การรักษาหลักของมะเร็งตับระยะเริ่มต้นคือ การผ่าตัดแต่ในความเป็นจริงผู้ป่วยจำนวนมากมักมีภาวะตับแข็งร่วมด้วย หรือมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลามแล้ว ทำให้มีเพียงประมาณ 20–30% ของผู้ป่วยเท่านั้นที่สามารถผ่าตัดได้ สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะกลางถึงระยะท้ายและไม่สามารถผ่าตัดได้ แพทย์มักใช้การรักษาแบบผสมผสาน เช่น การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) หรือการรักษาประคับประคองเพื่อช่วยควบคุมโรคและปรับปรุงคุณภาพชีวิต
ในปัจจุบันตำรับยาสมุนไพรจีนถูกนำมาใช้เป็นการรักษาเสริมร่วมกับการรักษามาตรฐานเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของร่างกายลดผลข้างเคียงจากการรักษา และช่วยสนับสนุนประสิทธิภาพของการรักษาหลัก
ข้อมูลผู้ป่วย
- ผู้ป่วยชาย อายุ 72 ปี
- มีอาการปวดท้องส่วนบนเป็นเวลา 1 เดือน
ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต
- ไม่พบโรคความดันโลหิตสูง
- ไม่พบโรคเบาหวาน
- ไม่พบประวัติโรคตับอักเสบ
การตรวจเพิ่มเติม
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- HBsAg, HBeAb และ HBcAb ให้ผลบวก แสดงว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
- HBV DNA 7.88 × 10³ หมายถึงตรวจพบปริมาณเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเลือด
- AFP 2,379.7 ng/mL เป็นค่าตัวบ่งชี้มะเร็งตับ ซึ่งพบว่าสูงกว่าปกติ
- CA19-9 73.4 U/mL เป็นค่าที่ใช้ดูความผิดปกติของระบบทางเดินน้ำดีและตับ ซึ่งพบว่าสูงกว่าปกติ
- PIVKA-II 15,327.8 mAU/mL เป็นค่าที่ใช้ช่วยวินิจฉัยและติดตามมะเร็งตับ ซึ่งพบว่าสูงมากกว่าปกติ
การวินิจฉัย
- มะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma ระยะ IIIa (ระยะลุกลาม)
- มีการกระจายของก้อนหลายตำแหน่งในตับ
- พบลิ่มมะเร็งในหลอดเลือดดำพอร์ทัลของตับ
แผนการรักษา
- Sintilimab 200 มก. ทุก 3 สัปดาห์
- Lenvatinib 8 มก. ต่อวัน (2 เดือนแรก) หลังจากนั้นเพิ่มเป็น 12 มก. ต่อวัน
- ยาต้านไวรัสตับอักเสบบี
- ตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม
การประเมินผลการรักษา
ผลการติดตามหลังรักษา 2 เดือน
- ปริมาณ DNA ของไวรัสตับอักเสบบีต่ำกว่าระดับที่ตรวจพบ
- ก้อนเนื้องอกมีขนาดเล็กลง ก้อนที่ใหญ่ที่สุดลดลงเหลือ 47 × 38 × 46 มม. (เดิม 70 × 74 × 82 มม.)
- ลักษณะของก้อนหลังฉีดสารทึบรังสียังคงเป็นลักษณะของมะเร็งตับ
ผลการติดตามหลังรักษา 9 เดือน
- ตับมีรูปร่างและขนาดปกติ
- ยังคงพบก้อนหลายตำแหน่งแต่ขนาดเล็กลงก้อนที่ใหญ่ที่สุดลดลงเหลือ 41 × 32 × 40 มม. (เดิม 47 × 38 × 46 มม.)
- ลักษณะของก้อนหลังฉีดสารทึบรังสีไม่เปลี่ยนแปลงจากการตรวจครั้งก่อน
สรุปกรณีศึกษา
ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับชนิด Hepatocellular carcinoma ในระยะกลางถึงระยะลุกลาม และไม่สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัด จึงได้รับการรักษาแบบผสมผสานโดยใช้ การรักษาแบบมุ่งเป้า (Targeted therapy) การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) และยาต้านไวรัสตับอักเสบบี ร่วมกับตำรับยาสมุนไพรจีนเป็นการรักษาเสริม หลังการรักษาพบว่าขนาดของก้อนมะเร็งในตับลดลงจากการตรวจ MRI และค่าตัวบ่งชี้มะเร็ง ได้แก่ AFP และ PIVKA-II ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การใช้ตำรับยาสมุนไพรจีนร่วมกับการรักษามาตรฐานยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการรักษาและช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วย เช่น อาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และคลื่นไส้ ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระหว่างการรักษา
ข้อความสำคัญสำหรับผู้ป่วยและญาติ
- มะเร็งตับในระยะกลางถึงระยะลุกลามแม้จะไม่สามารถผ่าตัดได้ แต่ยังสามารถรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อช่วยควบคุมโรคและชะลอการลุกลามของมะเร็งได้
- การรักษาแบบผสมผสาน เช่น ยามุ่งเป้า ภูมิคุ้มกันบำบัด และการรักษาเสริมด้วยสมุนไพรจีน ช่วยให้ขนาดก้อนมะเร็งลดลงและช่วยควบคุมโรคได้
- การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอด้วยการตรวจเลือดและการตรวจ MRI เป็นสิ่งสำคัญเพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษา
- การดูแลสุขภาพโดยรวม เช่น การรับประทานอาหารที่เหมาะสม พักผ่อนเพียงพอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์จะช่วยสนับสนุนการรักษาและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
หมายเหตุ : ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และเป็นตัวอย่างกรณีศึกษา ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ผู้ดูแลได้หากท่านหรือญาติมีคำถามเกี่ยวกับแนวทางรักษา ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงเสมอ







