หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ประจำเดือนนานเกิน 7 วันผิดปกติไหม? เกิดจากอะไร

ประจำเดือนนานเกิน 7 วันผิดปกติไหม? เกิดจากอะไร

ประจำเดือนนานเกิน 7 วันผิดปกติไหม? เกิดจากอะไร

ประจำเดือนนานเกิน 7 วันถือว่านานกว่าช่วงทั่วไป และควรสังเกตหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำหลายรอบ เพราะโดยทั่วไปประจำเดือนมักอยู่ประมาณ 2–7 วัน หากเลือดยังออกต่อเนื่องหลังวันที่ 7 อาจสัมพันธ์กับการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ การคุมกำเนิด เนื้องอกมดลูก Adenomyosis โรคที่ทำให้เลือดหยุดยาก หรือสาเหตุอื่นได้

ปกติประจำเดือนมากี่วัน?

โดยทั่วไปประจำเดือนสามารถอยู่ประมาณ 2–7 วัน โดยค่าเฉลี่ยอยู่ประมาณ 5 วัน

  • มา 3–5 วัน → พบได้ทั่วไป
  • มา 6–7 วัน → ยังอยู่ในช่วงที่พบได้
  • นานเกิน 7 วัน → ควรสังเกตและหาสาเหตุ โดยเฉพาะหากเกิดซ้ำ

อ่านเพิ่มเติม: รอบเดือนปกติกี่วัน? เช็กแบบไหนเรียกว่าประจำเดือนผิดปกติ

ประจำเดือนเกิน 7 วัน แต่ช่วงท้ายเป็นสีน้ำตาล ผิดปกติไหม?

เลือดประจำเดือนช่วงท้ายสามารถมีสีน้ำตาลหรือสีเข้มขึ้นได้ เพราะเป็นเลือดที่ออกจากร่างกายช้ากว่าช่วงแรก สิ่งที่ควรสังเกตคือ

  • หลังวันที่ 7 ยังมีเลือดออกต่อเนื่องหรือไม่
  • เลือดยังมีปริมาณมากหรือไม่
  • เกิดแบบนี้ทุกเดือนหรือเพิ่งเกิด
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือนด้วยหรือไม่
  • มีอาการปวดท้องผิดปกติหรือไม่

ประจำเดือนนานเกิน 7 วัน เกิดจากอะไร?

สาเหตุมีได้หลายอย่าง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนไปจนถึงโรคภายในมดลูก

1. การตกไข่ไม่สม่ำเสมอ หากบางรอบไม่มีการตกไข่หรือไข่ตกไม่สม่ำเสมอ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนที่ควบคุมเยื่อบุโพรงมดลูกอาจผิดไปจากปกติ ผลคือเยื่อบุโพรงมดลูกอาจหลุดลอกไม่เป็นรอบ ทำให้

  • ประจำเดือนมาช้า
  • รอบเดือนไม่สม่ำเสมอ
  • เลือดออกนาน
  • บางรอบเลือดออกมาก

จึงพบได้ในช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง เช่น วัยรุ่น ช่วงก่อนหมดประจำเดือน หรือผู้ที่มีปัญหาการตกไข่

2. เนื้องอกมดลูก Fibroid หรือเนื้องอกมดลูก เป็นก้อนที่เกิดจากกล้ามเนื้อมดลูก และส่วนใหญ่ไม่ใช่มะเร็ง อาการที่อาจพบ ได้แก่

  • ประจำเดือนมานาน
  • ประจำเดือนมามาก
  • ปวดหรือรู้สึกแน่นท้องน้อย
  • ปัสสาวะบ่อย
  • ท้องดูโตขึ้นในบางราย
  • อ่อนเพลียจากภาวะโลหิตจาง

อ่านเพิ่มเติม: เนื้องอกมดลูกคืออะไร? อาการแบบไหนควรตรวจ

3. Adenomyosis คือภาวะที่เนื้อเยื่อคล้ายเยื่อบุโพรงมดลูกเข้าไปอยู่ในชั้นกล้ามเนื้อมดลูก อาจทำให้

  • ประจำเดือนมามากหรือนาน
  • ปวดประจำเดือนมาก
  • ปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน
  • รู้สึกหนักหรือแน่นท้องน้อย

หากประจำเดือนยาวขึ้นพร้อมกับปวดประจำเดือนมากขึ้นจากเดิม ควรได้รับการประเมินเพิ่มเติม

4. PCOS และความผิดปกติของการตกไข่ ผู้ที่มี PCOS มักมีการตกไข่ไม่สม่ำเสมอ ทำให้บางคนประจำเดือนมาห่างหรือขาดไปหลายสัปดาห์ เมื่อเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกในภายหลัง อาจมีเลือดออกมากหรือออกยืดเยื้อได้

อ่านเพิ่มเติม: PCOS คืออะไร? ทำไมประจำเดือนจึงผิดปกติ

5. การคุมกำเนิด การเริ่มหรือเปลี่ยนวิธีคุมกำเนิดสามารถทำให้รูปแบบเลือดเปลี่ยนได้ โดยเฉพาะในช่วงแรก อาจเกิด

  • เลือดออกกะปริบกะปรอย
  • เลือดออกไม่เป็นเวลา
  • เลือดออกนานกว่าปกติ

นอกจากนี้ ห่วงคุมกำเนิดชนิดทองแดง (Copper IUD) สามารถทำให้ประจำเดือนมากขึ้นในบางคนได้ หากเลือดออกเปลี่ยนหลังเริ่มวิธีคุมกำเนิด ควรแจ้งแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแล

6. ภาวะเลือดออกง่ายหรือเลือดหยุดยาก ความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด เช่น Von Willebrand disease อาจทำให้ประจำเดือนออกมากหรือนานกว่าปกติ ควรนึกถึงสาเหตุนี้มากขึ้นหากมีอาการอื่นร่วม เช่น

  • ประจำเดือนมากมาตั้งแต่วัยรุ่น
  • เลือดกำเดาออกบ่อย
  • มีรอยช้ำง่าย
  • เลือดออกนานหลังถอนฟัน
  • เคยมีเลือดออกมากหลังผ่าตัด
  • คนในครอบครัวมีปัญหาเลือดออกง่าย

7. ยาบางชนิด ยาบางชนิด โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือด สามารถเพิ่มปริมาณหรือระยะเวลาของเลือดประจำเดือนได้ หากประจำเดือนเปลี่ยนหลังเริ่มยาใหม่ ควรแจ้งแพทย์ แต่ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง

ประจำเดือนมา 10 วัน แต่เลือดออกน้อย ต้องกังวลไหม?

แม้เลือดจะออกไม่มาก แต่หากเป็นเลือดประจำเดือนหรือเลือดจากช่องคลอดที่ออกต่อเนื่อง 10 วัน ถือว่านานกว่าช่วงทั่วไป ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะหาก

  • เกิดซ้ำทุกเดือน
  • รอบก่อน ๆ ไม่เคยเป็น
  • มีเลือดออกระหว่างรอบร่วมด้วย
  • มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการปวดท้องน้อย
  • มีโอกาสตั้งครรภ์

อาการแบบไหนควรไปพบแพทย์?

  • ประจำเดือน นานเกิน 7 วัน
  • เกิดซ้ำหลายรอบ
  • รูปแบบประจำเดือนเปลี่ยนจากเดิมชัดเจน
  • เลือดออกมากร่วมด้วย
  • มีเลือดออกระหว่างรอบเดือน
  • มีเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์
  • ปวดประจำเดือนหรือปวดท้องน้อยรุนแรง
  • เหนื่อยง่าย หน้ามืด หรือหายใจไม่อิ่ม
  • มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนไปแล้ว

สรุป

ประจำเดือนโดยทั่วไปอยู่ประมาณ 2–7 วัน หาก นานเกิน 7 วัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดซ้ำ ถือเป็นรูปแบบที่ควรหาสาเหตุ แม้เลือดช่วงท้ายจะออกเพียงเล็กน้อยก็ตาม สาเหตุอาจเกี่ยวข้องกับการตกไข่ผิดปกติ PCOS เนื้องอกมดลูก Adenomyosis การคุมกำเนิด ยาบางชนิด หรือโรคที่ทำให้เลือดหยุดยาก หากเลือดออกมากร่วมกับหน้ามืด ใจสั่น หรืออ่อนเพลียมากควรได้รับการประเมินโดยเร็ว และไม่ควรพยายามหยุดหรือปรับประจำเดือนด้วยตนเองก่อนทราบสาเหตุ

คำถามที่พบบ่อย

Q: ประจำเดือนมา 8 วัน ถือว่าผิดปกติไหม?

A: ถือว่านานกว่าช่วงทั่วไปซึ่งมักอยู่ประมาณ 2–7 วัน หากเกิดเพียงครั้งเดียวอาจติดตามรอบถัดไปได้ แต่หากเกิดซ้ำหรือเลือดออกมากควรตรวจหาสาเหตุ

Q: ประจำเดือนมา 10 วัน แต่ช่วงท้ายออกนิดเดียว อันตรายไหม?

A: ไม่สามารถตัดสินจากปริมาณเพียงอย่างเดียว เพราะระยะเวลา 10 วันถือว่านานกว่าช่วงทั่วไป หากเกิดซ้ำควรได้รับการประเมิน

Q: ประจำเดือนมาไม่หยุดเป็นเพราะฮอร์โมนหรือไม่?

A: เป็นไปได้ แต่ไม่ใช่สาเหตุเดียว เพราะอาจเกี่ยวข้องกับ Fibroid, Adenomyosis การคุมกำเนิด โรคเลือด หรือสาเหตุอื่น จึงไม่ควรสรุปว่าเป็น “ฮอร์โมนแปรปรวน” โดยไม่ได้ตรวจ

Q: ประจำเดือนนานเกิน 7 วันทำให้โลหิตจางไหม?

A: เกิดได้ โดยเฉพาะเมื่อมีเลือดออกมากร่วมด้วย หากเหนื่อยง่าย หน้ามืด ใจสั่น หรือหายใจไม่อิ่ม ควรตรวจเลือดเพื่อประเมินภาวะโลหิตจาง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

[enwei_product_13336]

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top