตับแข็ง และสารกลุ่มสารเคมีที่มีความเสี่ยงก่อมะเร็ง (Nitrosamines) ล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งตับ
ปัจจุบันในทางคลินิกผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากได้รับการรักษาแบบผสมผสานระหว่างการแพทย์แผนจีนและการแพทย์แผนตะวันตก เช่น การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐาน ซึ่งสามารถช่วยบรรเทาอาการ ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา เพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา และช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
กรณีศึกษานี้นำเสนอผู้ป่วยมะเร็งตับ 1 รายที่ได้รับการรักษาด้วยการรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) และการรักษาแบบหัตถการแทรกแซง (Interventional therapy) ร่วมกับตำรับยาสมุนไพรจีน เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับการรักษามะเร็งตับในทางคลินิก
ข้อมูลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชาย อายุ 69 ปี
- มีก้อนในช่องท้องมานานกว่า 8 ปี และมีอาการกำเริบมากขึ้น 1 วันก่อนเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล
ประวัติการรักษาก่อนหน้า
- เมื่อประมาณ 8 ปีก่อนผู้ป่วยพบก้อนในช่องท้องโดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน และได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นตับแข็งจากไวรัสตับอักเสบบี หลังได้รับการรักษาอาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาล
- ต่อมาผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลหลายครั้ง โดยทุกครั้งอาการดีขึ้นหลังการรักษา
- ในช่วงต้นปี 2022 ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับ และแพทย์ได้รักษาโดยใช้ความร้อนจากไมโครเวฟเพื่อทำลายก้อนมะเร็งในตับ
- 1 วันก่อนเข้ารับการรักษาครั้งนี้ผู้ป่วยรู้สึกว่าก้อนในช่องท้องมีอาการมากขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จึงรับไว้รักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากสงสัยว่าเป็นมะเร็งตับ
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
- มีประวัติไวรัสตับอักเสบบีมากกว่า 10 ปี ปัจจุบันรับประทานยาต้านไวรัสเพื่อรักษาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- มีประวัติตับแข็งมากกว่า 8 ปี
- มีประวัติมะเร็งตับปฐมภูมิประมาณ 2 ปี
- เมื่อวันที่ 02 มีนาคม 2022 ได้รับการจี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยไมโครเวฟ
- เคยได้รับการรักษาแบบหัตถการแทรกแซงและการรักษาด้วยไมโครเวฟหรือคลื่นความถี่วิทยุหลายครั้ง
- มีประวัติการถ่ายเลือด
- ปฏิเสธประวัติโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคหัวใจ
- ปฏิเสธประวัติโรคติดเชื้ออื่น เช่น วัณโรค หรือไข้เลือดออก
- ปฏิเสธประวัติการบาดเจ็บรุนแรง
- ปฏิเสธประวัติแพ้ยา แพ้อาหาร และแพ้เกสรดอกไม้
การตรวจเพิ่มเติม
1. การตรวจทางห้องปฎิบัติการ
- เม็ดเลือดขาว 3.08 ×10⁹/L มีค่าต่ำ อาจทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
- ลิมโฟไซต์ 0.66 ×10⁹/L มีค่าต่ำ บ่งบอกว่าภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง
- ฮีโมโกลบิน 88 g/L มีค่าต่ำ หมายถึงมีภาวะโลหิตจาง (Anemia)
- เกล็ดเลือด 69 ×10⁹/L มีค่าต่ำ อาจทำให้เลือดออกง่ายหรือหยุดเลือดยาก
- ค่า APTT 35.6 วินาที มีค่าสูงกว่าปกติ อาจหมายถึงเลือดแข็งตัวช้ากว่าปกติ
- ค่า Fibrinogen 1.23 g/L มีค่าต่ำกว่าปกติ อาจทำให้มีความเสี่ยงต่อการเลือดออกง่าย
- ค่า D-dimer 0.90 mg/L มีค่าสูง อาจบ่งบอกว่ามีการเกิดลิ่มเลือดหรือการสลายลิ่มเลือดในร่างกายมากกว่าปกติ
- ค่า FDP 5.9 mg/L มีค่าสูง อาจหมายถึงร่างกายมีการสลายลิ่มเลือดมากกว่าปกติ
- ค่า D-dimer 0.90 mg/L มีค่าสูง อาจบ่งบอกว่ามีการเกิดลิ่มเลือดหรือการสลายลิ่มเลือดในร่างกายมากกว่าปกติ
- ค่า FDP 5.9 mg/ มีค่าสูง อาจหมายถึงร่างกายมีการสลายลิ่มเลือดมากกว่าปกติ
- HBsAg 1.52 IU/mL เป็นตัวบ่งชี้ว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- Anti-HBe 61.60 Inh% เป็นแอนติบอดีที่แสดงว่าร่างกายเคยตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- Anti-HBc 259.50 COI ตัวบ่งชี้ว่าผู้ป่วยเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาก่อน
2. การตรวจการทำงานของตับและไต
- Albumin 30 g/L ค่าต่ำอาจบ่งบอกว่าการทำงานของตับลดลงหรือมีภาวะขาดสารอาหาร
- Urea 10.74 mmol/L ค่าสูงอาจสัมพันธ์กับการทำงานของไตหรือภาวะร่างกายขาดน้ำ
3. การตรวจ MRI ตับ ทางเดินน้ำดี ม้าม และตับอ่อน
พบภาวะตับแข็งร่วมกับม้ามโต และพบหลอดเลือดดำโป่งพองที่หลอดอาหารและก้นกระเพาะอาหาร พบมีน้ำในช่องท้อง
4. การตรวจ CT ทรวงอก
- เนื้อเยื่อในปอดทั้งสองข้างมีการเปลี่ยนแปลงจากการอักเสบเรื้อรัง
- พบภาวะถุงลมโป่งพอง (emphysema) และมีถุงลมโป่งพองขนาดใหญ่บางตำแหน่ง
- พบก้อนขนาดเล็กและเงาเล็ก ๆกระจายอยู่ในปอดทั้งสองข้าง ซึ่งโดยรวมมีลักษณะใกล้เคียงกับผลการตรวจครั้งก่อนเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2023
- พบต่อมน้ำเหลืองบริเวณช่องกลางอกโต
- พบผนังเยื่อหุ้มปอดหนาตัวบางบริเวณ
- พบการเสื่อมของข้อต่อเล็กบางส่วนของกระดูกสันหลังส่วนทรวงอก
- โดยรวมผลการตรวจแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของปอดจากภาวะอักเสบเรื้อรัง และลักษณะโดยรวมไม่แตกต่างจากการตรวจครั้งก่อนมากนัก
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยตามแพทย์แผนจีน
- ภาวะมีก้อนสะสมในร่างกาย (เกิดจากเลือดคั่งบริเวณตับและม้าม)
- ภาวะเลือดออกผิดปกติ (เกิดจากการทำงานของม้ามที่ไม่สามารถควบคุมเลือดได้ตามปกติ)
การวินิจฉัยตามแพทย์แผนปัจจุบัน
- มะเร็งตับ
- ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร
- ภาวะโลหิตจาง (Anemia)
- ตับแข็งระยะรุนแรง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี มีภาวะม้ามโต และมีการเกิดทางเบี่ยงของการไหลเวียนเลือดซึ่งเกิดจากความดันในหลอดเลือดตับสูง
- พบถุงน้ำในตับ และไต
แผนการรักษา
- การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) ด้วยยาที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
- การรักษาแบบอุดหลอดเลือด (Embolization) เพื่อทำให้ก้อนมะเร็งได้รับเลือดลดลง
- ใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา
หลังจากการรักษา 90 วัน พบว่า
- อาการแน่นท้องของผู้ป่วยลดลง
- อาการอ่อนเพลียดีขึ้น
- ความอยากอาหารดีขึ้น
- การเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งสามารถควบคุมได้
- ไม่พบการแพร่กระจายของมะเร็งไปยังอวัยวะอื่น
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้เป็นมะเร็งตับและเคยได้รับการรักษาหลายวิธีมาก่อน เช่น การรักษาแบบหัตถการแทรกแซงและการจี้ทำลายก้อนมะเร็งด้วยไมโครเวฟ ต่อมาเมื่อก้อนในช่องท้องมีอาการมากขึ้นจึงเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลอีกครั้ง แพทย์จึงให้การรักษาแบบผสมผสาน ได้แก่ การใช้ยามุ่งเป้า การรักษาแบบอุดหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง และใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม เพื่อช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งและลดผลข้างเคียงจากการรักษาหลังติดตามผลเป็นเวลา 90 วัน พบว่าอาการอ่อนเพลียของผู้ป่วยดีขึ้น ความอยากอาหารดีขึ้น และการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งสามารถควบคุมได้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานอาจช่วยบรรเทาอาการไม่พึงประสงค์จากการรักษา และช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระหว่างการรักษาได้
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งตับอาจมีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง เช่น การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ภาวะตับแข็ง การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการได้รับสารก่อมะเร็งบางชนิด ดังนั้นการตรวจสุขภาพและการติดตามโรคอย่างสม่ำเสมอจึงมีความสำคัญ
- แม้ว่าผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ยังมีวิธีการรักษาหลายรูปแบบ เช่น การรักษาแบบมุ่งเป้า การรักษาแบบหัตถการแทรกแซง และการรักษาอื่น ๆที่ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็งและบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้
- การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานสามารถช่วยบรรเทาอาการไม่สบายจากโรคหรือจากการรักษา เช่น อาการอ่อนเพลียและเบื่ออาหาร และช่วยสนับสนุนคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระหว่างการรักษา
- การติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ และการปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น การรับประทานยา การดูแลสุขภาพ และการมาพบแพทย์ตามนัดจะช่วยให้สามารถประเมินอาการและปรับการรักษาได้อย่างเหมาะสม
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ






