หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษ ต่างกันอย่างไร? สังเกตอาการเบื้องต้น

ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษ ต่างกันอย่างไร? สังเกตอาการเบื้องต้น

ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษ ต่างกันอย่างไร? สังเกตอาการ

ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษไม่ใช่สิ่งเดียวกัน จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือ “ท้องเสีย” เป็นอาการ ส่วน “อาหารเป็นพิษ” เป็นภาวะเจ็บป่วยจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค สารพิษ หรือสารปนเปื้อนบางชนิด ซึ่งอาหารเป็นพิษสามารถทำให้เกิดท้องเสียได้ แต่คนที่ท้องเสียไม่ได้เป็นอาหารเป็นพิษทุกคน ดังนั้นการแยกสองภาวะนี้ควรดูทั้งลักษณะอาการ อาหารที่รับประทาน ช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ และอาการร่วม ไม่ควรตัดสินจากการถ่ายเหลวเพียงอย่างเดียว

ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษ ต่างกันอย่างไร?

จุดเปรียบเทียบท้องเสียอาหารเป็นพิษ
คืออะไร?เป็น “อาการ”เป็น “ภาวะเจ็บป่วย” จากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
อาการหลักถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำอาจมีท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือไข้
สาเหตุมีได้หลายสาเหตุเกี่ยวข้องกับอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน
ต้องท้องเสียหรือไม่?ท้องเสียคืออาการนั้นเองไม่จำเป็นต้องมีท้องเสียเด่นทุกคน บางรายอาเจียนมากกว่า
เริ่มหลังอาหารทันทีหรือไม่?ไม่จำเป็นไม่จำเป็น อาจเริ่มภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือหลายวัน
คนอื่นที่กินด้วยต้องเป็นไหม?ไม่เกี่ยวเสมอไป อาจพบหลายคนมีอาการคล้ายกัน แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นทุกคน
สิ่งสำคัญที่ต้องระวังภาวะขาดน้ำและสาเหตุของอาการภาวะขาดน้ำและอาการรุนแรงจากเชื้อหรือสารพิษบางชนิด

ท้องเสียคืออาการ ไม่ใช่ชื่อโรค

ท้องเสีย (Diarrhea) โดยทั่วไปหมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง หรือมีอุจจาระเหลวกว่าปกติของบุคคลนั้น องค์การอนามัยโลกระบุว่าการถ่ายบ่อยเพียงอย่างเดียว หากอุจจาระยังมีลักษณะเป็นก้อน ไม่ถือว่าเป็นท้องเสีย สาเหตุของท้องเสียมีหลายอย่าง เช่น 

  • การติดเชื้อไวรัส
  • การติดเชื้อแบคทีเรียหรือปรสิต
  • อาหารหรือน้ำปนเปื้อน
  • ภาวะไม่ทนต่ออาหารบางชนิด เช่น Lactose intolerance
  • ผลข้างเคียงจากยาบางประเภท
  • โรคหรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร

อาหารเป็นพิษคือสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท้องเสียได้

อาหารเป็นพิษ (Food Poisoning) หรือโรคที่เกิดจากอาหาร (Foodborne illness) เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนสิ่งที่ทำให้เกิดโรค เช่น เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส ปรสิต สารพิษจากเชื้อ หรือสารปนเปื้อนบางชนิด CDC ระบุว่าอาการที่พบได้บ่อยของ food poisoning ได้แก่ ท้องเสีย ปวดหรือบิดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และมีไข้ แต่ลักษณะและความรุนแรงแตกต่างกันตามสาเหตุ 

วิธีสังเกตว่าอาหารเป็นพิษหรือไม่?

ไม่มีอาการใดอาการหนึ่งที่สามารถยืนยันอาหารเป็นพิษได้ 100% ด้วยตัวเอง แต่ข้อมูลบางอย่างช่วยเพิ่มความสงสัยได้

1. มีอาการทางเดินอาหารหลายอย่างพร้อมกัน เช่น ปวดบิดท้อง + ท้องเสีย + คลื่นไส้/อาเจียน หรือมีไข้ร่วมด้วย โดยรูปแบบแตกต่างกันตามเชื้อหรือสารพิษ

2. ก่อนหน้าอาการมีประวัติรับประทานอาหารเสี่ยง

  • เนื้อสัตว์หรือไข่ดิบ/สุกไม่ทั่วถึง
  • อาหารทะเลดิบ
  • นมหรือผลิตภัณฑ์นมที่ไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างเหมาะสม
  • อาหารที่เก็บไว้นานหรือเก็บในอุณหภูมิไม่เหมาะสม
  • น้ำหรืออาหารที่อาจไม่สะอาด

อย่างไรก็ตาม การกินอาหารเสี่ยงไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดอาหารเป็นพิษทุกครั้ง 

3. คนที่กินอาหารร่วมกันมีอาการคล้ายกัน หากหลายคนรับประทานอาหารชนิดเดียวกันแล้วเกิดอาการท้องเสีย อาเจียน หรือปวดท้องในช่วงใกล้เคียงกัน จะทำให้น่าสงสัยว่ามีแหล่งอาหารร่วมกันมากขึ้น แต่หากมีเพียงคนเดียวที่ป่วย ก็ยังตัดอาหารเป็นพิษไม่ได้ เพราะแต่ละคนอาจได้รับเชื้อหรือสารพิษในปริมาณไม่เท่ากัน และความไวต่อเชื้อแตกต่างกัน 

อาการแบบไหนที่ควรรีบไปพบแพทย์

  • ถ่ายเป็นเลือด
  • อาเจียนบ่อยจนดื่มน้ำไม่ได้
  • ไข้สูง
  • ปวดท้องรุนแรง
  • ปัสสาวะน้อยลงมาก
  • ปากและคอแห้งมาก
  • เวียนศีรษะหรือหน้ามืดเมื่อลุกขึ้น
  • ซึม อ่อนเพลียผิดปกติ
  • ท้องเสียต่อเนื่องและไม่ดีขึ้น

CDC ระบุว่าถ่ายเป็นเลือด ท้องเสียนานกว่า 3 วัน ไข้สูงกว่า 38.9°C อาเจียนจนไม่สามารถเก็บน้ำไว้ได้ และมีสัญญาณขาดน้ำ เป็นอาการรุนแรงของ food poisoning ที่ควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคที่เกิดจากอาหารบางชนิดมากกว่าคนทั่วไป

ไม่ว่าจะท้องเสียหรืออาหารเป็นพิษ สิ่งแรกที่ควรทำคืออะไร?

หากมีการถ่ายเหลว สิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ป้องกันภาวะขาดน้ำ ไม่ใช่รีบทำให้หยุดถ่ายทันที เพราะการถ่ายเป็นน้ำทำให้ร่างกายสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ หากสูญเสียมากโดยทดแทนไม่เพียงพอ อาจเกิดภาวะขาดน้ำได้ สำหรับผู้ที่มีภาวะขาดน้ำระดับเล็กน้อยถึงปานกลางจากท้องเสียเฉียบพลัน แนวทาง IDSA แนะนำ ORS (Oral Rehydration Solution) เป็นการรักษาลำดับแรก 

  • จิบ ORS เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ตามความเหมาะสม
  • ดื่มทีละน้อยแต่บ่อย หากมีอาการคลื่นไส้
  • รับประทานอาหารได้เมื่อรับไหว ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร
  • สังเกตปริมาณปัสสาวะและอาการขาดน้ำ
  • ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะรับประทานเอง

สรุป

ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษต่างกันตรงที่ท้องเสียเป็น “อาการ” ส่วนอาหารเป็นพิษเป็น “ภาวะเจ็บป่วยจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน” คนที่อาหารเป็นพิษอาจมีท้องเสีย ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ แต่คนที่ท้องเสียไม่ได้เป็นอาหารเป็นพิษทุกครั้ง การสังเกตอาหารที่รับประทาน ช่วงเวลาที่เริ่มมีอาการ และอาการร่วมช่วยประเมินเบื้องต้นได้ แต่ไม่สามารถยืนยันสาเหตุได้ด้วยตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อถ่ายเหลวคือป้องกันภาวะขาดน้ำ และหากมีถ่ายเป็นเลือด ไข้สูง อาเจียนจนดื่มไม่ได้ ปวดท้องรุนแรง หรือมีสัญญาณขาดน้ำ ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอให้ทราบก่อนว่าเกิดจากสาเหตุใด 

คำถามที่พบบ่อย

Q: ท้องเสียกับอาหารเป็นพิษเหมือนกันไหม?

A: ไม่เหมือนกัน ท้องเสียเป็นอาการ ส่วนอาหารเป็นพิษเป็นภาวะเจ็บป่วยจากอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน อาหารเป็นพิษสามารถทำให้ท้องเสียได้ แต่ท้องเสียเกิดจากสาเหตุอื่นได้อีกหลายอย่าง

Q: กินอาหารแล้วถ่ายทันที เป็นอาหารเป็นพิษไหม?

A: ไม่สามารถสรุปได้จากช่วงเวลาเพียงอย่างเดียว เชื้อหรือสารพิษแต่ละชนิดมีระยะเริ่มอาการแตกต่างกัน ตั้งแต่ไม่กี่สิบนาทีไปจนถึงหลายวัน อาหารมื้อสุดท้ายจึงไม่จำเป็นต้องเป็นต้นเหตุ

Q: ถ้าคนที่กินอาหารด้วยกันไม่ท้องเสีย แสดงว่าเราไม่ได้อาหารเป็นพิษใช่ไหม?

A: ไม่ใช่ แม้การที่หลายคนป่วยพร้อมกันจะเพิ่มความสงสัยเรื่องอาหารปนเปื้อน แต่การป่วยเพียงคนเดียวก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ เพราะแต่ละคนได้รับเชื้อในปริมาณต่างกันและมีความไวต่อเชื้อไม่เท่ากัน

Q: ท้องเสียจากอาหารต้องกินยาปฏิชีวนะไหม?

A: ไม่จำเป็นทุกกรณี เพราะอาการอาจเกิดจากไวรัส สารพิษจากเชื้อ หรือสาเหตุอื่นที่ยาปฏิชีวนะไม่ได้ช่วย การใช้ยาปฏิชีวนะจึงควรขึ้นอยู่กับสาเหตุและการประเมินของแพทย์ ไม่ควรซื้อรับประทานเอง

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่ (Huo Xiang Zheng Qi Ye Taiji Brand)

ยาฮั่วเซียงเจิ่งชี่เย่ ตราไท่จี่

ทางเดินอาหาร // โควิด-19 // อื่นๆ

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top