การป้องกันริดสีดวงทวารทำได้โดยการเพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง และไม่นั่งบนโถส้วมนานเกินความจำเป็น เพราะพฤติกรรมเหล่านี้ช่วยลดอาการท้องผูกและแรงกดบริเวณทวารหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดริดสีดวง นอกจากนี้ การออกกำลังกายและดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติยังมีส่วนช่วยลดโอกาสที่อาการจะกลับมาเป็นซ้ำ อย่างไรก็ตาม แม้จะดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมก็ไม่สามารถป้องกันริดสีดวงได้ทั้งหมด เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่น เช่น อายุ การตั้งครรภ์ และความเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อบริเวณทวารหนัก
ทำไมการปรับพฤติกรรมจึงช่วยป้องกันริดสีดวงได้?
ริดสีดวงทวารเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อที่ช่วยพยุงหลอดเลือดบริเวณทวารหนัก ทำให้เนื้อเยื่อดังกล่าวขยายตัวหรือเคลื่อนต่ำลงจนเกิดอาการ เช่น เลือดออก มีก้อนยื่น คัน หรือระคายเคือง แม้สาเหตุของโรคจะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย แต่พฤติกรรมบางอย่างสามารถเพิ่มแรงกดบริเวณทวารหนักและกระตุ้นให้อาการกำเริบได้ โดยเฉพาะ
- ท้องผูกและต้องเบ่งอุจจาระเป็นประจำ
- นั่งบนโถส้วมนานเกินความจำเป็น
- รับประทานอาหารที่มีใยอาหารไม่เพียงพอ
- มีอาการท้องเสียหรือขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง
ดังนั้น การป้องกันจึงควรมุ่งเน้นการขับถ่ายที่สม่ำเสมอและลดพฤติกรรมที่ทำให้ต้องออกแรงเบ่งมากเกินไป
วิธีป้องกันริดสีดวงทวารและลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ
1. รับประทานอาหารที่มีใยอาหารให้เพียงพอ
ใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณและปรับลักษณะอุจจาระ ทำให้ขับถ่ายได้สะดวกขึ้น โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาท้องผูก อาหารที่ควรเพิ่มในแต่ละวัน ได้แก่
- ผักใบเขียว เช่น ผักบุ้ง คะน้า และตำลึง
- ผลไม้ เช่น ฝรั่ง มะละกอ และแอปเปิล
- ธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้องและข้าวโอ๊ต
- ถั่วชนิดต่าง ๆ
ผู้ใหญ่ควรได้รับใยอาหารในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการพลังงาน ประมาณ 14 กรัมต่อพลังงาน 1,000 กิโลแคลอรี หรือประมาณ 28 กรัมสำหรับผู้ที่ได้รับพลังงานวันละ 2,000 กิโลแคลอรี ควรเพิ่มใยอาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดอาการท้องอืดและแน่นท้อง
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
น้ำมีส่วนช่วยให้ใยอาหารทำงานได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะใยอาหารชนิดที่ดูดซับน้ำและช่วยให้อุจจาระนิ่ม ควรดื่มน้ำให้เหมาะสมกับกิจกรรม สภาพอากาศ และสุขภาพของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มน้ำปริมาณมาก เพราะการดื่มน้ำเกินความต้องการไม่ได้ช่วยป้องกันริดสีดวงได้ดีกว่าเสมอไป และผู้ที่มีโรคไต โรคหัวใจ หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดน้ำ ควรปฏิบัติตามข้อจำกัดของตนเอง
3. หลีกเลี่ยงการเบ่งอุจจาระแรง
การเบ่งถ่ายแรงทำให้แรงดันภายในช่องท้องและบริเวณทวารหนักเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้อาการริดสีดวงกำเริบได้ หากรู้สึกว่าอุจจาระแข็งหรือถ่ายยาก ไม่ควรฝืนเบ่งเป็นเวลานาน ควรปรับอาหาร เพิ่มใยอาหาร และประเมินสาเหตุของอาการท้องผูก หากท้องผูกต่อเนื่อง อาจต้องใช้ผลิตภัณฑ์เสริมใยอาหารหรือยาช่วยขับถ่ายตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
4. ไม่นั่งบนโถส้วมนานเกินความจำเป็น
การนั่งบนโถส้วนนาน โดยเฉพาะการนั่งเล่นโทรศัพท์หรืออ่านหนังสือ อาจทำให้ใช้เวลาในห้องน้ำนานกว่าที่จำเป็น และเพิ่มแรงกดบริเวณทวารหนัก วิธีปรับพฤติกรรม ได้แก่
- เข้าห้องน้ำเมื่อรู้สึกอยากถ่าย
- ไม่ฝืนเบ่งหากยังถ่ายไม่ออก
- ไม่ใช้โทรศัพท์ขณะนั่งบนโถส้วม
- หากถ่ายไม่ออก ควรลุกออกมาและลองใหม่เมื่อรู้สึกอยากถ่ายอีกครั้ง
ไม่จำเป็นต้องกำหนดเวลาขับถ่ายเป็นตัวเลขตายตัวสำหรับทุกคน แต่ควรหลีกเลี่ยงการนั่งรอหรือเบ่งเป็นเวลานาน
5. ไม่กลั้นอุจจาระเป็นประจำ
เมื่อรู้สึกอยากถ่าย ควรเข้าห้องน้ำเมื่อสะดวกและเหมาะสม เพราะการเลื่อนการขับถ่ายบ่อยครั้งอาจทำให้อุจจาระค้างอยู่ในลำไส้นานขึ้นและแข็งขึ้นในบางคน การฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลาสามารถช่วยได้ โดยอาจเลือกช่วงหลังอาหารเช้า เนื่องจากลำไส้มักมีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นหลังรับประทานอาหาร อย่างไรก็ตาม ไม่ควรฝืนเบ่งเพื่อให้ถ่ายได้ตรงเวลาทุกวัน
6. ออกกำลังกายและเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ
การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และอาจช่วยลดปัญหาท้องผูกในบางคน กิจกรรมที่ทำได้ เช่น
- เดินเร็ว
- ปั่นจักรยานตามความเหมาะสม
- ว่ายน้ำ
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิกระดับปานกลาง
สำหรับผู้ที่ต้องนั่งทำงานนาน ควรลุกขึ้นเดินหรือเปลี่ยนอิริยาบถเป็นระยะ แม้การนั่งเก้าอี้ทั่วไปไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของริดสีดวงในทุกคน แต่การเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอมีประโยชน์ต่อสุขภาพและระบบขับถ่ายโดยรวม หากกำลังมีอาการปวดริดสีดวงรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ปวดมากขึ้น และปรับรูปแบบการออกกำลังกายตามอาการ
7. ดูแลอาการท้องผูกและท้องเสียเรื้อรัง
ไม่ใช่เฉพาะท้องผูกเท่านั้นที่เกี่ยวข้องกับอาการริดสีดวง เพราะการถ่ายเหลวบ่อยหรือท้องเสียเรื้อรังอาจทำให้บริเวณทวารหนักระคายเคือง และเกี่ยวข้องกับการเกิดอาการริดสีดวงได้เช่นกัน หากมีปัญหาการขับถ่ายเป็นประจำ ควรหาสาเหตุและแก้ไขอย่างเหมาะสม ไม่ควรใช้ยาระบายหรือยาหยุดถ่ายต่อเนื่องโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายเป็นเลือด หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ ควรได้รับการตรวจเพิ่มเติม
8. หลีกเลี่ยงการกลั้นหายใจและเบ่งแรงขณะยกของหนัก
การยกของหนักโดยกลั้นหายใจและออกแรงเบ่งอาจเพิ่มแรงดันภายในช่องท้องได้ แม้หลักฐานที่เชื่อมโยงการยกของหนักกับการเกิดริดสีดวงโดยตรงยังมีข้อจำกัด แต่ผู้ที่มีอาการริดสีดวงควรหลีกเลี่ยงการออกแรงจนทำให้อาการกำเริบ หากจำเป็นต้องยกของหนัก ควรใช้ท่าทางที่เหมาะสม หายใจตามปกติ และเลือกน้ำหนักที่สามารถควบคุมได้ สำหรับผู้ที่เพิ่งผ่าตัดริดสีดวง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการยกของและการกลับไปออกกำลังกายของทีมรักษาโดยเฉพาะ

เคยเป็นริดสีดวงแล้ว จะป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อย่างไร?
ผู้ที่เคยมีอาการริดสีดวงหรือได้รับการรักษาแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยเฉพาะหากยังมีปัญหาท้องผูกหรือเบ่งถ่ายแรงเป็นประจำ แนวทางลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ ได้แก่ การรับประทานใยอาหารให้เพียงพอ ดูแลการขับถ่ายให้สม่ำเสมอ และไม่นั่งบนโถส้วมนาน ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดหรือทำหัตถการควรปฏิบัติตามคำแนะนำหลังรักษาอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเรื่องการดูแลแผล การใช้ยา และการป้องกันท้องผูก
ป้องกันริดสีดวงแล้ว ยังมีอาการต้องทำอย่างไร?
แม้จะดูแลตัวเองอย่างเหมาะสม แต่บางคนอาจยังมีอาการจากริดสีดวงหรือโรคอื่นบริเวณทวารหนัก จึงควรได้รับการประเมินหากมีอาการต่อไปนี้
- มีเลือดออกทางทวารหนัก โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ทราบสาเหตุ
- มีก้อนยื่นออกมามากหรือดันกลับไม่ได้
- ปวดทวารหนักรุนแรงหรือมีก้อนแข็งเจ็บเฉียบพลัน
- มีไข้ บวมแดง หรือหนองบริเวณทวาร
- อาการไม่ดีขึ้นหลังดูแลตัวเองประมาณ 1 สัปดาห์
หากมีเลือดออกมาก หน้ามืด หรือเป็นลม ควรไปห้องฉุกเฉินทันที
สรุป
การป้องกันริดสีดวงทวารควรเริ่มจากการปรับพฤติกรรมการขับถ่าย โดยเพิ่มใยอาหาร ดื่มน้ำให้เพียงพอ ลดการเบ่งอุจจาระ และหลีกเลี่ยงการนั่งบนโถส้วมนาน รวมถึงออกกำลังกายและดูแลอาการท้องผูกหรือท้องเสียเรื้อรังอย่างเหมาะสม แม้วิธีเหล่านี้จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงและโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ แต่ไม่สามารถป้องกันริดสีดวงได้ทั้งหมด หากมีเลือดออกทางทวารหนัก มีก้อนยื่นมาก หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุและเลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสม
คำถามที่พบบ่อย
Q: นั่งทำงานนานทำให้เป็นริดสีดวงไหม?
A: ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการนั่งเก้าอี้ทำงานนานเป็นสาเหตุโดยตรงของริดสีดวงทุกกรณี แต่ควรลุกเดินและเคลื่อนไหวร่างกายเป็นระยะเพื่อสุขภาพโดยรวม ส่วนการนั่งบนโถส้วมนานและเบ่งถ่ายแรงเป็นพฤติกรรมที่ควรหลีกเลี่ยง
Q: หลังผ่าตัดริดสีดวงต้องป้องกันอย่างไร?
A: ควรดูแลการขับถ่ายให้สะดวก เพิ่มใยอาหารตามความเหมาะสม หลีกเลี่ยงการเบ่ง และปฏิบัติตามคำแนะนำของทีมรักษาเรื่องการใช้ยา การดูแลแผล และการทำกิจกรรม
Q: กินใยอาหารทุกวันแล้ว ยังเป็นริดสีดวงได้ไหม?
A: ยังเป็นได้ เพราะริดสีดวงเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย ใยอาหารช่วยลดปัญหาท้องผูกและการเบ่งถ่าย แต่ไม่ได้กำจัดความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นทั้งหมด
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









