มะเร็งตับปฐมภูมิเป็นเนื้องอกร้ายที่เกิดจากเซลล์ตับโดยตรง และเป็นหนึ่งในมะเร็งที่พบบ่อยในทางคลินิก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี การได้รับสารอะฟลาทอกซิน (Aflatoxin) การดื่มแอลกอฮอล์ ภาวะตับแข็ง และสารกลุ่มไนโตรซามีน (Nitrosamines) โดยข้อมูลการศึกษาพบว่ามะเร็งตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีคิดเป็นประมาณ 92.05%
ผู้ป่วยมะเร็งตับจำนวนมากมักถูกตรวจพบเมื่อโรคอยู่ในระยะกลางถึงระยะลุกลาม ทำให้ไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้ จึงต้องใช้การรักษาแบบผสมผสาน เช่น การรักษาแบบหัตถการแทรกแซง (Interventional therapy) ร่วมกับการรักษาเสริมอื่น ๆ
ปัจจุบันมีการนำตำรับยาสมุนไพรจีนมาใช้ร่วมกับการรักษามาตรฐาน เพื่อช่วยบรรเทาอาการ ลดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา และช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งตับ
ข้อมูลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชาย อายุ 67 ปี
- มีประวัติตรวจพบไวรัสตับอักเสบบี (HBV) เป็นบวกมานาน 23 ปี
- ตรวจพบก้อนผิดปกติในตับมา 5 วันก่อนเข้ารับการรักษา
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
ประวัติโรคตับ
- ปี 1996 ตรวจสุขภาพพบไวรัสตับอักเสบบี
- ได้รับการรักษาเป็นเวลา 1 ปี และผลตรวจติดตามระบุว่ารักษาหายแล้ว
- หลังจากนั้นไม่ได้ติดตามการตรวจไวรัสตับอักเสบบีอีก
การตรวจพบมะเร็งตับ
- เดือนธันวาคม 2018 ตรวจ CT ศีรษะและ CT ช่องท้องส่วนบนพบก้อนในตับ
- แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma
โรคประจำตัวและประวัติสุขภาพอื่น
- ความดันโลหิตสูงมากกว่า 10 ปี และรับประทานยา Nifedipine ชนิดออกฤทธิ์นานเพื่อควบคุมความดัน
- ปี 2004 เคยเป็นวัณโรคปอดชนิดมีโพรง และติดตามพบว่ามีการกลายเป็นหินปูนแล้ว
- ปี 2013 ผ่าตัดไส้ติ่งแบบส่องกล้อง
- เคยหกล้มจนกระดูกหักหลายตำแหน่ง ได้แก่ กระดูกเชิงกราน กระดูกสะบ้า กระดูกหน้าอก กระดูกซี่โครง กระดูกหน้าแข้ง และกระดูกน่อง
- ได้รับการผ่าตัดรักษาและเคยได้รับการถ่ายเลือด
- ปี 2020 ตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี
การตรวจเพิ่มเติม
1. การตรวจ CT ช่องท้อง
- พบก้อนเนื้อในตับกลีบขวาขนาดประมาณ 3.9 × 3.2 ซม.
- ขอบเขตของก้อนค่อนข้างไม่ชัดเจน
- หลังฉีดสารทึบรังสีพบว่าระยะหลอดเลือดแดงมีการเสริมความเข้มที่ขอบก้อน ระยะพอร์ทัลความเข้มลดลง และระยะหน่วงเวลาความเข้มลดลงเพิ่มเติม ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับลักษณะของมะเร็งตับ
- ก้อนความหนาแน่นต่ำหลายตำแหน่งในตับ
- ไม่พบการขยายของท่อน้ำดีในตับ
- ถุงน้ำดีไม่โตแต่พบความหนาแน่นผิดปกติภายใน
- ตับอ่อนและม้ามไม่พบความผิดปกติชัดเจน
2. การตรวจ CT ช่องท้อง
- รูปร่างตับไม่สม่ำเสมอและผิวตับไม่เรียบ
- พบก้อนในตับกลีบซ้ายขนาดประมาณ 2.3 ซม.
- ภายในก้อนมีการเสริมความเข้มแบบไม่สม่ำเสมอในระยะหลอดเลือดแดง
- หลังฉีดสารทึบรังสีไปช่วงหนึ่งความชัดของก้อนในภาพเอกซเรย์ลดลง ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในมะเร็งตับ
- พบก้อนความหนาแน่นต่ำหลายตำแหน่งในตับ
- ถุงน้ำดีขนาดเล็กและมีจุดความหนาแน่นสูงภายใน
- ไม่พบต่อมน้ำเหลืองโตอย่างชัดเจน
3. การตรวจทางห้องปฎิบัติการ
- CEA = 6.57 ng/mL (สูงกว่าปกติ)
- AFP = 312 ng/mL (สูงกว่าปกติ)
การวินิจฉัย
- มะเร็งตับ
- ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง (Chronic Hepatitis B)
แผนการรักษา
- รักษาด้วยหัตถการแทรกแซง (Interventional therapy) หลายครั้ง เพื่อควบคุมก้อนมะเร็งในตับ
- ใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาหลัก
การประเมินผลการรักษา
- การทำงานของตับยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ
- อาการแน่นท้องของผู้ป่วยลดลง
- อาการอ่อนเพลียดีขึ้น
- ความอยากอาหารดีขึ้น
- ระดับค่า AFP ซึ่งเป็นค่าที่ใช้ติดตามมะเร็งตับอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยรายนี้ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับร่วมกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง และได้รับการรักษาด้วยหัตถการแทรกแซง (Interventional therapy) หลายครั้งเพื่อควบคุมก้อนมะเร็งในตับ พร้อมกับใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษาหลัก หลังการรักษาพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น อาการแน่นท้องและอ่อนเพลียลดลง ความอยากอาหารดีขึ้น การทำงานของตับยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ และผลการติดตามค่า AFP ซึ่งใช้ในการติดตามมะเร็งตับแสดงว่าโรคสามารถควบคุมได้
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งตับสามารถรักษาได้หลายวิธีแม้ผู้ป่วยบางรายจะไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ยังมีการรักษาอื่นๆที่ช่วยควบคุมโรคได้
- การรักษาแบบผสมผสาน เช่น การทำหัตถการแทรกแซงร่วมกับการรักษาเสริม สามารถช่วยควบคุมการดำเนินของโรคและช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยได้
- การติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เช่น การตรวจเลือดและการตรวจภาพทางรังสีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษา
- การดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนให้เพียงพอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ จะช่วยสนับสนุนการรักษาและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ






