หน้าแรก  »  บทความสุขภาพ  »  ทำไมผู้ป่วยเบาหวานจึงเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนทั่วไป?

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานจึงเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจมากกว่าคนทั่วไป?

เบาหวานกับโรคหลอดเลือดหัวใจเกี่ยวข้องกันอย่างไร? ทำไมเสี่ยงสูง

เบาหวานเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงเป็นเวลานานสามารถทำลายผนังหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมหัวใจ อีกทั้งผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ น้ำหนักเกิน และภาวะดื้อต่ออินซูลิน ข้อมูลจาก CDC ระบุว่าผู้ที่เป็นเบาหวานมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจประมาณ 2 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน และยิ่งเป็นเบาหวานนาน ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

เบาหวานทำให้หลอดเลือดหัวใจตีบได้อย่างไร?

1. น้ำตาลในเลือดสูงทำลายเยื่อบุหลอดเลือด เมื่อระดับน้ำตาลสูงเรื้อรัง เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือดจะทำงานผิดปกติ ทำให้หลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดการอักเสบได้ง่ายขึ้น ผนังหลอดเลือดที่ได้รับความเสียหายจะเอื้อต่อการสะสมของไขมัน LDL และการก่อตัวของคราบไขมันในระยะต่อมา CDC ระบุว่าระดับน้ำตาลสูงในระยะยาวสามารถทำลายทั้งหลอดเลือดและเส้นประสาทที่ควบคุมหัวใจได้

2. เพิ่มการอักเสบและภาวะเครียดจากอนุมูลอิสระ เบาหวานสัมพันธ์กับภาวะอักเสบเรื้อรังและ Oxidative Stress ซึ่งทำให้เซลล์ในผนังหลอดเลือดได้รับความเสียหาย กระบวนการนี้ส่งเสริมให้

  • LDL แทรกเข้าสู่ผนังหลอดเลือดได้ง่ายขึ้น
  • เกิด Foam Cell
  • คราบไขมันขยายตัว
  • หลอดเลือดแข็งและแคบลง

จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดหลอดเลือดแดงแข็งเร็วกว่าคนทั่วไป

3. เบาหวานมักมาพร้อมไขมันในเลือดผิดปกติ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จำนวนมากมีภาวะไขมันผิดปกติที่เรียกว่า Diabetic Dyslipidemia ซึ่งมักพบ

  • ไตรกลีเซอไรด์สูง
  • HDL หรือไขมันชนิดดีต่ำ
  • LDL ที่มีลักษณะเอื้อต่อการเกิดหลอดเลือดแข็ง

American Heart Association ระบุว่ารูปแบบไขมันดังกล่าวสัมพันธ์กับการเกิดหลอดเลือดแดงแข็งและโรคหลอดเลือดหัวใจก่อนวัย ดังนั้น การดูแลผู้ป่วยเบาหวานจึงไม่ควรดูเฉพาะค่าน้ำตาล แต่ต้องประเมินระดับไขมันร่วมด้วย

4. ความดันโลหิตสูงมักเกิดร่วมกับเบาหวาน ความดันโลหิตสูงพบร่วมกับเบาหวานได้บ่อย โดยทั้งสองภาวะส่งผลเสียต่อผนังหลอดเลือด หากมีทั้งเบาหวานและความดันโลหิตสูง ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มขึ้นมากกว่าการมีปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว American Heart Association จึงจัดทั้งระดับน้ำตาล ความดัน ไขมัน และน้ำหนักเป็นปัจจัยสำคัญที่ควรดูแลร่วมกัน

5. ภาวะดื้อต่ออินซูลินและน้ำหนักเกินเพิ่มความเสี่ยง เบาหวานชนิดที่ 2 มักสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลินและไขมันสะสมบริเวณช่องท้อง ภาวะเหล่านี้เชื่อมโยงกับ

  • ความดันสูง
  • ไตรกลีเซอไรด์สูง
  • HDL ต่ำ
  • การอักเสบเรื้อรัง
  • การทำงานผิดปกติของหลอดเลือด

จึงทำให้ปัจจัยเสี่ยงหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันและเร่งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

ผู้ป่วยเบาหวานอาจมีโรคหัวใจโดยไม่เจ็บหน้าอกได้หรือไม่?

ได้ ผู้ป่วยเบาหวานบางรายอาจมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอกชัดเจน หรือที่เรียกว่า Silent Ischemia หนึ่งในเหตุผลคือ เบาหวานที่เป็นมานานอาจทำให้เส้นประสาทอัตโนมัติได้รับความเสียหาย จึงรับรู้ความเจ็บปวดจากหัวใจได้ลดลง อาการที่ควรสังเกตแทน ได้แก่

  • เหนื่อยง่ายผิดปกติ
  • หายใจไม่อิ่ม
  • อ่อนเพลีย
  • เหงื่อออกมาก
  • คลื่นไส้
  • หน้ามืด
  • ความสามารถในการออกแรงลดลง

หากมีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นเบาหวานมานานหรือมีปัจจัยเสี่ยงหลายข้อ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

ผู้ป่วยเบาหวานควรดูแลหัวใจอย่างไร?

การลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจต้องควบคุมหลายปัจจัยพร้อมกัน ไม่ใช่ดูเฉพาะน้ำตาลในเลือด เพราะโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและเสียชีวิตในผู้ป่วยเบาหวาน สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่

  • ควบคุมระดับน้ำตาลและ HbA1c ตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล
  • ควบคุม LDL Cholesterol
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • งดสูบบุหรี่
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • รับประทานอาหารที่ดีต่อหัวใจ
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รับประทานยาตามแพทย์สั่ง
  • ตรวจการทำงานของไตตามความเหมาะสม

American Heart Association ยังคงเน้นว่าการออกกำลังกาย การควบคุมน้ำหนัก ความดัน ไขมัน และน้ำตาลเป็นองค์ประกอบสำคัญของการลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยเบาหวาน

คุมน้ำตาลดีแล้ว ยังต้องคุมไขมันและความดันหรือไม่?

“ต้องควบคุมร่วมกัน” แม้ระดับน้ำตาลจะอยู่ในเป้าหมาย ผู้ป่วยเบาหวานยังอาจมีความเสี่ยงจาก LDL สูง ความดันสูง การสูบบุหรี่ โรคไต หรือปัจจัยอื่นได้ แนวทางการดูแลเบาหวานในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงหัวใจและหลอดเลือดแบบองค์รวม โดยประเมินหลายปัจจัยพร้อมกัน การจัดการปัจจัยเสี่ยงหลายด้านสามารถช่วยป้องกันหรือชะลอโรคหลอดเลือดจากเบาหวานได้ 

สรุป

เบาหวานเพิ่มความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เพราะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายหลอดเลือด กระตุ้นการอักเสบ และเร่งการเกิดหลอดเลือดแดงแข็ง ขณะเดียวกันผู้ป่วยเบาหวานมักมีความดันสูง ไขมันผิดปกติ น้ำหนักเกิน หรือภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมด้วย ดังนั้น การดูแลหัวใจในผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรเน้นเพียง “คุมน้ำตาล” แต่ต้องควบคุมน้ำตาล ไขมัน ความดัน น้ำหนัก และพฤติกรรมเสี่ยงพร้อมกัน เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะแทรกซ้อนอื่นในระยะยาว

คำถามที่พบบ่อย

Q: ผู้ป่วยเบาหวานทุกคนจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่?

A: ไม่ทุกคน แต่มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ไม่เป็นเบาหวาน การควบคุมน้ำตาล ไขมัน ความดัน น้ำหนัก และพฤติกรรมเสี่ยงสามารถช่วยลดความเสี่ยงได้

Q: เบาหวานชนิดที่ 2 เสี่ยงโรคหัวใจมากกว่าเพราะอะไร?

A: นอกจากน้ำตาลสูงแล้ว มักมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำหนักเกิน ความดันสูง และไขมันในเลือดผิดปกติร่วมกัน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อหลอดเลือดแดงแข็ง

Q: HbA1c ปกติแล้ว ยังเสี่ยงโรคหัวใจหรือไม่?

A: ยังอาจมีความเสี่ยงได้ เพราะโรคหัวใจสัมพันธ์กับหลายปัจจัย ไม่ได้ขึ้นกับ HbA1c เพียงค่าเดียว จึงต้องประเมินไขมัน ความดัน ไต การสูบบุหรี่ และปัจจัยอื่นร่วมกัน

Q: ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่มีอาการควรตรวจหัวใจเมื่อไร?

A: ควรเริ่มจากการประเมินความเสี่ยงกับแพทย์ ตรวจความดัน ไขมัน น้ำตาล การทำงานของไต และอาการผิดปกติ การตรวจหัวใจเฉพาะทางจะพิจารณาตามข้อบ่งชี้ของแต่ละราย

บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)

Carbova Capsules

Carbova Capsules

ตับ // หัวใจ // ประสาทและสมอง // การไหลเวียนเลือด

ปรึกษาแพทย์จีน
ปรึกษาแพทย์จีน
Scroll to Top