โรคหลอดเลือดหัวใจควรได้รับการดูแลตั้งแต่ตรวจพบคราบไขมันหรือความตีบ ไม่ว่าจะตีบกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขเปอร์เซ็นต์จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการตัดสินใจ แพทย์ยังต้องพิจารณาว่ารอยตีบอยู่ตำแหน่งใด ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจริงหรือไม่ ผู้ป่วยมีอาการมากเพียงใด และมีโรคร่วมอะไรบ้าง
อ่านเพิ่มเติม: หลอดเลือดหัวใจตีบคืออะไร? เข้าใจโรค กลไกการเกิด และระดับความรุนแรง
เปอร์เซ็นต์หลอดเลือดหัวใจตีบหมายถึงอะไร?
เปอร์เซ็นต์ความตีบหมายถึงสัดส่วนที่ช่องภายในหลอดเลือดแคบลงเมื่อเทียบกับบริเวณหลอดเลือดที่มีขนาดปกติใกล้เคียงกัน โดยอาจประเมินจากการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจหรือการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ
ระบบ CAD-RADS 2.0 ซึ่งใช้รายงานผล CT หลอดเลือดหัวใจ แบ่งระดับความตีบโดยทั่วไปดังนี้
| ระดับความตีบ | การแปลผล |
|---|---|
| 0% | ไม่พบคราบไขมันหรือหลอดเลือดตีบ |
| 1–24% | ตีบเล็กน้อยมาก |
| 25–49% | ตีบระดับเล็กน้อย |
| 50–69% | ตีบระดับปานกลาง |
| 70–99% | ตีบรุนแรง |
| 100% | หลอดเลือดอุดตันทั้งหมด |
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่รายงานอาจแตกต่างกันเล็กน้อยตามวิธีตรวจ คุณภาพของภาพ และลักษณะคราบหินปูน จึงต้องให้แพทย์แปลผลร่วมกับข้อมูลทางคลินิก
ตีบน้อยกว่า 50% ต้องรักษาหรือไม่?
แม้หลอดเลือดจะตีบน้อยกว่า 50% และยังไม่จัดว่าเป็นการตีบที่กีดขวางการไหลเวียนอย่างชัดเจน แต่การพบคราบไขมันหมายความว่าเริ่มมีโรคหลอดเลือดแดงแข็งแล้ว แนวทางดูแลมักเน้นการลดโอกาสที่คราบไขมันจะเพิ่มขึ้นหรือแตก ได้แก่
- ควบคุมระดับ LDL Cholesterol
- ควบคุมความดันโลหิตและน้ำตาลในเลือด
- งดสูบบุหรี่
- ปรับอาหารและออกกำลังกาย
- ใช้ยาป้องกันตามข้อบ่งชี้และความเสี่ยงของแต่ละคน
- ติดตามอาการและผลตรวจตามแพทย์นัด
ดังนั้น คำว่า “ตีบน้อย” ไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องดูแล เพราะปริมาณและลักษณะของคราบไขมัน รวมถึงปัจจัยเสี่ยงโดยรวม ยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงในอนาคต ระบบ CAD-RADS จึงให้ความสำคัญทั้งระดับความตีบและปริมาณคราบไขมัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะตัวเลขช่องหลอดเลือดเท่านั้น
หลอดเลือดหัวใจตีบ 50–69% ต้องทำบอลลูนหรือไม่?
การตีบระดับ 50–69% จัดเป็นความตีบปานกลาง แต่ยังไม่สามารถสรุปจากภาพเพียงอย่างเดียวว่ารอยตีบนั้นทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดมากพอที่จะต้องเปิดหลอดเลือด แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินการไหลเวียนของเลือด เช่น
- Exercise Stress Test
- Stress Echocardiography
- Myocardial Perfusion Imaging
- Stress Cardiac MRI
- CT-FFR
- การวัดแรงดันผ่านรอยตีบระหว่างฉีดสี
CAD-RADS 2.0 ระบุว่าความตีบ 50–69% อาจต้องประเมินการทำงานเพิ่มเติมเพื่อยืนยันหรือแยกภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดออกก่อนพิจารณาการรักษาด้วยหัตถการ
หลอดเลือดหัวใจตีบตั้งแต่ 70% ต้องใส่ขดลวดทุกคนหรือไม่?
ความตีบ 70–99% ถือเป็นการตีบรุนแรงและมีโอกาสจำกัดการไหลเวียนของเลือดมากขึ้น จึงมักต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์โรคหัวใจอย่างละเอียด แต่อาจไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยทุกคนต้องใส่ขดลวดทันที แพทย์จะพิจารณาร่วมกับปัจจัยต่อไปนี้
- มีอาการเจ็บหน้าอกหรือเหนื่อยมากเพียงใด
- อาการควบคุมได้ด้วยยาหรือไม่
- ผลตรวจแสดงภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือไม่
- รอยตีบอยู่ในหลอดเลือดเส้นใด
- ตีบหนึ่งเส้นหรือหลายเส้น
- กล้ามเนื้อหัวใจยังทำงานดีหรือไม่
- มีเบาหวาน โรคไต หรือโรคร่วมอื่นหรือไม่
- โครงสร้างหลอดเลือดเหมาะกับบอลลูนหรือการผ่าตัดมากกว่า
เป้าหมายของการเปิดหลอดเลือดอาจเป็นการลดอาการ ป้องกันเหตุการณ์รุนแรงในผู้ป่วยความเสี่ยงสูง หรือเพิ่มการไหลเวียนไปยังกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือด การตัดสินใจจึงต้องเป็นรายบุคคล ไม่ควรใช้ตัวเลข 70% เป็นเกณฑ์เดียว
ตำแหน่งของรอยตีบสำคัญกว่าตัวเลขหรือไม่?
ตำแหน่งมีความสำคัญมาก เพราะหลอดเลือดแต่ละเส้นเลี้ยงพื้นที่กล้ามเนื้อหัวใจไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น การตีบของหลอดเลือดหัวใจซ้ายหลัก (Left Main Coronary Artery) อาจกระทบกล้ามเนื้อหัวใจบริเวณกว้าง แม้ตีบประมาณ 50% ก็จัดเป็นลักษณะที่ต้องประเมินอย่างจริงจัง
แนวทาง ESC ปี 2024 ระบุว่าผล CT ที่พบหลอดเลือดหัวใจซ้ายหลักตีบตั้งแต่ 50% หรือพบความตีบรุนแรงในตำแหน่งสำคัญและหลายเส้น เป็นลักษณะความเสี่ยงสูงที่ควรเข้าสู่การประเมินด้วยการฉีดสีและการวัดการไหลเวียนตามความเหมาะสม
ในระบบ CAD-RADS การตีบของ Left Main ตั้งแต่ 50% หรือการตีบรุนแรงตั้งแต่ 70% ในหลอดเลือดหลักทั้งสามเส้น ถูกแยกเป็นกลุ่มที่ควรได้รับการประเมินด้วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ
หลอดเลือดอุดตัน 100% รักษาอย่างไร?
การอุดตัน 100% อาจมีได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ซึ่งมีความเร่งด่วนต่างกัน
- อุดตันเฉียบพลัน อาจเกิดจากคราบไขมันแตกและมีลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ต้องได้รับการรักษาฉุกเฉิน
- อุดตันเรื้อรัง ร่างกายอาจสร้างหลอดเลือดทางเบี่ยงตามธรรมชาติขึ้นบางส่วน ผู้ป่วยจึงอาจยังไม่มีอาการรุนแรง การรักษาจะพิจารณาจากอาการ ปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจที่ยังมีชีวิต และความเหมาะสมของการเปิดหลอดเลือด
CAD-RADS จัดการอุดตันทั้งหมดเป็นระดับ 5 และแนะนำให้พิจารณาการฉีดสี การประเมินภาวะขาดเลือด และความมีชีวิตของกล้ามเนื้อหัวใจตามบริบทของผู้ป่วย
สรุปตีบกี่เปอร์เซ็นต์จึงต้องรักษา?
ควรเริ่มดูแลตั้งแต่ตรวจพบคราบไขมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำบอลลูนหรือใส่ขดลวด
- ต่ำกว่า 50% มักเน้นควบคุมปัจจัยเสี่ยงและใช้ยาตามข้อบ่งชี้
- 50–69% อาจต้องตรวจว่ารอยตีบทำให้หัวใจขาดเลือดจริงหรือไม่
- 70–99% เป็นความตีบรุนแรง ต้องประเมินอาการ ตำแหน่ง และประโยชน์ของการเปิดหลอดเลือด
- Left Main ตั้งแต่ 50% หรือหลายเส้นตีบรุนแรง ถือเป็นลักษณะความเสี่ยงสูงที่ต้องประเมินอย่างละเอียด
- 100% ต้องแยกว่าเป็นการอุดตันเฉียบพลันหรือเรื้อรัง
การเลือกใช้ยา ทำบอลลูน ใส่ขดลวด หรือผ่าตัดบายพาส จึงไม่ควรตัดสินจากเปอร์เซ็นต์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยข้อมูลทั้งหมดและการประเมินโดยทีมแพทย์
คำถามที่พบบ่อย
บทความนี้ได้รับการตรวจสอบด้านเนื้อหาทางวิชาการโดย แพทย์แผนจีน (ผู้ประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน)









