ริดสีดวงที่อาจต้องพิจารณาผ่าตัดมักเป็นริดสีดวงภายในระยะ 3–4 โดยเฉพาะเมื่อมีก้อนยื่นมาก มีอาการรบกวนชีวิตประจำวัน หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยระยะ 3–4 ทุกคนที่จำเป็นต้องผ่าตัด เพราะริดสีดวงระยะ 3 บางรายสามารถรักษาด้วยการรัด ยางได้ ส่วนริดสีดวงระยะ 1–2 ส่วนใหญ่มักเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและรักษาโดยไม่ผ่าตัด การตัดสินใจจึงต้องพิจารณาทั้งระยะของโรค ความรุนแรงของอาการ และผลการรักษาที่ผ่านมา
ริดสีดวงระยะ 1–4 ระยะไหนต้องผ่าตัด?
การแบ่งริดสีดวงเป็นระยะ 1–4 ใช้กับริดสีดวงภายในเท่านั้น โดยประเมินจากลักษณะการยื่นของก้อน ไม่ได้ใช้แบ่งริดสีดวงภายนอก
| ระยะ | ลักษณะอาการ | แนวทางรักษาที่มักพิจารณา |
|---|---|---|
| ระยะ 1 | ก้อนไม่ยื่นออกมานอกทวาร | ปรับพฤติกรรม ใช้ยาตามอาการ หรือทำหัตถการหากจำเป็น |
| ระยะ 2 | ก้อนยื่นตอนถ่ายแล้วกลับเข้าเอง | ปรับพฤติกรรม และอาจรัดยางหากอาการไม่ดีขึ้น |
| ระยะ 3 | ก้อนยื่นออกมา ต้องใช้มือดันกลับ | อาจรักษาด้วยการรัดยางหรือผ่าตัดตามความเหมาะสม |
| ระยะ 4 | ก้อนยื่นค้างและดันกลับไม่ได้ | มักต้องประเมินความเหมาะสมของการผ่าตัด โดยเฉพาะเมื่อมีอาการมาก |
ดังนั้น ริดสีดวงระยะ 3 ไม่ได้หมายความว่าต้องผ่าตัดเสมอไป และแม้ริดสีดวงระยะ 4 จะมีโอกาสต้องใช้การผ่าตัดมากกว่า แต่ก็ยังต้องประเมินอาการและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
ริดสีดวงแบบไหนควรพิจารณาผ่าตัด?
การผ่าตัดมักพิจารณาเมื่อริดสีดวงทำให้เกิดอาการมาก หรือการรักษาด้วยวิธีอื่นไม่สามารถควบคุมอาการได้ เช่น
- ก้อนยื่นออกมามาก จนรบกวนการขับถ่ายหรือการใช้ชีวิตประจำวัน
- ก้อนยื่นค้างและดันกลับไม่ได้ โดยเฉพาะริดสีดวงภายในระยะ 4
- มีทั้งริดสีดวงภายในและภายนอกที่มีอาการมาก ซึ่งอาจไม่เหมาะกับการรัดยางเพียงอย่างเดียว
- มีเลือดออกหรืออาการรบกวนต่อเนื่อง แม้ได้รับการรักษาที่เหมาะสมแล้ว
- กลับมาเป็นซ้ำหลังทำหัตถการ และมีอาการมากจนต้องพิจารณาวิธีรักษาอื่น
การผ่าตัดตัดริดสีดวงออกเป็นทางเลือกที่มักเสนอให้ผู้ป่วยบางรายที่มีริดสีดวงภายนอก หรือมีริดสีดวงภายในและภายนอกร่วมกัน โดยเฉพาะริดสีดวงภายในระยะ 3–4 ที่มีอาการ อย่างไรก็ตาม การมีเลือดออกทางทวารหนักไม่ได้เป็นข้อบ่งชี้ให้ผ่าตัดริดสีดวงทันที เพราะต้องตรวจหาสาเหตุก่อนว่าเลือดออกเกิดจากริดสีดวงหรือโรคอื่น
ริดสีดวงระยะ 3 ไม่ผ่าตัดได้ไหม?
ได้ในผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีริดสีดวงภายในระยะ 3 ซึ่งก้อนยื่นออกมาแต่ยังสามารถใช้มือดันกลับได้ หากอาการไม่รุนแรงมาก อาจเริ่มจากการเพิ่มใยอาหาร ลดการเบ่ง และรักษาอาการร่วมก่อน หากยังมีเลือดออกหรือก้อนยื่นรบกวน อาจพิจารณา การรัดยางริดสีดวง (Rubber Band Ligation) ซึ่งเป็นหัตถการที่ใช้ยางขนาดเล็กรัดเนื้อเยื่อริดสีดวงภายใน เพื่อให้เนื้อเยื่อส่วนที่ถูกรัดฝ่อและหลุดออกในเวลาต่อมา ข้อดีคือไม่จำเป็นต้องผ่าตัดตัดเนื้อเยื่อออกแบบการผ่าตัดทั่วไป แต่บางรายอาจต้องทำมากกว่าหนึ่งครั้ง และยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
การผ่าตัดริดสีดวงมีกี่วิธี?
ปัจจุบันมีวิธีผ่าตัดหลายรูปแบบ โดยแพทย์จะเลือกตามชนิดและความรุนแรงของริดสีดวง
1. การผ่าตัดตัดริดสีดวงออก (Hemorrhoidectomy)
เป็นการผ่าตัดนำเนื้อเยื่อริดสีดวงที่มีปัญหาออกโดยตรง เหมาะกับผู้ป่วยบางรายที่มีก้อนขนาดใหญ่ ริดสีดวงภายนอกที่มีอาการมาก หรือริดสีดวงภายในระยะ 3–4 วิธีนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาริดสีดวงที่มีอาการรุนแรง แต่หลังผ่าตัดอาจปวดมากกว่าหัตถการบางชนิด และต้องใช้เวลาพักฟื้น
2. การผ่าตัดด้วยเครื่องเย็บวงกลม (Stapled Hemorrhoidopexy)
เป็นการใช้เครื่องมือเย็บเนื้อเยื่อภายในเพื่อยกริดสีดวงที่ยื่นออกมาให้กลับขึ้นไป และลดเลือดที่ไปเลี้ยงเนื้อเยื่อบางส่วน แม้บางรายอาจมีอาการปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่าการตัดริดสีดวงแบบทั่วไป แต่มีข้อจำกัดด้านโอกาสกลับเป็นซ้ำและภาวะแทรกซ้อน จึงไม่ใช่วิธีที่แนะนำเป็นอันดับแรกสำหรับผู้ป่วยทุกราย
3. การผูกหลอดเลือดริดสีดวง (Hemorrhoidal Artery Ligation)
เป็นการผูกหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงริดสีดวง และอาจเย็บยกเนื้อเยื่อที่ยื่นร่วมด้วยในบางกรณี วิธีนี้อาจทำให้ปวดหลังผ่าตัดน้อยกว่าการตัดริดสีดวงออก แต่มีโอกาสกลับเป็นซ้ำมากกว่าในผู้ป่วยบางกลุ่ม จึงต้องพิจารณาข้อดีและข้อจำกัดร่วมกัน
ผ่าตัดริดสีดวงพักฟื้นกี่วัน?
ระยะเวลาพักฟื้นขึ้นอยู่กับวิธีผ่าตัด ขนาดของริดสีดวง และสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคน สำหรับการผ่าตัดตัดริดสีดวงออก ผู้ป่วยจำนวนมากอาจต้องใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ ก่อนกลับไปทำกิจกรรมทั่วไปได้สะดวกขึ้น ขณะที่การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์อาจใช้เวลานานกว่านั้น ในช่วงแรกหลังผ่าตัด อาจมีอาการดังนี้
- ปวดบริเวณแผล โดยเฉพาะขณะขับถ่าย
- มีเลือดซึมเล็กน้อย
- บวมหรือรู้สึกตึงบริเวณทวาร
- ไม่สบายขณะนั่งหรือเคลื่อนไหว
- กังวลหรือกลัวการขับถ่ายเพราะเจ็บแผล
การดูแลหลังผ่าตัดมักเน้นการควบคุมอาการปวด รักษาความสะอาด และทำให้อุจจาระนิ่ม เพื่อลดการเบ่งและการกระทบกระเทือนแผล
ผ่าตัดริดสีดวงมีความเสี่ยงอะไรบ้าง?
แม้การผ่าตัดจะช่วยรักษาริดสีดวงที่มีอาการมากได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่ควรทราบ เช่น
- ปวดหลังผ่าตัด
- เลือดออก
- ปัสสาวะลำบากหรือปัสสาวะไม่ออกชั่วคราว
- แผลติดเชื้อ ซึ่งพบได้ไม่บ่อย
- ทวารหนักตีบแคบ หรือมีปัญหาการกลั้นอุจจาระในบางราย ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย
หากหลังผ่าตัดมีเลือดออกมาก ปวดรุนแรงผิดปกติ มีไข้ หรือปัสสาวะไม่ออก ควรติดต่อโรงพยาบาลทันที
ผ่าตัดริดสีดวงแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
กลับมาเป็นซ้ำได้ แม้การผ่าตัดจะกำจัดเนื้อเยื่อริดสีดวงที่มีปัญหาออกแล้ว แต่ยังสามารถเกิดริดสีดวงใหม่หรือมีอาการกลับมาได้ในอนาคต การลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำจึงควรให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการขับถ่าย ได้แก่
- รับประทานอาหารที่มีใยอาหารเพียงพอ
- ดื่มน้ำให้เหมาะสม
- หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง
- ไม่นั่งบนโถส้วมนานเกินความจำเป็น
- ดูแลอาการท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรัง
การปรับพฤติกรรมเหล่านี้มีความสำคัญทั้งในผู้ที่ยังไม่ได้ผ่าตัดและผู้ที่ได้รับการผ่าตัดแล้ว
สรุป
ริดสีดวงที่อาจต้องพิจารณาผ่าตัดมักเป็นริดสีดวงภายในระยะ 3–4 โดยเฉพาะเมื่อก้อนยื่นมาก มีอาการรบกวนชีวิตประจำวัน หรือรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ริดสีดวงระยะ 3 บางรายสามารถรักษาด้วยการรัดยางได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ส่วนการผ่าตัดเหมาะกับผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน การเลือกวิธีรักษาจึงควรพิจารณาจากชนิดของริดสีดวง ความรุนแรงของอาการ และผลการรักษาที่ผ่านมา เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่เหมาะสมและลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น
คำถามที่พบบ่อย
Q: ริดสีดวงระยะ 2 ต้องผ่าตัดไหม?
A: โดยทั่วไปไม่จำเป็น ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเริ่มจากการปรับพฤติกรรมและรักษาอาการ หากยังมีอาการต่อเนื่อง อาจพิจารณาหัตถการ เช่น การรัดยางริดสีดวง
Q: ริดสีดวงระยะ 4 ไม่ผ่าตัดได้ไหม?
A: ขึ้นอยู่กับอาการและสภาพร่างกายของผู้ป่วย แต่ริดสีดวงระยะ 4 ที่มีอาการมากมักต้องได้รับการประเมินเพื่อพิจารณาการผ่าตัด เพราะก้อนยื่นค้างและไม่สามารถดันกลับได้
Q: ผ่าตัดริดสีดวงเจ็บมากไหม?
A: การผ่าตัดตัดริดสีดวงออกอาจทำให้ปวดในช่วงพักฟื้น โดยเฉพาะขณะถ่ายอุจจาระ แต่สามารถใช้ยาและวิธีดูแลหลังผ่าตัดเพื่อช่วยควบคุมอาการได้ ระดับความเจ็บแตกต่างกันในแต่ละคน
Q: ผ่าตัดริดสีดวงแล้วหายขาดไหม?
A: การผ่าตัดสามารถรักษาริดสีดวงที่มีปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถรับประกันว่าจะไม่กลับมาเป็นซ้ำในอนาคต การดูแลพฤติกรรมการขับถ่ายจึงยังมีความสำคัญหลังผ่าตัด
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









