ผู้หญิงที่เป็น PCOS หลายคนอาจพบว่าน้ำหนักขึ้นง่าย ลดน้ำหนักยาก หิวบ่อย อยากรับประทานของหวาน หรือมีผิวคล้ำบริเวณคอและรักแร้ อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากฮอร์โมนเพศเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ ภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นความผิดปกติด้านการเผาผลาญที่พบร่วมกับ PCOS ได้บ่อย ภาวะดื้ออินซูลินสามารถกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนเพศชายมากขึ้น รบกวนการเจริญของฟองไข่ ทำให้ไข่ไม่ตก และทำให้รอบเดือนผิดปกติได้ กล่าวง่าย ๆ คือ
ดื้ออินซูลินทำให้ PCOS รุนแรงขึ้น และ PCOS ก็อาจทำให้การควบคุมอินซูลินยากขึ้น
อินซูลินคืออะไร?
อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่ช่วยนำน้ำตาลกลูโคสจากกระแสเลือดเข้าสู่เซลล์ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานหรือเก็บไว้ใช้ในภายหลัง หลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้น ตับอ่อนจึงหลั่งอินซูลินออกมาเพื่อช่วยควบคุมระดับน้ำตาล
ภาวะดื้ออินซูลินคืออะไร?
ภาวะดื้ออินซูลิน หรือ Insulin Resistance คือภาวะที่เซลล์กล้ามเนื้อ ตับ และเนื้อเยื่อไขมันตอบสนองต่ออินซูลินได้ลดลง เปรียบเสมือนอินซูลินพยายามส่งสัญญาณให้เซลล์เปิดรับน้ำตาล แต่เซลล์ตอบสนองไม่ดีเท่าที่ควร ร่างกายจึงต้องชดเชยด้วยการสร้างอินซูลินมากขึ้น หากภาวะนี้ดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตับอ่อนอาจทำงานหนักจนไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้เกิดภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานชนิดที่ 2 ตามมา
ภาวะดื้ออินซูลินทำให้ PCOS รุนแรงขึ้นได้อย่างไร?
1. อินซูลินสูงกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนเพศชาย เมื่อร่างกายมีระดับอินซูลินสูง อินซูลินสามารถกระตุ้นเซลล์ในรังไข่ให้สร้างฮอร์โมนแอนโดรเจน เช่น เทสโทสเตอโรนมากขึ้น เมื่อฮอร์โมนเพศชายสูง ผู้ป่วยอาจมีอาการ เช่น
- สิวเรื้อรัง
- ผิวมัน
- ขนขึ้นมากผิดปกติ
- ผมบางบริเวณกลางศีรษะ
- รอบเดือนผิดปกติ
2. อินซูลินสูงทำให้ฮอร์โมนเพศชายอิสระเพิ่มขึ้น นอกจากกระตุ้นรังไข่แล้ว อินซูลินที่สูงยังอาจทำให้ตับสร้างโปรตีนที่ชื่อว่า Sex Hormone-Binding Globulin; SHBG ลดลง SHBG มีหน้าที่จับฮอร์โมนเพศไว้ในกระแสเลือด เมื่อ SHBG ลดลง ปริมาณฮอร์โมนเพศชายที่อยู่ในรูปอิสระจึงเพิ่มขึ้น ทำให้อาการจากแอนโดรเจนสูงชัดเจนมากขึ้น
3. รบกวนการเจริญของฟองไข่ ฮอร์โมนแอนโดรเจนที่สูงเกินไปสามารถรบกวนการเจริญของฟองไข่ ทำให้ฟองไข่หลายใบเริ่มเจริญแต่ไม่สามารถพัฒนาไปจนถึงระยะตกไข่ได้ ผลที่ตามมาคือ
- ไข่ตกไม่สม่ำเสมอ
- ประจำเดือนมาห่าง
- ประจำเดือนขาด
- มีบุตรยาก
PCOS จึงไม่ได้เป็นเพียงความผิดปกติของรังไข่ แต่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติด้านฮอร์โมนและระบบเผาผลาญทั่วร่างกาย แนวทางสากลจึงแนะนำให้ประเมินทั้งสุขภาพการเจริญพันธุ์และความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึมควบคู่กัน
4. ทำให้น้ำหนักเพิ่มง่าย โดยเฉพาะไขมันหน้าท้อง เมื่ออินซูลินอยู่ในระดับสูง ร่างกายมีแนวโน้มสะสมพลังงานในรูปไขมันมากขึ้น อีกทั้งยังอาจทำให้รู้สึกหิวบ่อยหรืออยากรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและแป้งสูง ไขมันบริเวณช่องท้องสามารถหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและทำให้ภาวะดื้ออินซูลินรุนแรงขึ้น จึงเกิดวงจรดังนี้
ดื้ออินซูลิน → อินซูลินสูง → สะสมไขมันง่าย → ไขมันหน้าท้องเพิ่ม → ดื้ออินซูลินมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้หญิงที่มีรูปร่างผอมหรือน้ำหนักปกติก็สามารถมีทั้ง PCOS และภาวะดื้ออินซูลินได้ จึงไม่ควรประเมินความเสี่ยงจากรูปร่างภายนอกเพียงอย่างเดียว
สัญญาณใดอาจบ่งบอกว่ามีภาวะดื้ออินซูลินร่วมกับ PCOS?
ภาวะดื้ออินซูลินในระยะแรกอาจไม่แสดงอาการชัดเจน แต่สิ่งที่อาจพบร่วม ได้แก่
- น้ำหนักขึ้นง่าย โดยเฉพาะรอบเอว
- ลดน้ำหนักยาก
- หิวบ่อยหรือหิวเร็วหลังรับประทานอาหาร
- อยากรับประทานของหวานหรือแป้ง
- ง่วงหรืออ่อนเพลียหลังมื้ออาหาร
- ผิวคล้ำและหนาบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบ
- มีติ่งเนื้อบริเวณคอหรือรักแร้
- ระดับไตรกลีเซอไรด์สูง
- ระดับน้ำตาลในเลือดสูง
- มีประวัติครอบครัวเป็นเบาหวานชนิดที่ 2
อาการเหล่านี้ไม่สามารถใช้ยืนยันภาวะดื้ออินซูลินได้ด้วยตนเอง เนื่องจากอาจเกิดจากโรคหรือภาวะอื่นได้เช่นกัน
เป็น PCOS ต้องตรวจน้ำตาลหรือไม่?
ผู้ที่เป็น PCOS มีความเสี่ยงต่อความผิดปกติของระดับน้ำตาลและเบาหวานชนิดที่ 2 มากกว่าคนทั่วไป จึงควรได้รับการประเมินสุขภาพด้านเมตาบอลิซึมตามความเหมาะสม โดยไม่ควรรอให้มีน้ำหนักเกินก่อนจึงค่อยตรวจ การตรวจที่แพทย์อาจพิจารณา ได้แก่
- ระดับน้ำตาลขณะอดอาหาร
- น้ำตาลสะสม HbA1c
- การทดสอบความทนต่อน้ำตาลกลูโคส หรือ 75-g Oral Glucose Tolerance Test: OGTT
- ระดับไขมันในเลือด
- ความดันโลหิต
- รอบเอวและดัชนีมวลกาย
แนวทางสากลระบุว่า OGTT เป็นวิธีที่มีความแม่นยำมากที่สุดในการประเมินภาวะน้ำตาลผิดปกติในผู้ที่เป็น PCOS โดยเฉพาะก่อนวางแผนตั้งครรภ์หรือเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยาก ส่วนความถี่ในการตรวจติดตามควรพิจารณาตามอายุ น้ำหนัก ประวัติครอบครัว และปัจจัยเสี่ยงรายบุคคล
PCOS กับภาวะดื้ออินซูลิน เพิ่มความเสี่ยงอะไรบ้าง?
หากไม่ได้รับการดูแล ภาวะดื้ออินซูลินอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อ
- ภาวะก่อนเบาหวาน
- เบาหวานชนิดที่ 2
- ไขมันในเลือดผิดปกติ
- ความดันโลหิตสูง
- ไขมันพอกตับ
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
- ภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์
แนวทาง PCOS ฉบับสากลจึงเน้นให้ติดตามความเสี่ยงด้านเมตาบอลิซึม หัวใจและหลอดเลือด การนอนหลับ และสุขภาพจิตร่วมกับการดูแลรอบเดือนและภาวะเจริญพันธุ์
วิธีลดภาวะดื้ออินซูลินในผู้ที่เป็น PCOS
1. เลือกอาหารที่ช่วยควบคุมระดับน้ำตาล
- ข้าวกล้องและธัญพืชไม่ขัดสี
- ผักหลากหลายชนิด
- ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว
- ปลา ไข่ เต้าหู้ และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน
- ผลไม้สดในปริมาณเหมาะสม
2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อนำน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น แม้ในช่วงที่อินซูลินทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ควรผสมผสานทั้ง
- การเดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน
- การฝึกกล้ามเนื้อหรือเวทเทรนนิง
- การลดเวลานั่งต่อเนื่องเป็นเวลานาน
3. ลดน้ำหนักอย่างเหมาะสมในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน
- เพิ่มความไวต่ออินซูลิน
- ลดระดับฮอร์โมนแอนโดรเจน
- ทำให้รอบเดือนสม่ำเสมอขึ้น
- เพิ่มโอกาสการตกไข่
- ลดความเสี่ยงเบาหวาน
4. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนน้อยและการนอนที่ไม่มีคุณภาพอาจรบกวนการควบคุมความหิว ฮอร์โมนความเครียด และการตอบสนองต่ออินซูลิน ควรพยายาม
- เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกัน
- หลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนนอน
- ลดเครื่องดื่มคาเฟอีนช่วงบ่ายและเย็น
- พบแพทย์หากกรนมาก สะดุ้งตื่น หรือสงสัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
สรุป
PCOS กับภาวะดื้ออินซูลินมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เมื่อเซลล์ตอบสนองต่ออินซูลินลดลง ร่างกายจะผลิตอินซูลินมากขึ้น ซึ่งสามารถกระตุ้นให้รังไข่สร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่ม รบกวนการเจริญของฟองไข่ และทำให้ไข่ไม่ตก นอกจากนี้ยังทำให้น้ำหนักเพิ่มง่ายและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะก่อนเบาหวาน เบาหวานชนิดที่ 2 ไขมันในเลือดผิดปกติ และโรคหัวใจในระยะยาว การดูแลจึงไม่ควรเน้นเพียงการทำให้ประจำเดือนกลับมาเท่านั้น แต่ควรครอบคลุมการรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย การนอนหลับ การควบคุมน้ำหนัก และการตรวจติดตามระดับน้ำตาลตามความเหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









