รังไข่บิดขั้ว (Ovarian Torsion) เป็นภาวะที่รังไข่บิดหมุนรอบเนื้อเยื่อที่ยึดรังไข่ไว้ ทำให้หลอดเลือดถูกกดหรือบิดจนเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงรังไข่ลดลง โดยอาจเกิดร่วมกับซีสต์รังไข่ที่ทำให้รังไข่มีน้ำหนักมากขึ้น อาการสำคัญคือปวดท้องน้อยอย่างเฉียบพลัน มักปวดข้างเดียว และอาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ภาวะนี้ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางนรีเวช เพราะหากเลือดไปเลี้ยงรังไข่ไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจทำให้เนื้อเยื่อรังไข่เสียหาย จึงต้องรีบไปโรงพยาบาลเพื่อรับการประเมินและรักษา
รังไข่บิดขั้วคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยปกติรังไข่จะอยู่ภายในอุ้งเชิงกรานและมีเนื้อเยื่อช่วยยึดให้อยู่ในตำแหน่ง เมื่อรังไข่บิดหมุนรอบจุดยึดดังกล่าว หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงรังไข่อาจถูกบิดตามไปด้วย การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมีลำดับสำคัญดังนี้
- รังไข่เกิดการบิดตัว ทำให้หลอดเลือดดำและทางระบายน้ำเหลืองถูกกดก่อน
- รังไข่บวมและคั่งเลือด เนื่องจากเลือดและของเหลวไหลออกจากรังไข่ได้ยาก
- เลือดแดงไหลเข้าได้น้อยลง หากการบิดรุนแรงขึ้น อาจทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจน
- เนื้อเยื่อรังไข่อาจเสียหาย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
บางกรณีรังไข่อาจบิดแล้วคลายตัวเองชั่วคราว ทำให้อาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าภาวะดังกล่าวปลอดภัย
ซีสต์รังไข่ทำให้เกิดรังไข่บิดขั้วได้อย่างไร?
ซีสต์หรือก้อนบริเวณรังไข่อาจทำให้รังไข่มีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักเพิ่มขึ้น และเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่าปกติ จึงเพิ่มโอกาสเกิดการบิดขั้ว ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาวะนี้ ได้แก่
- มีซีสต์หรือก้อนรังไข่ โดยเฉพาะก้อนที่มีขนาดประมาณ 5 เซนติเมตรขึ้นไป
- รังไข่มีขนาดใหญ่กว่าปกติ เช่น จากการกระตุ้นรังไข่ในกระบวนการรักษาภาวะมีบุตรยาก
- ตั้งครรภ์ การเปลี่ยนแปลงของรังไข่ในบางช่วงของการตั้งครรภ์อาจเพิ่มความเสี่ยง
- รังไข่เคลื่อนไหวได้มาก จากลักษณะทางกายวิภาคของแต่ละบุคคล
อย่างไรก็ตาม รังไข่บิดขั้วสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่พบซีสต์ และซีสต์ขนาดเล็กก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยงเลย ขนาด 5 เซนติเมตรเป็นเพียงปัจจัยเสี่ยง ไม่ใช่เกณฑ์ยืนยันว่ารังไข่จะบิดขั้วหรือจำเป็นต้องผ่าตัดทุกคน
รังไข่บิดขั้วมีอาการอย่างไร?
อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ ปวดท้องน้อยอย่างเฉียบพลัน โดยมักปวดบริเวณด้านซ้ายหรือขวาเพียงข้างเดียว อาการอื่นที่อาจพบร่วมด้วย ได้แก่
- ปวดท้องน้อยรุนแรงหรือปวดมากขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ปวดเป็นพัก ๆ หรือปวดแล้วดีขึ้นก่อนกลับมาปวดอีก
- คลื่นไส้และอาเจียน
- ปวดร้าวไปบริเวณหลังหรือขาหนีบ
- กดเจ็บบริเวณท้องน้อย
- มีไข้ในบางราย โดยเฉพาะเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน
อาการไม่ได้รุนแรงเท่ากันทุกคน บางรายอาจปวดเป็นช่วง ๆ เนื่องจากรังไข่มีการบิดและคลายตัวสลับกัน แม้อาการปวดจะทุเลาลง ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่ารังไข่กลับมาอยู่ในภาวะปกติแล้ว หากสงสัยรังไข่บิดขั้วควรได้รับการประเมินฉุกเฉิน
รังไข่บิดขั้วอันตรายแค่ไหน?
อันตรายสำคัญของรังไข่บิดขั้วคือการที่เลือดไปเลี้ยงรังไข่ไม่เพียงพอ หากปล่อยไว้อาจทำให้เนื้อเยื่อขาดออกซิเจนและเกิดความเสียหาย ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่
- เนื้อเยื่อรังไข่เสียหาย จากการขาดเลือดเป็นเวลานาน
- รังไข่สูญเสียการทำงานบางส่วน หากเนื้อเยื่อได้รับความเสียหายรุนแรง
- จำเป็นต้องนำรังไข่ออก ในบางกรณีที่ไม่สามารถเก็บรังไข่ไว้ได้อย่างปลอดภัย
- กระทบต่อภาวะเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะหากมีปัญหาของรังไข่อีกข้างร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถกำหนดได้ว่ารังไข่จะเสียหายหลังผ่านไปกี่ชั่วโมง เพราะขึ้นอยู่กับระดับการบิด การไหลเวียนเลือดที่เหลืออยู่ และปัจจัยอื่น จึงไม่ควรรอให้อาการรุนแรงขึ้นก่อนเข้ารับการรักษา
รังไข่บิดขั้วกับซีสต์รังไข่แตก ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองภาวะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเฉียบพลัน แต่มีสาเหตุและแนวทางรักษาแตกต่างกัน

รังไข่บิดขั้วต้องผ่าตัดไหม?
เมื่อสงสัยรังไข่บิดขั้วอย่างมีนัยสำคัญ มักจำเป็นต้องผ่าตัดอย่างเร่งด่วน เพราะการผ่าตัดเป็นทั้งวิธีช่วยยืนยันการวินิจฉัยและรักษาภาวะบิดขั้ว โดยทั่วไปแพทย์อาจใช้การผ่าตัดผ่านกล้อง (Laparoscopy) เพื่อเข้าไปตรวจดูรังไข่และแก้ไขการบิดตัว เรียกว่า การผ่าตัดคลายขั้วรังไข่ (Detorsion) คือการหมุนรังไข่กลับสู่ตำแหน่งเดิม เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ในผู้ที่ยังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์ แนวทางรักษามักให้ความสำคัญกับการเก็บรังไข่ไว้ หากสามารถทำได้อย่างปลอดภัย แม้รังไข่จะมีสีคล้ำระหว่างผ่าตัด ก็ไม่ได้หมายความว่าเนื้อเยื่อเสียหายถาวรเสมอไป เพราะรังไข่บางส่วนสามารถกลับมาทำงานได้หลังคลายการบิด
จำเป็นต้องตัดรังไข่ออกหรือไม่?
ไม่จำเป็นทุกกรณี แพทย์จะพยายามเก็บรังไข่ไว้เมื่อเหมาะสม แต่หากพบความเสียหายรุนแรงหรือมีเหตุผลทางการแพทย์อื่น อาจจำเป็นต้องนำรังไข่ออก หากมีซีสต์ร่วมด้วย แพทย์จะประเมินว่าควรนำซีสต์ออกในระหว่างการผ่าตัดครั้งเดียวกันหรือไม่ โดยพิจารณาความปลอดภัยและสภาพของรังไข่
รังไข่บิดขั้วส่งผลต่อการมีบุตรหรือไม่?
ภาวะรังไข่บิดขั้วอาจส่งผลต่อการมีบุตรได้ หากทำให้เนื้อรังไข่เสียหายรุนแรงหรือจำเป็นต้องนำรังไข่ออก อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดคลายขั้วและสามารถเก็บรังไข่ไว้ได้จำนวนมากยังมีโอกาสรักษาการทำงานของรังไข่ไว้ได้ แม้จำเป็นต้องนำรังไข่ออกหนึ่งข้าง ผู้ที่มีรังไข่อีกข้างทำงานปกติก็ยังสามารถตั้งครรภ์ตามธรรมชาติได้ในหลายกรณี ดังนั้น การเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็วจึงมีความสำคัญต่อการเพิ่มโอกาสเก็บรังไข่และรักษาการทำงานของรังไข่ไว้
สรุป
รังไข่บิดขั้วเป็นภาวะฉุกเฉินทางนรีเวชที่เกิดจากรังไข่บิดตัวจนเลือดไหลเวียนผิดปกติ โดยซีสต์รังไข่อาจเป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยง อาการสำคัญคือปวดท้องน้อยเฉียบพลัน มักปวดข้างเดียว และอาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจทำให้เนื้อเยื่อรังไข่เสียหายและกระทบต่อการทำงานของรังไข่ การรักษามักใช้การผ่าตัดเพื่อคลายการบิดและพยายามเก็บรังไข่ไว้ ดังนั้น หากมีอาการที่สงสัยรังไข่บิดขั้ว ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอให้อาการหายเอง
คำถามที่พบบ่อย
Q: รังไข่บิดขั้วสามารถหายเองได้ไหม?
A: บางครั้งรังไข่อาจคลายการบิดได้เองชั่วคราว ทำให้อาการปวดลดลง แต่สามารถกลับมาบิดซ้ำได้ จึงไม่ควรรอดูอาการหากสงสัยภาวะนี้
Q: รังไข่บิดขั้วปวดตรงไหน?
A: มักปวดบริเวณท้องน้อยด้านซ้ายหรือขวาเพียงข้างเดียว แต่บางรายอาจปวดกระจายหรือปวดร้าวไปบริเวณอื่นได้
Q: รังไข่บิดขั้วต้องผ่าตัดภายในกี่ชั่วโมง?
A: ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่รับประกันว่ารังไข่จะปลอดภัย เนื่องจากความรุนแรงของการบิดและการขาดเลือดแตกต่างกัน หากสงสัยควรเข้ารับการประเมินฉุกเฉินโดยเร็วที่สุด
Q: รังไข่บิดขั้วแล้วจะมีลูกได้ไหม?
A: ยังมีโอกาสตั้งครรภ์ได้ โดยขึ้นอยู่กับความเสียหายของรังไข่ การรักษาที่ได้รับ และการทำงานของรังไข่อีกข้าง
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









